วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

มิลินทปัญหา แปล : อนุมานวรรคที่ ๔ : อนุมานปัญหาที่ ๑ [1]

๔. อนุมานวคฺโค[1]
๑. อนุมานปญฺโห 
อนุมานวรรคที่ ๔ : อนุมานปัญหาที่ ๑ 
. อถ โข มิลินฺโท ราชา เยนายสฺมา นาคเสโน เตนุปสงฺกมิ, อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ นาคเสนํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ, เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข มิลินฺโท ราชา ญาตุกาโม โสตุกาโม ธาเรตุกาโม ญาณาโลกํ ทฏฺฐุกาโม อญฺญาณํ ภินฺทิตุกาโม ญาณาโลกํ อุปฺปาเทตุกาโม อวิชฺชนฺธการํ นาเสตุกาโม อธิมตฺตํ ธิติญฺจ อุสฺสาหญฺจ สติญฺจ สมฺปชญฺญญฺจ อุปฏฺฐเปตฺวา อายสฺมนฺตํ นาคเสนํ เอตทโวจ ‘‘ภนฺเต นาคเสน, กิํ ปน พุทฺโธ ตยา ทิฏฺโฐ’’ติฯ ‘‘น หิ, มหาราชา’’ติฯ ‘‘กิํ ปน เต อาจริเยหิ พุทฺโธ ทิฏฺโฐ’’ติ? ‘‘น หิ, มหาราชา’’ติฯ ‘‘ภนฺเต นาคเสน, น กิร ตยา พุทฺโธ ทิฏฺโฐ, นาปิ กิร เต อาจริเยหิ พุทฺโธ ทิฏฺโฐ, เตน หิ, ภนฺเต นาคเสน, นตฺถิ พุทฺโธ, น เหตฺถ พุทฺโธ ปญฺญายตี’’ติฯ
๑. อถ โข ลำดับนั้น มิลินฺโท ราชา พระราชา พระนามว่า มิลินท์ อายสฺมา นาคเสโน ท่านพระนาคเสน วสติ อยู่ เยน =  ยตฺถ ทิสาภาเค ในส่วนแห่งทิศใด, อุปสงฺกมิ เสด็จเข้าไปแล้ว เตน = ตํ ทิสาภาคํ สู่ส่วนแห่งทิศนั้น, อุปสงฺกมิตฺวา ครั้นเสด็จเข้าไปแล้ว อภิวาเทตฺวา ทรงนมัสการ อายสฺมนฺตํ นาคเสนํ ท่านพระนาคเสนแล้ว นิสีทิ จึงประทับนั่ง เอกมนฺตํ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง, มิลินฺโท ราชา พระราชาพระนามว่า มิลินท์ นิสินฺโน โข ครั้นประทับนั่งเรียบร้อย เอกมนฺตํ ณที่สมควรแห่งหนึ่งแล้ว ญาตุกาโม มีพระประสงค์จะทราบ โสตุกาโม จะสดับ ธาเรตุกาโม จะจดจำไว้ ทฏฺฐุกาโม จะทอดพระเนตรเห็น ญาณาโลกํ  ซึ่งแสงสว่างคือความรู้ ภินฺทิตุกาโม จะทำลาย อญฺญาณํ ซึ่งความไม่รู้ อุปฺปาเทตุกาโม จะทำ - ญาณาโลกํ ซึ่งแสงสว่างคือญาณ - ให้เกิดขึ้น นาเสตุกาโม จะทำ - อวิชฺชนฺธการํ ความมืดคืออวิชชา - ให้พินาศ อุปฏฺฐเปตฺวา ทรงตั้งไว้ ธิติํ จ ความทรงจำ อุสฺสาหํ จ ความอุตสาหะ สติํ สติ สมฺปชญฺญํ จ และสัมปชัญญะ อโวจ แล้วจึงตรัส เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ อายสฺมนฺตํ นาคเสนํ กะท่านพระนาคเสน อิติ ว่า ภนฺเต นาคเสน พระคุณเจ้านาคเสน ตยา ปน พระคุณเจ้า ทิฏฺโฐ เคยเห็น พุทฺโธ  พระพุทธเจ้าแล้ว กิํ หรือไร ดังนี้

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มิลินทปัญหา ๒๑ .วิจารวรรคที่ ๓ (ปัญหาที่ ๖) เวทคูปญฺโห ปัญหาเกี่ยวกับผู้เข้าถึงการรับรู้ภายใน

๖. เวทคูปญฺโห
. ราชา อาห ‘‘ภนฺเต นาคเสน, เวทคู อุปลพฺภตี’’ติ? ‘‘โก ปเนส, มหาราช, เวทคู นามา’’ติ? ‘‘โย, ภนฺเต, อพฺภนฺตเร ชีโว จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ, โสเตน สทฺทํ สุณาติ, ฆาเนน คนฺธํ ฆายติ, ชิวฺหาย รสํ สายติ, กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสติ, มนสา ธมฺมํ วิชานาติ, ยถา มยํ อิธ ปาสาเท นิสินฺนา เยน เยน วาตปาเนน อิจฺเฉยฺยาม ปสฺสิตุํ, เตน เตน วาตปาเนน ปสฺเสยฺยาม, ปุรตฺถิเมนปิ วาตปาเนน ปสฺเสยฺยาม, ปจฺฉิเมนปิ วาตปาเนน ปสฺเสยฺยาม, อุตฺตเรนปิ วาตปาเนน ปสฺเสยฺยาม, ทกฺขิเณนปิ วาตปาเนน ปสฺเสยฺยามฯ เอวเมว โข, ภนฺเต, อยํ อพฺภนฺตเร ชีโว เยน เยน ทฺวาเรน อิจฺฉติ ปสฺสิตุํ, เตน เตน ทฺวาเรน ปสฺสตี’’ติฯ

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มิลินทปัญหา ๒๐ .วิจารวรรคที่ ๓ (ปัญหาที่ ๕) ภวนฺตสงฺขารชายมานปญฺโห ปัญหาเกี่ยวกับสังขารที่มีอยู่กำลังเกิด

๕. ภวนฺตสงฺขารชายมานปญฺโห
. ราชา อาห ‘‘ภนฺเต นาคเสน, อตฺถิ เกจิ สงฺขารา, เย อภวนฺตา ชายนฺตี’’ติ? ‘‘นตฺถิ มหาราช เกจิ สงฺขารา, เย อภวนฺตา ชายนฺติ, ภวนฺตาเยว โข มหาราช สงฺขารา ชายนฺตี’’ติฯ
‘‘โอปมฺมํ กโรหี’’ติฯ ‘‘ตํ กิํ มญฺญสิ มหาราช อิทํ เคหํ อภวนฺตํ ชาตํ, ยตฺถ ตฺวํ นิสินฺโนสี’’ติ? ‘‘นตฺถิ กิญฺจิ ภนฺเต อิธ อภวนฺตํ ชาตํ, ภวนฺตํเยว ชาตํ, อิมานิ โข ภนฺเต ทารูนิ วเน อเหสุํ, อยญฺจ มตฺติกา ปถวิยํ อโหสิ, อิตฺถีนญฺจ ปุริสานญฺจ ตชฺเชน วายาเมน เอวมิทํ เคหํ นิพฺพตฺต’’นฺติฯ ‘‘เอวเมว โข มหาราช นตฺถิ เกจิ สงฺขารา, เย อภวนฺตา ชายนฺติ, ภวนฺตา เยว สงฺขารา ชายนฺตี’’ติฯ

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สพฺเพนสพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ (ร่าง)

สพฺเพนสพฺพํ ความหมายคือ โดยประการทั้งปวงซึ่งสามารถแปลโดยอรรถาธิบายเชิงคำศัพท์ว่า ทั้งหมดโดยอาการคือกลุ่ม ส่วน สพฺพถา สพฺพํ ทั้งสิ้นโดยสภาวะคือระบุทุกส่วนที่แยกย่อยจากกลุ่ม. โดยทั้งสองคำนี้ คือ สพฺเพนสพฺพํ และ สพฺพถา สพฺพํ สัมพันธ์เป็นวิเสสนะของบทนามที่ตนเกี่ยวข้อง และใช้เป็นไวพจน์กัน.

มิลินทปัญหา ๑๘.วิจารวรรคที่ ๓ (ปัญหาที่ ๓) โกฏิปัญญายนปัญหา ปัญหาเกี่ยวกับการปรากฏแห่งที่สุด

๓. โกฏิปญฺญายนปญฺโห
. ราชา อาห ‘‘ภนฺเต นาคเสน, ยํ ปเนตํ พฺรูสิ ปุริมา โกฏิ น ปญฺญายตีติ, กตมา จ สา ปุริมา โกฏี’’ติ? ‘‘โย โข, มหาราช, อตีโต อทฺธา, เอสา ปุริมา โกฏี’’ติฯ ‘‘ภนฺเต นาคเสน, ยํ ปเนตํ พฺรูสิ ปุริมา โกฏิ น ปญฺญายตีติ, กิํ ปน, ภนฺเต, สพฺพาปิ ปุริมา โกฏิ น ปญฺญายตี’’ติ? ‘‘กาจิ, มหาราช, ปญฺญายติ, กาจิ น ปญฺญายตี’’ติฯ ‘‘กตมา, ภนฺเต, ปญฺญายติ, กตมา น ปญฺญายตี’’ติ? ‘‘อิโต ปุพฺเพ, มหาราช, สพฺเพน สพฺพํ สพฺพถา สพฺพํ อวิชฺชา นาโหสีติ เอสา ปุริมา โกฏิ น ปญฺญายติ, ยํ อหุตฺวา สมฺโภติ, หุตฺวา ปฏิวิคจฺฉติ, เอสา ปุริมา โกฏิ ปญฺญายตี’’ติ
‘‘ภนฺเต นาคเสน, ยํ อหุตฺวา สมฺโภติ, หุตฺวา ปฏิวิคจฺฉติ, นนุ ตํ อุภโต ฉินฺนํ อตฺถํ คจฺฉตี’’ติ? ‘‘ยทิ, มหาราช, อุภโต ฉินฺนํ อตฺถํ คจฺฉติ, อุภโต ฉินฺนา สกฺกา วฑฺเฒตุ’’นฺติ? ‘‘อาม, สาปิ สกฺกา วฑฺเฒตุ’’นฺติฯ’’นาหํ, ภนฺเต, เอตํ ปุจฺฉามิ โกฏิโต สกฺกา วฑฺเฒตุ’’นฺติ? ‘‘อาม สกฺกา วฑฺเฒตุ’’นฺติฯ
‘‘โอปมฺมํ กโรหี’’ติฯ เถโร ตสฺส รุกฺขูปมํ อกาสิ,ขนฺธา จ เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส พีชานี’’ติฯ
‘‘กลฺโลสิ, ภนฺเต นาคเสนา’’ติฯ
โกฏิปญฺญายนปญฺโห ตติโยฯ

**************

มิลินทปัญหา ๑๙.วิจารวรรคที่ ๓ (ปัญหาที่ ๔) สังขารชายนปัญหา ปัญหาเกี่ยวกับสังขารที่กำลังเกิด

๔. สงฺขารชายมานปญฺโห
. ราชา อาห ‘‘ภนฺเต นาคเสน, อตฺถิ เกจิ สงฺขารา, เย ชายนฺตี’’ติ? ‘‘อาม, มหาราช, อตฺถิ สงฺขารา, เย ชายนฺตี’’ติฯ ‘‘กตเม เต, ภนฺเต’’ติ? ‘‘จกฺขุสฺมิญฺจ โข, มหาราช, สติ รูเปสุ จ จกฺขุวิญฺญาณํ โหติ, จกฺขุวิญฺญาเณ สติ จกฺขุสมฺผสฺโส โหติ, จกฺขุสมฺผสฺเส สติ เวทนา โหติ, เวทนาย สติ ตณฺหา โหติ, ตณฺหาย สติ อุปาทานํ โหติ, อุปาทาเน สติ ภโว โหติ, ภเว สติ ชาติ โหติ, ชาติยา สติ ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ, เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติฯ จกฺขุสฺมิญฺจ โข, มหาราช, อสติ รูเปสุ จ อสติ จกฺขุวิญฺญาณํ น โหติ, จกฺขุวิญฺญาเณ อสติ จกฺขุสมฺผสฺโส น โหติ, จกฺขุสมฺผสฺเส อสติ เวทนา น โหติ, เวทนาย อสติ ตณฺหา น โหติ, ตณฺหาย อสติ อุปาทานํ น โหติ, อุปาทาเน อสติ ภโว น โหติ, ภเว อสติ ชาติ น โหติ, ชาติยา อสติ ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา น โหนฺติ, เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตี’’ติฯ
‘‘กลฺโลสิ, ภนฺเต นาคเสนา’’ติฯ
สงฺขารชายมานปญฺโห จตุตฺโถฯ

*******************

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

มิลินทปัญหา ๑๗.วิจารวรรค ที่ ๓ (ปัญหาที่ ๒) ปุริมโกฏิปัญหา ปัญหาเกี่ยวกับที่สุดข้างต้น

๒. ปุริมโกฏิปญฺโห
. ราชา อาห ‘‘ภนฺเต นาคเสน, ยํ ปเนตํ พฺรูสิ ปุริมา โกฏิ น ปญฺญายตีติ, ตสฺส โอปมฺมํ กโรหี’’ติฯ ‘‘ยถา, มหาราช, ปุริโส ปริตฺตํ [ปริปกฺกํ (ก.)] พีชํ ปถวิยํ นิกฺขิเปยฺย, ตโต องฺกุโร อุฏฺฐหิตฺวา อนุปุพฺเพน วุฑฺฒิํ วิรูฬฺหิํ เวปุลฺลํ อาปชฺชิตฺวา ผลํ ทเทยฺยฯ ตโต พีชํ คเหตฺวา ปุน โรเปยฺย, ตโตปิ องฺกุโร อุฏฺฐหิตฺวา อนุปุพฺเพน วุฑฺฒิํ วิรูฬฺหิํ เวปุลฺลํ อาปชฺชิตฺวา ผลํ ทเทยฺยฯ เอวเมติสฺสา สนฺตติยา อตฺถิ อนฺโต’’ติ? ‘‘นตฺถิ ภนฺเต’’ติฯ ‘‘เอวเมว โข, มหาราช, อทฺธานสฺสาปิ ปุริมา โกฏิ น ปญฺญายตี’’ติฯ

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

๑๖ มิลินทปัญหา : วิจารวรรคที่ ๓ ปัญหาที่ ๑ อัทธานมูลปัญหา ปัญหาเกี่ยวกับมูลเหตุแห่งอัทธา.

๓. วิจารวคฺโค
๑. อทฺธานมูลปญฺโห
วิจารวคฺโค วรรคที่มีลักษณะของวิจารเป็นที่สุด
อทฺธานมูลปญฺโห ปัญหาเกี่ยวกับมูลเหตุแห่งอัทธา.
. ราชา อาห ‘‘ภนฺเต นาคเสน, อตีตสฺส อทฺธานสฺส กิํ มูลํ, อนาคตสฺส อทฺธานสฺส กิํ มูลํ, ปจฺจุปฺปนฺนสฺส อทฺธานสฺส กิํ มูล’’นฺติ? ‘‘อตีตสฺส จ, มหาราช, อทฺธานสฺส อนาคตสฺส จ อทฺธานสฺส ปจฺจุปฺปนฺนสฺส จ อทฺธานสฺส อวิชฺชา มูลํฯ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา, สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ, วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ, นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ, สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส, ผสฺสปจฺจยา เวทนา, เวทนาปจฺจยา ตณฺหา, ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ, อุปาทานปจฺจยา ภโว, ภวปจฺจยา ชาติ, ชาติปจฺจยา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส อทฺธานสฺส [ทุกฺขกฺขนฺธสฺส อทฺธานสฺส (สี.)] ปุริมา โกฏิ น ปญฺญายตี’’ติฯ

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กาลงฺกต แปลได้หลายอย่าง

กาลงฺกต ศัพท์นี้ มีคำแปลตามนัยของอรรถกถาต่างๆ ดังนี้
๑. ผู้ถึงกาละ (กาล ความตาย + คต ถึง) แปลง ค เป็น ก. วิเคราะห์เป็นทุติยาตัปปุริสสมาส ชนิดไม่ลบวิภัตติ ว่า

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

มิลินทปัญหา อัทธานวรรคที่ ๒ (๖). ปัญหาเกี่ยวกับความเป็นอันเดียวกันหรือต่างกันของนามรูป

๖. นามรูปเอกตฺตนานตฺตปญฺโห
๖. ปัญหาเกี่ยวกับความเป็นอันเดียวกันหรือต่างกันของนามรูป

. ราชา อาห ‘‘ภนฺเต นาคเสน, โก ปฏิสนฺทหตี’’ติ? เถโร อาห ‘‘นามรูปํ โข, มหาราช, ปฏิสนฺทหตี’’ติฯ ‘‘กิํ อิมํ เยว นามรูปํ ปฏิสนฺทหตี’’ติ? ‘‘น โข, มหาราช, อิมํ เยว นามรูปํ ปฏิสนฺทหติ, อิมินา ปน, มหาราช, นามรูเปน กมฺมํ กโรติ โสภนํ วา ปาปกํ วา, เตน กมฺเมน อญฺญํ นามรูปํ ปฏิสนฺทหตี’’ติฯ ‘‘ยทิ, ภนฺเต, น อิมํ เยว นามรูปํ ปฏิสนฺทหติ, นนุ โส มุตฺโต ภวิสฺสติ ปาปเกหิ กมฺเมหี’’ติ? เถโร อาห ‘‘ยทิ น ปฏิสนฺทเหยฺย, มุตฺโต ภเวยฺย ปาปเกหิ กมฺเมหิฯ ยสฺมา จ โข, มหาราช, ปฏิสนฺทหติ, ตสฺมา น มุตฺโต ปาปเกหิ กมฺเมหี’’ติฯ

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สาสนอันตรธานกถา

อันตรธานกถา
จำเดิมแต่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้แจ้งโลก มีสายพระเนตรยาวไกล ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จึงประกาศพระสัทธรรมคำสอนของพระองค์ให้แผ่ไพศาลไปทั่วพื้นที่ชมพูทวีป มีอริยสาวกทั้งที่เป็นมนุษย์และเทวดาเกิดขึ้นมากมาย พระสัทธรรมที่พระองค์ประกาศไว้เป็นดุจดังประทีบที่จุดเพื่อบอกทางในยามค่ำคืน พระศาสนารุ่งเรืองอย่างโดดเด่น.  แต่ทว่า ท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระศาสนานั้น พระองค์ผู้เป็นเจ้าของแห่งธรรม กลับตรัสว่า ใช่ว่าศาสนาของพระองค์จะตั้งอยู่ตลอดไปก็หามิได้ โดยที่แท้ ก็มีสักวันหนึ่งที่จะต้องถึงกาลที่ล่มสลายไปในที่สุด นอกจากจะมีกาลเวลาเป็นเงื่อนไขแล้ว ยังมีเหตุปัจจัยอื่นๆ อีกที่ทำให้เกิดความล่มสลายสาบสูญแห่งพระสัทธรรม.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึงเหตุปัจจัยภายในศาสนา ดังนี้[๑]

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เสวิสูตร อัง. ติก. ๑๒/๔๖๕

เสวิสูตร
อังคุตรนิกาย ติกนิบาต ๑๒/๔๖๕
         [๔๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๓ จำพวกเป็นไฉน
คือ
๑. บุคคลที่ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ มีอยู่
๒. บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งใกล้ มีอยู่
๓. บุคคลที่จะต้องสักการะเคารพ แล้วจึงเสพ คบหา เข้าไปนั่งใกล้ มีอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้เป็นไฉน.
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเลวโดยศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลเห็นปานนี้ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ นอกจากจะเอ็นดูอนุเคราะห์กัน