๕.
พุทฺธอวิเหฐกปญฺโห
ปัญหาเกี่ยวกับความไม่เป็นผู้เบียดเบียนของพระพุทธเจ้า
๕. ‘‘ภนฺเต นาคเสน, ภาสิตมฺเปตํ ภควตา ‘ปุพฺเพ วาหํ มนุสฺสภูโต สมาโน สตฺตานํ อวิเหฐกชาติโก อโหสิ’นฺติฯ ปุน จ ภณิตํ ‘โลมสกสฺสโป นาม อิสิ สมาโน
อเนกสเต ปาเณ ฆาตยิตฺวา วาชเปยฺยํ มหายญฺญํ ยชี’ติฯ
มิลินฺโท
ราชา
พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสแล้ว อิติ ว่า นาคเสน
ข้าแต่พระนาคเสน ภนฺเต ผู้เจริญ เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค
ภาสิตมฺปิ ก็ตรัสแล้ว อิติ ว่า อหํ
เราตถาคต มนุสฺสภูโต ยังเป็นมนุษย์ สมาโน มีอยู่ ปุพฺเพ
ในกาลก่อน เอว นั่นเทียว อวิเหฐกชาติโก เป็นผู้ไม่เบียดเบียน สตฺตานํ
ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย อโหสิํ ได้เป็นแล้ว ดังนี้ (โดยนัย มหาปทานสูตร
ที.ปา.๑๑/๑๕๖) ดังนี้, จ อนึ่ง เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา
อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตมฺปิ ก็ตรัสแล้ว อิติ ว่า อหํ
เรา อิสิ เป็นฤาษี โลมสกสฺสโป นาม ชื่อว่า โลมสกัสสปะ สมาโน
เป็น ฆาตยิตฺวา ฆ่าแล้ว ปาเณ ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย อเนกสเต
หลายร้อยตัว ยชิ บูชาแล้ว มหายญฺญํ ซึ่งยัญใหญ่ วาชเปยฺยํ ชื่อว่า วาชเปยยะ[1] ดังนี้
ยทิ, ภนฺเต นาคเสน, ภควตา ภณิตํ ‘ปุพฺเพ
วาหํ มนุสฺสภูโต สมาโน สตฺตานํ อวิเหฐกชาติโก อโหสิ’นฺติ,
เตน หิ ‘โลมสกสฺสเปน อิสินา อเนกสเต ปาเณ
ฆาตยิตฺวา วาชเปยฺยํ มหายญฺญํ ยชิต’นฺติ ยํ วจนํ, ตํ มิจฺฉาฯ ยทิ ‘โลมสกสฺสเปน อิสินา อเนกสเต ปาเณ
ฆาตยิตฺวา วาชเปยฺยํ มหายญฺญํ ยชิตํ’, เตน หิ ‘ปุพฺเพ วาหํ มนุสฺสภูโต สมาโน สตฺตานํ อวิเหฐกชาติโก อโหสิ’นฺติ ตมฺปิ วจนํ มิจฺฉาฯ อยมฺปิ อุภโต โกฏิโก ปญฺโห ตวานุปฺปตฺโต, โส ตยา นิพฺพาหิตพฺโพ’’ติฯ
ภนฺเต
นาคเสน
ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ ยทิ ถ้าว่า เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา
อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว อิติ ว่า อหํ
เราตถาคต มนุสฺสภูโต ยังเป็นมนุษย์ สมาโน มีอยู่ ปุพฺเพ
ในกาลก่อน เอว นั่นเทียว อวิเหฐกชาติโก เป็นผู้ไม่เบียดเบียน สตฺตานํ
ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย อโหสิํ ได้เป็นแล้ว ดังนี้ เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ยํ
วจนํ คำใด อิติ ว่า อหํ เรา อิสิ
เป็นฤาษี โลมสกสฺสโป นาม ชื่อว่า โลมสกัสสปะ สมาโน เป็น ฆาตยิตฺวา
ฆ่าแล้ว ปาเณ ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย อเนกสเต หลายร้อยตัว ยชิ
บูชาแล้ว มหายญฺญํ ซึ่งยัญใหญ่ วาชเปยฺยํ
ชื่อว่า วาชเปยยะ ดังนี้, ตํ วจนํ คำนั้น มิจฺฉา
ผิด, ยทิ ถ้าว่า ยํ
วจนํ คำใด ภควตา
อันพระผู้มีพระภาค
ภาสิตํ ตรัสแล้ว อิติ ว่า
อหํ เรา อิสิ
เป็นฤาษี โลมกสฺสโป นาม ชื่อว่า โลมสกัสสปะ สมาโน เป็น ฆาตยิตฺวา
ฆ่าแล้ว ปาเณ ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย อเนกสเต หลายร้อยตัว ยชิ
บูชาแล้ว มหายญฺญํ ซึ่งยัญใหญ่ วาชเปยฺยํ
ชื่อว่า วาชเปยยะ ดังนี้ เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ตมฺปิ
วจนํ คำแม้นั้น อิติ ว่า อหํ เราตถาคต มนุสฺสภูโต
ยังเป็นมนุษย์ สมาโน มีอยู่ ปุพฺเพ ในกาลก่อน เอว นั่นเทียว อวิเหฐกชาติโก
เป็นผู้ไม่เบียดเบียน สตฺตานํ ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย อโหสิํ ได้เป็นแล้ว
ดังนี้ มิจฺฉา ผิด. อยมฺปิ ปญฺโห ปัญหาแม้นี้ ปญฺโห
เป็นปัญหา โกฏิโก มีเงื่อน อุภโต โดยส่วนสอง อนุปฺปตฺโต
มาถึงแล้ว ตว แก่ท่าน, โส ปญฺโห ปัญหานั้น ตยา อันท่าน นิพฺพาหิตพฺโพ
พึงแถลงเถิด ดังนี้[2]
‘‘ภาสิตมฺเปตํ, มหาราช, ภควตา ‘ปุพฺเพ วาหํ มนุสฺสภูโต สมาโน สตฺตานํ อวิเหฐกชาติโก อโหสิ’นฺติ, ‘โลมสกสฺสเปน อิสินา อเนกสเต ปาเณ ฆาตยิตฺวา วาชเปยฺยํ มหายญฺญํ ยชิตํ’, ตญฺจ ปน
ราควเสน วิสญฺญินา, โน สเจตเนนา’’ติฯ
นาคเสโน
เถโร พระนาคเสนเถระ อาห ทูลตอบแล้ว อิติ ว่า มหาราช
มหาบพิตร เอตมฺปิ วจนํ แม้คำนี้ ตถาคเตน อันพระตถาคต ภณิตํ
ตรัสแล้ว อิติ ว่า อหํ เราตถาคต มนุสฺสภูโต ยังเป็นมนุษย์ สมาโน
มีอยู่ ปุพฺเพ ในกาลก่อน เอว นั่นเทียว อวิเหฐกชาติโก
เป็นผู้ไม่เบียดเบียน สตฺตานํ ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย อโหสิํ ได้เป็นแล้ว
ดังนี้ (จ)
ด้วย,
มหายญฺญํ ยัญใหญ่ วาชเปยฺยํ
ชื่อว่า วาชเปยยะ โลมสกสฺสเปน อิสินา อันฤาษี ชื่อวา โลมสกัสสปะ ฆาตยิตฺวา
ฆ่าแล้ว ปาเณ ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย อเนกสเต หลายร้อยตัว ยชิตํ
บูชาแล้ว ยํ ใด, ตํ ยญฺญํ ยัญนั้น โลมสกสฺสเปน
อิสินา
อันฤๅษี ชื่อว่า โลมสกัสสปะ วิสญฺญินา ผู้มีความหมายรู้อันแปรปรวนแล้ว[3] ราควเสน
ด้วยอำนาจแห่งราคะ ยชิตํ บูชาแล้ว, (ยญฺญํ) เป็นยัญ สเจตเนน (อิสินา)
อันฤๅษีโลมสกัปสสปะ ผู้มีเจตนา ยชิตํ บูชาแล้ว โน หามิได้ (โหติ)
ย่อมเป็น ดังนี้[4].
‘‘อฏฺฐิเม, ภนฺเต นาคเสน, ปุคฺคลา ปาณํ หนนฺติฯ กตเม อฏฺฐ? รตฺโต ราควเสน ปาณํ
หนติ, ทุฏฺโฐ โทสวเสน ปาณํ หนติ, มูฬฺโห
โมหวเสน ปาณํ หนติ, มานี มานวเสน ปาณํ หนติ, ลุทฺโธ โลภวเสน ปาณํ หนติ, อกิญฺจโน ชีวิกตฺถาย ปาณํ
หนติ, พาโล หสฺสวเสน ปาณํ หนติ, ราชา
วินยนวเสน ปาณํ หนติฯ อิเม โข, ภนฺเต นาคเสน, อฏฺฐ ปุคฺคลา ปาณํ หนนฺติฯ ปากติกํ เยว, ภนฺเต
นาคเสน, โพธิสตฺเตน กต’’นฺติฯ
ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ
ปุคฺคลา บุคคลทั้งหลาย อฏฺฐ แปด อิเม เหล่านี้ หนนฺติ
ย่อมฆ่า ปาณํ ซึ่งสัตว์, อิเม อฏฺฐ ปุคฺคลา บุคคลทั้งหลายแปดเหล่านี้
กตเม ใครบ้าง คือ รตฺโต ผู้กำหนัดแล้ว หนติ ย่อม ฆ่า ปาณํ
ซึ่งสัตว์ ราควเสน ด้วยอำนาจแห่งความกำหนัด[5] ทุฏฺโฐ
ผู้โกรธแล้ว หนติ ย่อมฆ่า ปาณํ ซึ่งสัตว์ โทสวเสน ด้วยอำนาจแห่งความโกรธ, มูฬฺโห ผู้ลุ่มหลง หนติ ย่อมฆ่า ปาณํ
ซึ่งสัตว์ โมหวเสน ด้วยอำนาจแห่งความหลง, มานี ผู้มีความเย่อหยิ่ง หนติ
ย่อมฆ่า ปาณํ ซึ่งสัตว์ มานวเสน ด้วยอำนาจแห่งความเย่อหยิ่ง, ลุทฺโธ
ผู้โลภแล้ว หนติ ย่อมฆ่า ปาณํ ซึ่งสัตว์ โลภวเสน
ด้วยอำนาจแห่งความโลภ, อกิญฺจโน คนยากจน[6] หนติ
ย่อมฆ่า ปาณํ ซึ่งสัตว์ ชีวิตกตฺถาย เพื่อประโยชน์แก่การดำรงชีพ, พาโล
คนเขลา หนติ ย่อมฆ่า ปาณํ ซึ่งสัตว์ หสฺสวเสน
ด้วยอำนาจแห่งความสนุกสนาน[7] ราชา พระราชา หนติ ย่อมฆ่า ปาณํ
ซึ่งสัตว์ วินยนวเสน ด้วยอำนาจแห่งกฎหมาย[8], ภนฺเต
นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ อิเม โข อฏฺฐ ปุคฺคลา บุคคลทั้งหลาย ๘
เหล่านี้แล หนนฺติ ย่อมฆ่า ปาณํ ซึ่งสัตว์[9]. ภนฺเต
นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ อิทํ กมฺมํ กรรมนี้ ปากติกํเยว เป็นกรรมที่ตั้งอยู่ตามปกตินั่นเทียว โพธิสตฺเตน อันพระโพธิสัตว์ กตํ
กระทำแล้ว [10]
‘‘น, มหาราช, ปากติกํ โพธิสตฺเตน
กตํ, ยทิ, มหาราช, โพธิสตฺโต ปกติภาเวน โอนเมยฺย มหายญฺญํ ยชิตุํ, น
ยิมํ คาถํ ภเณยฺย –
‘‘สสมุทฺทปริยายํ, มหิํ
สาครกุณฺฑลํ;
น อิจฺเฉ สห นินฺทาย, เอวํ เสยฺห วิชานหี’ติฯ
‘‘เอวํวาที, มหาราช, โพธิสตฺโต
สห ทสฺสเนน จนฺทวติยา ราชกญฺญาย วิสญฺญี อโหสิ ขิตฺตจิตฺโต รตฺโต วิสญฺญิภูโต
อากุลากุโล ตุริตตุริโต เตน วิกฺขิตฺตภนฺตลุฬิตจิตฺเตน มหติมหาปสุฆาตคลรุหิรสญฺจยํ
วาชเปยฺยํ มหายญฺญํ ยชิฯ
นาคเสนตฺเถโร
พระนาคเสนเถระ อาห กล่าวแล้ว อิติ ว่า มหาราช
มหาบพิตร อิทํ กมฺมํ กรรมนี้ ปากติกํเยว เป็นกรรมที่ตั้งอยู่ตามปกตินั่นเทียว โพธิสตฺเตน อันพระโพธิสัตว์ กตํ
กระทำแล้ว น หามิได้, มหาราช มหาบพิตร ยทิ ถ้าว่า โพธิสตฺโต
พระโพธิสัตว์ โอนเมยฺย พึงน้อมไป ยชิตุํ เพื่อบูชา มหายญฺญํ
ซึ่งมหายัญ ปกติภาเวน โดยความเป็นปกติ แล้วไซร้, โส
พระโพธิสัตว์นั้น น ภเณยฺย ไม่พึงกล่าว อิมํ คาถํ ซึ่งคาถานี้นั่นเทียว
อิติ ว่า
สสมุทฺทปริยายํ, มหิํ สาครกุณฺฑลํ;
น อิจฺเฉ
สห นินฺทาย, เอวํ เสยฺห วิชานหิ
อหํ
อาตมา น อิจฺเฉ ย่อมไม่ปรารถนา มหิํ ซึ่งแผ่นดิน สสมุทฺทปริยายํ = สสมุทฺทปริวาเรน อันมีมหาสมุทรเป็นเครื่องแวดล้อม[11] สาครกุณฺฑลํ
มีสาครดุจต่างหู[12] สห
พร้อม นินฺทาย คำตำหนิ[13], เสยฺห
ดูก่อนอำมาตย์ชื่อว่าสัยหะ ตฺวํ ท่าน วิชานหิ จงรู้ เอวํ อย่างนี้
ดังนี้
มหาราช
มหาบพิตร โพธิสตฺโต พระโพธิสัตว์ วิสญฺญี เป็นผู้มีความหมายรู้แปรปรวน
ขิตฺตจิตฺโต มีจิตฟุ้งซ่าน รตฺโต เป็นผู้กำหนัดแล้ว วิสญฺญิภูโต
อันความหมายรู้แปรปรวน ครอบงำ อากุลากุโล วุ่นวาย ตุริตตุริโต
รีบร้อน สห พร้อม ทสฺสเนน ด้วยการเห็น จนฺทวติยา ราชกญฺญาย
ซึ่งนางจันทวดีราชกัญญา ยชิ บูชาแล้ว มหายญฺญํ ซึ่งมหายัญ วาชเปยฺยํ
ชื่อว่า วาชเปยยะ มหติมหาปสุฆาตคลรุหิรสญฺจยํ อันเป็นที่สะสมของโลหิตจากคอของสัตว์หมู่ใหญ่มากมายที่ถูกฆ่า
เตน วิกฺขิตฺตภนฺตลุฬิตจิตฺเตน ด้วยจิตที่ฟุ้งซ่าน,วุ่นวาย,พลุ่งพล่าน นั้น[14]
‘‘ยถา, มหาราช, อุมฺมตฺตโก
ขิตฺตจิตฺโต ชลิตมฺปิ ชาตเวทํ อกฺกมติ, กุปิตมฺปิ อาสีวิสํ
คณฺหาติ, มตฺตมฺปิ หตฺถิํ อุเปติ, สมุทฺทมฺปิ
อตีรทสฺสิํ ปกฺขนฺทติ, จนฺทนิกมฺปิ โอฬิคลฺลมฺปิ โอมทฺทติ,
กณฺฏกาธานมฺปิ อภิรุหติ, ปปาเตปิ ปตติ,
อสุจิมฺปิ ภกฺเขติ, นคฺโคปิ รถิยา จรติ,
อญฺญมฺปิ พหุวิธํ อกิริยํ กโรติฯ เอวเมว โข, มหาราช,
โพธิสตฺโต สห ทสฺสเนน จนฺทวติยา ราชกญฺญาย วิสญฺญี อโหสิ ขิตฺตจิตฺโต
รตฺโต วิสญฺญิภูโต อากุลากุโล ตุริตตุริโต, เตน วิกฺขิตฺตภนฺตลุฬิตจิตฺเตน
มหติมหาปสุฆาตคลรุหิรสญฺจยํ วาชเปยฺยํ มหายญฺญํ ยชิฯ
มหาราช
มหาบพิตร อุมฺมตฺตโก คนบ้า ขิตฺตจิตฺโต มีจิตฟุ้งซ่าน อกฺกมติ
จะเหยียบ ชาตเวทํ ซึ่งกองไฟ ชลิตมฺปิ แม้ที่ลุกโชนอยู่, คณฺหาติ ย่อมจับ
อาสีวิสํ ซึ่งงูพิษ กุปิตมฺปิ แม้ที่กำลังโกรธ, อุเปติ ย่อมเข้าใกล้
หตฺถิํ ซึ่งช้าง มตฺตมฺปิ แม้ที่กำลังเมามัน, ปกฺขนฺทติ
ย่อมแล่นไป สมุทฺทมฺปิ แม้สู่มหาสมุทร อตีรทสฺสิํ ซึ่งมองไม่เห็นฝั่ง,
อภิรุหติ ย่อมปีนขึ้น กณฺฏกาธานมฺปิ แม้สู่แท่นหนาม โอมทฺทติ
ย่อมขยำ จนฺทนิกมฺปิ แม้ซึ่งบ่อน้ำคลำ โอฬิคลฺลมฺปิ
แม้ซึ่งแอ่งน้ำโสโครก[15], ปตติ ย่อมกระโจน ปปาเตปิ แม้ลงในเหว,
ภกฺเขติ ย่อมเคี้ยวกิน อสุจิมฺปิ แม้ของไม่สะอาด, นคฺโคปิ เป็นผู้เปลือยกาย
หุตฺวา เป็น จรติ เที่ยวไป รถิยา กลางถนน, กโรติ
ย่อมกระทำ พหุวิธํ ซึ่งกิริยาที่ไม่สมควรเป็นอันมาก อญฺญมฺปิ
แม้อื่น ยถา ฉันใด, มหาราช มหาบพิตร โพธิสตฺโต พระโพธิสัตว์ วิสญฺญี
เป็นผู้มีความหมายรู้อันแปรปรวน ขิตฺตจิตฺโต มีจิตซัดส่าย รตฺโต
กำหนัดแล้ว วิสญฺญิภูโต มีความหมายรู้แปรปรวนครอบงำ อากุลากุโล
วุ่นวายสับสน ตุริตตุริโต รีบร้อน อโหสิ ได้เป็นแล้ว สห
พร้อม ทสฺสเนน ด้วยการเห็น จนฺทวติยา ราชกญฺญาย พระนางจันทวดีราชกัญญา,
ยชิ บูชาแล้ว มหายญฺญํ ซึ่งมหายัญ วาชเปยฺยํ ชื่อว่า
วาชเปยยะ มหติมหาปสุฆาตคลรุหิรสญฺจยํ อันเป็นที่สะสมของโลหิตจากคอของสัตว์หมู่ใหญ่มากมายที่ถูกฆ่า
เตน วิกฺขิตฺตภนฺตลุฬิตจิตฺเตน ด้วยจิตที่ฟุ้งซ่าน,วุ่นวาย,พลุ่งพล่าน นั้น[16]
‘‘ขิตฺตจิตฺเตน, มหาราช, กตํ
ปาปํ ทิฏฺฐธมฺเมปิ น มหาสาวชฺชํ โหติ, สมฺปราเย วิปาเกนปิ โน
ตถาฯ อิธ, มหาราช, โกจิ อุมฺมตฺตโก
วชฺฌมาปชฺเชยฺย, ตสฺส ตุมฺเห กิํ ทณฺฑํ ธาเรถา’’ติ?
มหาราช
มหาบพิตร ปาปํ บาป ขิตฺตจิตฺเตน อันบุคคลผู้มีจิตซัดส่ายแล้ว กตํ
กระทำแล้ว มหาสาวชฺชํ เป็นกรรมมีโทษมาก ทิฏฺฐธมฺเมปิ แม้ในปัจจุบันภพ
โหติ ย่อมเป็น น หามิได้, มหาสาวชฺชํ เป็นกรรมมีโทษมาก วิปาเกนปิ
แม้โดยวิบาก สมฺปราเย ในภพหน้า โน ก็หาไม่ ตถา เช่นกัน. มหาราช
มหาบพิตร อิธ ในโลกนี้ โกจิ บุคคลใดๆ อุมฺมตฺตโก
ผู้เป็นคนบ้า อาปชฺเชยฺย พึงต้อง วชฺฌํ ซึ่งความผิด อตฺถิ
มีอยู่, ตุมฺเห พวกมหาบพิตร ธาเรถ ย่อมทรงไว้ ทณฺฑํ
ซึ่งการลงโทษ ตสฺส แก่เขา กิํ หรือ ดังนี้
‘‘โก, ภนฺเต, อุมฺมตฺตกสฺส ทณฺโฑ
ภวิสฺสติ, ตํ มยํ โปถาเปตฺวา นีหราเปม, เอโสว ตสฺส ทณฺโฑ’’ติฯ
มิลินฺโท
ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ทณฺโฑ บทลงโทษ อุมฺมตฺตกสฺส ต่อผู้บ้า โก
อะไรเล่า ภวิสฺสติ จักมี, มยํ พวกเรา โปถาเปตฺวา จะให้ราชบุรุษเฆี่ยน
ตํ อุมฺมตฺตกํ ซึ่งคนบ้านั้น นีหราเปม แล้วให้นำไปปล่อยเสีย, เอโส
ทณฺโฑ บทลงโทษนี้ ทณฺโฑ ชื่อว่า เป็นบทลงโทษ ตสฺส ต่อบุคคลนั้น
ดังนี้
‘‘อิติ โข, มหาราช, อุมฺมตฺตกสฺส
อปราเธ ทณฺโฑปิ น ภวติ, ตสฺมา
อุมฺมตฺตกสฺส กเตปิ น โทโส ภวติ สเตกิจฺโฉฯ เอวเมว โข, มหาราช,
โลมสกสฺสโป อิสิ สห ทสฺสเนน จนฺทวติยา ราชกญฺญาย วิสญฺญี อโหสิ
ขิตฺตจิตฺโต รตฺโต วิสญฺญิภูโต วิสฏปยาโต อากุลากุโล ตุริตตุริโต, เตน วิกฺขิตฺตภนฺตลุฬิตจิตฺเตน มหติมหาปสุฆาตคลรุหิรสญฺจยํ วาชเปยฺยํ
มหายญฺญํ ยชิฯ ยทา จ ปน ปกติจิตฺโต อโหสิ ปฏิลทฺธสฺสติ, ตทา
ปุนเทว ปพฺพชิตฺวา ปญฺจาภิญฺญาโย นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อโหสี’’ติฯ
นาคเสนตฺเถโร
พระนาคเสนเถระ อาห ทูลแล้ว อิติ ว่า มหาราช มหาบพิตร ทณฺโฑปิ
แม้บทลงโทษ น ภวติ ย่อมไม่มี อปราเธ ในความผิด อุมฺมตฺตกสฺส
ของคนบ้า อิติ โข ด้วยประการดังนี้, ตสฺมา เพราะเหตุนั้น โทโส
โทษ สเตกิจฺโฉ ที่มีการเยียวยาแก้ไขได้
น ภวติ ย่อมไม่มี กเตปิ แม้ในกรรมอันทำแล้ว อุมฺมตฺตกสฺส ของคนบ้า
ยถา ฉันใด, มหาราช มหาบพิตร
โพธิสตฺโต พระโพธิสัตว์ วิสญฺญี เป็นผู้มีความหมายรู้อันแปรปรวน ขิตฺตจิตฺโต
มีจิตซัดส่าย รตฺโต กำหนัดแล้ว วิสญฺญิภูโต
มีความหมายรู้แปรปรวนครอบงำ อากุลากุโล วุ่นวายสับสน ตุริตตุริโต
รีบร้อน อโหสิ ได้เป็นแล้ว สห พร้อม ทสฺสเนน ด้วยการเห็น จนฺทวติยา
ราชกญฺญาย พระนางจันทวดีราชกัญญา, ยชิ บูชาแล้ว มหายญฺญํ
ซึ่งมหายัญ วาชเปยฺยํ ชื่อว่า วาชเปยยะ มหติมหาปสุฆาตคลรุหิรสญฺจยํ อันเป็นที่สะสมของโลหิตจากคอของสัตว์หมู่ใหญ่มากมายที่ถูกฆ่า
เตน วิกฺขิตฺตภนฺตลุฬิตจิตฺเตน ด้วยจิตที่ฟุ้งซ่าน,วุ่นวาย,พลุ่งพล่าน นั้น
เอวเมว โข ฉันนั้นนั่นเทียว
ยทา
ในกาลใด โส โพธิสตฺโต พระโพธิสัตว์นัน ปกติจิตฺโต มีจิตเป็นปกติ ปฏิลทฺธสฺสติ
มีสติอันกลับได้แล้ว อโหสิ ได้เป็นแล้ว, ตถา ในกาลนั้น ปพฺพชิตฺวา
บวชแล้ว ปุนเทว อีกนั่นเทียว ปญฺจาภิญฺโญ ยังอภิญญาห้าทั้งหลาย นิพฺพตฺเตตฺวา
ให้เกิดขึ้นแล้ว พฺรหฺมโลกูปโค เป็นผู้ไปสู่พรหมโลก อโหสิ
ได้เป็นแล้ว ดังนี้
‘‘สาธุ, ภนฺเต นาคเสน, เอวเมตํ
ตถา สมฺปฏิจฺฉามี’’ติฯ
มิลินฺโท
ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสแล้ว อิติว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ
สาธุ พระคุณเจ้าวิสัชนาชอบแล้ว, อหํ ข้าพเจ้า สมฺปฏิจฺฉามิ
ยอมรับ เอตํ ซึ่งคำนั้น ตถา โดยประการที่พระคุณเจ้ากล่าวมา เอวํ อย่างนี้
ดังนี้
พุทฺธอวิเหฐกปญฺโห
ปญฺจโมฯ
พุทฺธอวิเหฐกปญฺโห ปัญหาว่าความไม่เป็นผู้เบียดเบียนของพระพุทธเจ้า
ปญฺจโม
ลำดับที่ ๕ นิฏฺฐิโต จบแล้ว
[1] วาชเปยฺยํ มหายญฺญํ วาชเปยยมหายัญ
ได้แก่ ยัญคือเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยเนยใสและน้ำผึ้งที่เสกด้วยมนต์
[2] พระเจ้ามิลินท์ ทรงทราบดีว่า พระพุทธองค์แม้เป็นพระโพธิสัตว์
ยังเป็นปุถุชนอยู่ มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ แต่มีพุทธพจน์อีกแห่งหนึ่งที่กล่าวถึงพระพุทธองค์ครั้งเสวยพระชาติเป็นโลมสกัสสปฤาษี
มีความหลงกำหนัดในพระนางจันทวดีราชกัญญาจนมีจิตเลอะเลือนด้วยอำนาจราคะนั้น
จึงทำตามคำแนะนำของสัยหอำมาตย์ที่ให้ฆ่าสัตว์เป็นอันมากบูชายัญเพื่อแลกกับพระนางจันทวดี
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อกำจัดในความสำคัญผิดของอนุชนในปฏิปทาของพระโพธิสัตว์
จึงตั้งกระทู้ให้พระนาคเสนชี้แจงข้อขัดกันระหว่างบาลีโลมสกัสสปชาดกว่า "โลมสกสฺสเปน
อิสินา อเนกสเต ปาเณ ฆาตยิตฺวา วาชเปยฺยํ มหายญฺญํ ยชิตํ
โลมกัสสปฤๅษีฆ่าสัตว์หลายร้อยตัวมาบูชามหายัญวาชเปยยะ" มาแย้งพระพุทธพจน์ว่า
"ปุพฺเพ วาหํ มนุสฺสภูโต สมาโน สตฺตานํ อวิเหฐกชาติโก อโหสิ ในกาลก่อน
เรายังเป็นมนุษย์เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย"
[3] วิสญฺญี (วิ + สญฺญา + อี) ความหมายรู้อันแปรปรวน หมายถึง ผู้มีจิตวิปลาส
ลุ่มหลง ไม่มีความหมายรู้ใดๆ กล่าวคือ เป็นบ้า ด้วยอำนาจราคะในขณะนั้นเท่านั้น
[4] คำว่า เราเป็นฤาษี ชื่อว่าโลมสกัสสปะ เป็นต้น
พระเถระกล่าวหมายเอาคำตรัสที่ปรากฏอยู่ในโลมสกัสสปชาดก ซึ่งเป็นครั้งที่พระโพธิสัตว์เกิดเป็นมนุษย์ถือเพศเป็นดาบส
ชื่อว่าโลมสกัสสปะ ผู้ทำพิธีบูชาวาชเปยยะ
อันประกอบด้วยเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยเนยใสและน้ำผึ้งที่เสกด้วยมนต์
ซึ่งในพิธีนี้ มีการฆ่าสัตว์จำนวนหลายร้อย
ใช้ภาชนะรองเลือดที่หลั่งจากคอสัตว์เหล่านั้น นำเข้าไปประกอบเป็นเครื่องดื่มบูชายัญด้วย
ก็แต่ว่า เนื้อความอรรถกถาชาดกเรื่องนี้
กล่าวไว้ผิดแปลกไปจากที่กล่าวไว้ในปัญหานี้อยู่บ้าง จะขอยกมาแสดงโดยสังเขป
ดังต่อไปนี้, ในสมัยที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นโลมสกัสสปะฤๅษีนั้น
ได้เป็นฤๅษีมีตบะแรงกล้ามาก สามารถทำสถานที่อยู่ของท้าวสักกะให้ไหวได้
ท่านท้าวสักกะจอมเทพทรงมีความหวาดหวั่นพระทัย เกรงกลัวตบะภัยของฤๅษีนัก
ทรงคิดจะกำจัดตบะของฤๅษีเสีย จึงเสด็จลงมาในตอนเที่ยงคืน
เข้าไปในห้องบรรทมของพระราชาเมืองพาราณสี ทรงปลุกพระราชาให้ทรงตื่นบรรทม
ทูลแนะนำว่า ถ้าหากว่า พระราชาทรงต้องการครองราชสมบัติเป็นหนึ่งเดียวในชมพูทวีปไซร้
ก็ขอจงส่งพนักงานไปนิมนต์พระฤๅษีมาทำพิธีฆ่าสัตว์บูชายัญเถิด
พระองค์จะทรงได้ทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ทรงปรารถนา
พระราชาครั้นทรงได้รับคำแนะนำอย่างนี้แล้ว
ก็รับสั่งให้เสยหะอำมาตย์ไปนิมนต์พระฤๅษี ให้แจ้งแก่พระฤๅษีว่า ถ้าหากพระฤๅษียินดีทำพิธีให้แล้ว
พระราชาจะทรงแบ่งแผ่นดินให้ครอบครองเท่าที่ฤๅษีต้องการ
ท่านดาบสได้สดับแล้วก็ปฏิเสธ กล่าวแก่เสยหะอำมาตย์ว่า ท่านเสยหะ
ขอจงรู้ไว้อย่างนี้เถิดว่า บุคคลไม่พึงปรารถนาแผ่นดินอันมีมหาสมุทรแวดล้อม
มีสาครเป็นดุจตุ้มหู พร้อมกับการนินทา (คือได้คำนินทา คือ ตำหนิติเตียน
มาด้วยพร้อมกับแผ่นดินนั้นนั่นแหละว่า ผู้นี้ได้แผ่นดินมาเพราะการฆ่าสัตว์) ดังนี้
เป็นต้น พระราชาเมื่อไม่ทรงประสบความสำเร็จ
ก็ทรงปรึกษาท่านท้าวสักกะผู้เสด็จมาเยือนอีกครั้งหนึ่ง
ทรงทำตามคำทูลแนะนำของท่านท้าวสักกะ รับสั่งให้เสยหะอำมาตย์นำพระราชธิดาพระนามว่า
จันทวดี ผู้แต่งตัวประดับด้วยเครื่องประดับเพียบพร้อม
สวยงามดุจนางเทพกัญญาไปสู่สำนักของท่านดาบส กล่าวกะท่านดาบสว่า
หากท่านดาบสย่อมรับทำพิธีบูชายัญแล้วไซร้ พระราชาก็จะพระราชทานธิดาองค์นี้ให้
ท่านโลมกัสสปะเหลือบดูพระธิดาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก็เกิดจิตพลุ่งพล่าน สับสนไป
งงงันลืมตัวไป ด้วยอำนาจแห่งราคะเสน่หา เสื่อมจากฌานไปทันที
ยินดีรับคำของเสยหะอำมาตย์ ในวันรุ่งขึ้น ก็ได้เข้าไปในลานพิธีที่เขาจัดเตรียมไว้
พอปรารภจะฆ่าสัตว์มากมายที่เตรียมไว้นั้น ก็ได้ยินเสียงมหาชนกล่าวตำหนิ นินทาว่า ท่านดาบสยอมทำบาปเห็นปานฉะนี้ได้ก็เพราะกำลังอำนาจแห่งสตรี
เกิดความละอายใจอยู่ เมื่อเงื้อศัสตราขึ้น เพื่อจะตัดคอช้างมงคล ช้างเห็นแล้ว
เกิดความหวาดหวั่นมรณภัย ก็ส่งเสียงร้องออกมา สัตว์ทั้งหลายมีช้าง ม้า โค เป็นต้น
ที่เหลือ พอได้ยินเสียงช้างมงคลร้องขึ้นมาอย่างนั้น ก็กลัวต่อมรณภัยไปตาม ๆ กัน
ส่งเสียงร้องขึ้นมา แม้ชนทั้งหลายก็ร้องอื้ออึง ท่านโลมสกัสสปะ
ได้ยินเสียงร้องของสัตว์ของคนทั้งหลายแล้ว ก็ถึงความสลดใจ ทิ้งศัสตรา กล่าวว่า
กรรมชั่วเช่นนี้ คนอย่างเราไม่ควรทำ” ถวายพระพรพระราชาว่า มหาบพิตร
เพราะอยากได้พระธิดาจันทวดี อาตมภาพถูกความอยากครอบงำ จึงยอมฆ่าสัตว์ พอทีละ
ด้วยศัสตราสำหรับอาตมา อาตมาจักขอใช้ศัสตราคือปัญญาตัดราคะพร้อมทั้งเครื่องผูก คือ
สุภนิมิต (อารมณ์ที่เป็นเหตุให้เห็นว่างาม)” เมื่อพระราชาตรัสอ้อนวอนอยู่
พระดาบสก็หาความหวั่นไหวมิได้ ประมวลกสิณที่พินาศไปแล้วใหม่ ทำให้บังเกิดขึ้นมาอีก
เหินขึ้นไปเบื้องบนอากาศ แสดงธรรมแก่พระราชา ทำลายเครื่องยัญทั้งหมด
ขณะที่พระราชาตรัสขอร้องอยู่นั่นเทียว ก็เหาะไปสู่สถานที่อยู่ของตน
เจริญพรหมวิหารไปตลอดชีวิต สิ้นอายุขัยแล้ว ก็เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปเบื้องหน้า
ฉะนี้แล ที่กล่าวมานี้ เป็นเนื้อความในอรรถกถาชาดกเรื่องนี้ ก็เป็นอันว่า
ในอรรถกถาชาดกเรื่องนี้ ไม่ได้กล่าวว่าโลมสกัสสปฤๅษีได้ฆ่าสัตว์บูชายัญ.
[5] คำว่า รตฺโต ราควเสนาติ ปุตฺตาทีสุด รตฺโต ปุตฺตาทีนํ มงฺคลตฺถาย ราคพเลน
ปาณํ หนติ ความว่า คนที่รักใคร่ในบุตรเป็นต้น ย่อมฆ่าสัตว์ เพื่อความเป็นมงคลแห่งบุตรเป็นต้น
ด้วยกำลังแห่งความรักใคร่. คำว่า วส
ในที่นี้ มีอรรถสมตฺถ หมายถึง พล = กำลัง, สมตฺถ = ความสามารถ (มิลินทฏีกา)
[6] อกิญฺจน คือ คนยากจน, ผู้ตกยาก ความเท่ากับ ทลิทฺท, ทีน, นิทฺธน, ทุคฺคต (ธาน.๗๓๙)
[7] ฉบับสีหล เป็น อญฺญาณวเสน = ด้วยอำนาจแห่งความไม่รู้
[8] วินยนวเสน คือ ฆ่าเพื่อเป็นการแนะนำควบคุมประชาชนด้วยวิธีการประหารชีวิตผู้ทำผิดตามกฏหมาย
[9] คัมภีร์มิลินทฏีกาประพันธ์เป็นคาถาไว้ว่า
รตฺโต
ทุฏฺโฐ จ มุฬฺโห จ มานี ลุทฺโธ อกิญฺจโน
พาโล
ราชา จ ฆาตกา อฏฺฐ นาคเสเนน เทสิตา
พระนาคเสน
แสดงบุคคลผู้ฆ่าสัตว์ ๘ คือ คนกำหนัด, คนโกรธ, คนหลง, คนมีมานะ, คนโลภ,
คนขัดสนยากไร้, คนโง่, แต่ในบาลีมิลินทปัญหาฉบับฉัฏฐสังคีติและฉบับของไทย แสดงว่าเป็นคำกล่าวของพระเจ้ามิลินท์ไม่ใช่พระนาคเสน.
[10] พระเจ้ามิลินท์ไม่ทรงเห็นด้วยกับคำตอบของพระนาคเสนที่ว่า พระโพธิสัตว์ทำไปเพราะขาดสติถูกความกำหนัดครอบงำ
หาได้ทำตามปกติของท่านไม่ จึงยกการฆ่าสัตว์เป็นปกติของ ๘ บุคคล
มีผู้กำหนัดเป็นต้นเป็นเหตุผลสนับสนุน. ก็
พระโพธิสัตว์เป็นผู้ที่หลงไหลใคร่ในอิสตรีคือพระนางจันทวดีราชกัญญานั่นเอง จึงจัดเป็นผู้มีความกำหนัดแล้วฆ่าสัตว์
เพราะฉะนั้น การฆ่าสัตว์บูชายัญนี้ จึงเป็นการกระทำตามปกติอยู่นั่นเอง
ประเด็นปัญหานี้จึงมีการฆ่าสัตว์บูชายัญของพระโพธิสัตว์เพื่อหักล้างข้อความแรก
[11] ในคำว่า สสมุทฺทปริยายํ นี้ คำว่า ปริยาย ความหมายเท่ากับ ปริวาร ล้อมรอบ (อรรถกถาชาดก สันหชาดก)
ปริกฺเขป แวดล้อม, ใกล้เคียง (อรรถกถาโลมสกัสสปชาดก.
ในอรรถกถาทั้งสองมีอรรถาธิบายว่า ตตฺถ สสมุทฺทปริยายนฺติ ปริยาโย วุจฺจติ ปริวาโร,
สมุทฺทํ ปริวาเรตฺวา ฐิเตน จกฺกวาฬปพฺพเตน สทฺธิํ, สมุทฺทสงฺขาเตน วา ปริวาเรน สทฺธินฺติ อตฺโถฯ (แปลว่า ปริวาร เรียกวา
ปริยาย (เครื่องแวดล้อม ชื่อว่า ปริยาย) ความหมายคือ
ซึ่งแผ่นดินกับด้วยภูเขาจักรวาฬที่ล้อมรอบมหาสมุทร, หรืออีกนัยหนึ่ง
พร้อมกับบริวารคือมหาสมุทร เสยยชาดกอรรถกถา) และว่า สสมุทฺทปริยายนฺติ สสมุทฺทปริกฺเขปํฯ
ซึ่งแผ่นดินพร้อมด้วยมหาสมุทรเป็นเครื่องแวดล้อม (อรรถกถาโลมสกัสสปชาดก) เพราะฉะนั้น
คำว่า สสมุทฺทปริยายํ มหิํ นี้ แปลได้สองนัย คือ มหิํ สสมุทฺทปริยายํ = สทฺธิํ สมุทฺทปริวาเรน ซึ่งแผ่นดินกับด้วยเครื่องแวดล้อมคือมหาสมุทร และ
มหิํ สสมุทฺทปริยายํ = สมุทฺทปริกฺเขเปน สทฺธิํ = แผ่นดินกับด้วยมหาสมุทรเป็นวงล้อม อีกนัยหนึ่ง ความหมายคือ ซึ่งแผ่นดินกับภูเขาจักรวาฬที่ตั้งอยู่แวดล้อมซึ่งมหาสมุทร (คือ แผ่นดินพร้อมมหาสมุทรที่ล้อมภูเขาจักรวาฬ)
[12] สาครกุณฺฑลํ แปลได้สองนัย คือ เป็นตุ้มหูของสาคร หมายความว่า
แผ่นดินนั้นเป็นเครื่องประดับคือตุ้มหูของสาคร มีอรรถาธิบายในอรรถกถาเสยยชาดกว่า สาครมชฺเฌ
ทีปวเสน ฐิตตฺตา ตสฺส กุณฺฑลภูตํ ความว่า สาครเป็นตุ้มหูของแผ่นดินนั้น
เพราะแผ่นดินตั้งอยู่กลางทะเลโดยเป็นเกาะ (ทะเลที่เวิ้งว้างปราศจากแผ่นดินย่อมดูไม่งดงาม
เหมือนติ่งหูที่ไม่มีตุ้มหูประดับ ย่อมไม่งดงามฉันนั้น) อีกนัยหนึ่ง คือ
มีสาครเป็นดุจตุ้มหู หมายความว่า แผ่นดินถูกประดับด้วยตุ้มหู
ดังอรรถาธิบายของอรรถกถาโลมสกัปปชาดกว่า จตฺตาโร ทีเป ปริกฺขิปิตฺวา ฐิตสาคเรหิ
กณฺณวลิยา ฐปิตกุณฺฑเลหิ วิย สมนฺนาคตํฯ
ประกอบด้วยสาครทั้งหลายที่ตั้งล้อมรอบสี่ทวีปอยู่
เหมือนต่างหูทั้งหลายซึ่งเขาประดับไว้ที่ติ่งหู (ติ่งหูคือส่วนล่างสุดของใบหูที่ไม่มีกระดูกอ่อนรองรับ
มีลักษณะนิ่มและห้อยย้อยลงมา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงใช้คำว่า กณฺณวลิ กณฺณ
หูหรือใบหู วลิ แปลว่า พวงที่ห้อยย้อย กณฺณวลิ
ส่วนล่างสุดของหูที่ห้อยย้อยลงมา)
[13] สห นินฺทาย พร้อมด้วยคำตำหนิ มีอรรถาธิบายในโลมสกัสสปชาดกว่า ‘‘อิมินา ปสุฆาตกมฺมํ กต’’นฺติ อิมาย นินฺทาย สห จกฺกวาฬปริยนฺตํ
มหาปถวิํ น อิจฺฉามีติ วทติฯ ความว่า เราไม่ปรารถนาแผ่นดินใหญ่
อันมีจักรวาลเป็นที่สุด พร้อมด้วยคำตำหนิว่า "ฤาษีทำบาปกรรมคือฆ่าสัตว์เลี้ยง
เพราะแผ่นดินใหญ่นี้"
[14] วิกฺขิตฺตภนฺตลุฬิตจิตฺเตน แยกบทเป็น วิกฺขิตฺต (ซัดส่าย,ฟุ้งซ่าน) + ภนฺต
(วุ่นวาย,หมุนวน) + ลุฬิต (พลุ่งพล่าน ถูกรบกวน). ลุฬิต มาจาก ลุฬ ธาตุ ในอรรถว่า
มนฺถน กวน, คน, รบกวน เพราะฉะนั้น
จิตของพระโพธิสัตว์อยุ่ในสภาพที่ถูกราคะรบกวนให้ฟุ้งซ่าน, วุ่นวาย, ขุ่นมัว
กล่าวคือ เป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน ดังพระนาคเสนจะกล่าวต่อไปว่า ยถา มหาราช
อุมฺมตฺตโก ขิตฺตจิตฺโต ชลิตมฺปิ ชาตเวทํ อกฺกมติ มหาบพิตร คนเป็นบ้า
มีจิตฟุ้งซ่าน จะเหยียบกองไฟที่กำลังลุกโชนได้ เป็นต้น
[15] จนฺทนิกา และ โอฬิ(ลิ)คลฺโล สองศัพท์นี้มีความหมายเดียวกัน คือ กาสุ = บ่อปฏิกูล บ่อน้ำครำ, บ่อโสโครก,บ่ออันเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล (ดู
ธาน.๖๘๓-๖๘๔)
[16] มีอรรถาธิบายจากหนังสือมิลินทปัญหาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า "ชลิตมฺปิ
ชาตเวทํ อกฺกมติ ธรรมดาว่าคนเป็นบ้า
ถึงมาตรว่ากองอัคคีจะลุกเป็นถ่านโพลงอยู่ก็ดี ก็อาจสามารถที่จะลุยย่ำเหยียบ
เข้าไปได้โดยไม่มีจิตจะคิดกลัว, กุปิตมฺปิ อาสีวิสํ คณฺหาติ ถึงแม้หากว่า อสรพิษจะกำเริบทำร้าย ก็ไม่กลัว
จะรู้ว่าตัวจะตายวายชีวิตก็หามิได้
อาจจับตัวอสรพิษนั้นได้ไม่สะทกสะท้าน, มตฺตมฺปิ หตฺถิํ อุเปติ
คชสารที่เมามัน บุคคลเป็นบ้าเสียอารมณ์นั้นก็อาจเข้าไปจับขับขี่ได้, สมุทฺทมฺปิ
อตีรทสฺสิํ ปกฺขนฺทติ ถึงมหาสมุทรใหญ่แลไม่เห็นฝั่ง คนคลั่งเป็นบ้าก็อาจสามารถที่จะวิ่งลงไป, จนฺทนิกมฺปิ โอฬิคลฺลมฺปิ โอมทฺทติ
(หนังสือนี้ปาฐะเป็น จณฺฑานิกมฺปิ
แต่ในบาลีฉบับฉัฏฐสังคีติและฉบับไทยเป็น จนฺทนิกํ แปลว่า ซึ่งบ่อน้ำครำ) ถึงว่าสัตว์ที่ร้ายเป็นต้นว่ากระบือเถื่อนเสือช้างแรดร้ายราวีเป็นต้น บุคคลเป็นบ้านั้น อาจสามารถที่จะเข้าไปจับได้ถึงตัว จะรู้จักกลัวหามิได้เป็นอันขาด อาจบุกรุกไม่รอรั้ง,
กณฺฏกาธานมฺปิ อภิรุหติ
ถึงมาตรว่าต้นไม้อันประกอบด้วยหนามก็บุกเข้าไปได้
ไม่นึกคร้ามว่าหนามจะยอก ปปาเตปิ
ปตติ ภูเขาอันสูงเทียมเมฆา คนบ้าก็อาจสามารถที่จะโจนได้,
อสุจิมฺปิ ภกฺเขติ
ไม่เกลียดอสุจิ อาจสามารถจะเอามาบริโภคได้,
นคฺโคปิ รถิยา จรติ ไม่มีอายกายเปลือย เดินเที่ยวอยู่ตามถนนในพระนคร อญฺญมฺปิ
พหุวิธํ อกิริยํ กโรติ
ธรรมดาว่าบ้าแล้วย่อมกระทำเสียกิริยามากกว่าร้อย.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น