ขุททกนิกาย อปทาน
ปัจเจกพุทธาปทาน
(๘๓)
‘‘ตถาคตํ
เชตวเน วสนฺตํ, อปุจฺฉิ เวเทหมุนี นตงฺโค;
‘ปจฺเจกพุทฺธา
กิร นาม โหนฺติ, ภวนฺติ เต เหตุภิ เกหิ วีร
(เวเทหมุนี) พระเวเทหมุนีอานันทเถรเจ้า
(นตงฺโค) น้อมกาย (อปุจฺฉิ) ทูลถาม (ตถาคตํ) ซึ่งพระตถาคตเจ้า
(วสนฺตํ) ผู้ประทับอยู่ (เชตวเน) ในพระเชตวัน (อิติ) ว่า (วีร) ข้าแต่พระองค์ผู้วีรเจ้า (กิร) ร่ำลือมาว่า
(ปจฺเจกพุทฺธา นาม) ธรรมดาว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า (โหนฺติ) มีอยู่, (เต) พวกท่านเหล่านั้น (ภวนฺติ) ย่อมเป็น(พระปัจเจกพุทธเจ้า)
เหตุภิ เพราะเหตุ เกหิ อะไร ดังนี้
(๘๔)
ตทาห
สพฺพญฺญุวโร มเหสี, อานนฺทภทฺทํ มธุรสฺสเรน;
เย
ปุพฺพพุทฺเธสุ กตาธิการา, อลทฺธโมกฺขา ชินสาสเนสุฯ
(ตทา) ในกาลนั้น
(สพฺพญฺญุวโร) พระวรสัพพัญญูมเหสีเจ้า (อาห) ตรัสแล้ว(อานนฺทภทฺทํ)
กะท่านพระอานนท์ (มธุรสฺสเรน) ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะว่า (เย) ชนเหล่าใด
(กตาธิการา) มีความปรารถนาอันกระทำแล้ว (ปุพฺพพุทฺเธสุ) ในพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ปางก่อน
(อลทฺธโมกฺขา) มีความหลุดพ้นจากกิเลสอันไม่ได้แล้ว (ชินสาสเนสุ) ในศาสนาของพระชินเจ้าทั้งหลาย
(๘๕)
‘‘เตเนว สํเวคมุเขน ธีรา, วินาปิ
พุทฺเธหิ สุติกฺขปญฺญา;
อารมฺมเณนาปิ
ปริตฺตเกน, ปจฺเจกโพธิํ
อนุปาปุณนฺติฯ
(ธีรา) ท่านเหล่านั้นเป็นปราชญ์
(สุติกฺขปญฺญา) มีปัญญาคมกล้าดี (เตเนว สํเวคมุเขน) มีความสลดใจเป็นช่องทางนั้นนั่นเทียว
(วินาปิ พุทฺเธหิ) ถึงเว้นจากพระพุทธเจ้าทั้งหลาย (อนุปาปุณนฺติ) บรรลุ
(ปจฺเจกโพธิํ) ปัจเจกโพธิญาณ (ปริตฺตเกน) แม้ด้วยอารมณ์เล็กน้อย
(๘๖)
สพฺพมฺหิ
โลกมฺหิ มมํ ฐเปตฺวา, ปจฺเจกพุทฺเธหิ
สโมว นตฺถิ;
เตสํ
อิมํ วณฺณปเทสมตฺตํ, วกฺขามหํ
สาธุ มหามุนีนํฯ
(สพฺพมฺหิ โลกมฺหิ) ในชนชาวไตรโลกทั้งปวง
(ฐเปตฺวา) นอกจาก (มมํ) เราตถาคต (สโม) ผู้เสมอเหมือน (ปจฺเจกพุทฺเธหิ)
กับพระปัจเจกพุทธเจ้า (นตฺถิ) ย่อมไม่มี (ว) นั่นเทียว (อหํ)
เรา (วกฺขาม) จักกล่าว (อิมํ วณฺณปเทสมตฺตํ) ซึ่งคุณนี้เพียงสังเขป (สาธุ)
อย่างก่อเกิดประโยชน์ (เตสํ มหามุนีนํ) ของพระมหามุนีปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น
(๘๗)
สยเมว
พุทฺธานํ มหาอิสีนํ, สาธูนิ วากฺยานิ มธูว ขุทฺทํ;
อนุตฺตรํ
เภสชํ ปตฺถยนฺตา, สุณาถ สพฺเพสุ ปสนฺนจิตฺตาฯ
(ตุมฺเห)
พวกเธอ (ปสนฺนจิตฺตา) มีใจเลื่อมใสดียิ่งแล้ว (ปตฺถยนฺตา)
ปรารถนาอยู่ เภสชํ) ซึ่งเภสัชคือพระนิพพาน (อนุตฺตรํ) ไม่มีเภสัชอันยิ่งกว่า
(สุณาถ) จงสดับ (วากฺยานิ) ถ้อยคำ (สาธูนิ) อันดีงาม (มธูว ขุทฺทํ)
ประหนึ่งรวงผึ้งน้อย (มหาอิสีนํ) ของพระมเหสีปัจเจกพุทธเจ้า (พุทฺธานํ)
ผู้ตรัสรู้ (สยเมว) เองนั่นเทียว
(๘๘)
ปจฺเจกพุทฺธานํ
สมาคตานํ, ปรมฺปรํ
พฺยากรณานิ ยานิ;
อาทีนโว
ยญฺจ วิราควตฺถุํ, ยถา จ โพธิํ อนุปาปุณิํสุ
(ยานิ พฺยากรณานิ) คำบอกกล่าว
(ปรมฺปรํ) ที่เล่าสืบกันมา (ปจฺเจกพุทฺธานํ) ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย (สมาคตานํ)
ที่มาประชุมกันมีพระอริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้น, (โย อาทีนโว) โทษใด, (ยญฺจ วิราควตฺถุํ)
เหตุที่ทำให้ไม่ติดข้องใดด้วย (เต ปจฺเจกพุทฺธา)
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น อนุปาปุณิํสุ บรรลุแล้ว โพธิํ
ซึ่งปัจเจกโพธิญาณ ยถา จ โดยประการใดด้วย
(๘๙)
สราควตฺถูสุ
วิราคสญฺญี, รตฺตมฺหิ
โลกมฺหิ วิรตฺตจิตฺตา;
หิตฺวา
ปปญฺเจ ชิตผนฺทิตานิ, ตเถว โพธิํ
อนุปาปุณิํสุฯ
(ปจฺเจกพุทฺธา)
พระปัจเจกพุทธเจ้า (วิราคสญฺญี) ไม่มีความกำหนดหมายว่ายินดี
(สราควตฺถูสุ) ในวัตถุกามและกิเลสกามที่เป็นเหตุให้บุคคลต้องเชยชิดติดข้องด้วยดี
(วิรตฺตจิตฺตา) ไม่มีใจติดข้อง (รตฺตมฺหิ โลกมฺหิ) ในโลกคือกามคุณที่มีสภาพน่าติดใจ
(หิตฺวา) ละแล้ว (ปปญฺเจ) ซึ่งกิเลสเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งปวงช้านานอยู่ในสงสาร
(ชิตผนฺทิตานิ) มีชัยต่อความดิ้นรนคือทิฏฐิ ๖๒, (อนุปาปุณิํสุ) บรรลุแล้ว
(โพธิํ) ซึ่งปัจเจกโพธิญาณ (ตเถว) โดยประการนั้นนั่นเทียว
(๙๐) ปฐมคาถา (ขัคควิสาณคาถา)๑
สพฺเพสุ
ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ, อวิเหฐยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ;
เมตฺเตน
จิตฺเตน หิตานุกมฺปี, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
(ปจฺเจกพุทฺโธ) พระปัจเจกพุทธเจ้า
(เมตฺเตน จิตฺเตน) มีเมตตาจิต (หิตานุกมฺปี) ช่วยเหลือด้วยสิ่งเกื้อกูลโดยปกติ
(นิธาย) ละเว้น (ทณฺฑํ) ซึ่งความผิด
(สพฺเพสุ ภูเตสุ) ในสัตว์ทั้งปวง วิเหฐยํ เมื่อไม่เบียดเบียน อญฺญตรํ
ซึ่งบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เตสํ แห่งสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น, เอโก เป็นผู้เดียว
จเร เที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด
(๙๑) ปฐมคาถา (ขัคควิสาณคาถา) ที่ ๒
สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ, อวิเหฐยํ
อญฺญตรมฺปิ เตสํ;
น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ,
เอโก จเร
ขคฺควิสาณกปฺโป
(ปจฺเจกพุทฺโธ)
พระปัจเจกพุทธเจ้า (นิธาย) ละเว้น (ทณฺฑํ) ซึ่งความผิด (ภูเตสุ)ในสัตว์ทั้งหลาย
(สพฺเพสุ) ทั้งปวง (วิเหฐยํ) เป็นผู้ไม่เบียดเบียน (อญฺญตรํ) ซึ่งผู้ใดผู้หนึ่ง
(เตสํ) แห่งสัตว์เหล่านั้น, (น อิจฺฉนฺโต) เมื่อไม่ปรารถนา (ปุตฺตํ)
ซึ่งบุตร, (อิจฺเฉยฺย) พึงปรารถนา (สหายํ( ซึ่งสหาย (กุโต)
เพราะเหตุใดเล่า, (โส) พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น (เอโก) ผู้เดียว (จเร)
ย่อมเที่ยวไป (ขคฺควิสาณกปฺโป) เหมือนนอแรด
(๙๒) สังสัคคคาถา
สํสคฺคชาตสฺส
ภวนฺติ สฺเนหา, สฺเนหนฺวยํ ทุกฺขมิทํ ปโหติ;
อาทีนวํ
สฺเนหชํ เปกฺขมาโน, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
(สฺเนฺหา) เยื่อใยทั้งหลาย
(ภวนฺติ) ย่อมเกิด (สํสคฺคชาตสฺส) แก่บุคคลผู้มีความข้องเกี่ยวอันเกิดแล้ว
(อิทํ ทุกฺขํ) ทุกข์นี้ (ปโหติ) ย่อมเกิด (สฺเนหนฺวยํ) ตามติดซึ่งความเยื่อใยไป.
(โส ปจฺเจกพุทฺโธ) พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น (เปกฺขมาโน) เมื่อเล็งเห็น
(อาทีนวํ) ซึ่งโทษ (สฺเนหชํ) อันเกิดแต่สิเนหา (เอโก) จึงเป็นผู้เดียว
(จเร) เที่ยวไป (ขคฺควิสาณกปฺโป) เหมือนนอแรด
(๙๓) มิตตสุหัชชคาถา
มิตฺเต
สุหชฺเช อนุกมฺปมาโน, หาเปติ อตฺถํ ปฏิพทฺธจิตฺโต
เอตํ
ภยํ สนฺถเว เปกฺขมาโน, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
(ปุคฺคโล)
บุคคล (อนุกมฺปมาโน) เมื่ออนุเคราะห์ (มิตฺเต) ซึ่งมิตรทั้งหลาย (สุหชฺเช)
ซึ่งสหาย (ปฏิพทฺธจิตฺโต)
เป็นผู้มีจิตผูกพันแล้ว (อตฺถํ) ยังประโยชน์ (หาเปติ) ย่อมให้เสื่อมไป
(ปจฺเจกพุทฺโธ) พระปัจเจกพุทธเจ้า (เปกฺขมาโน) เมื่อเล็งเห็น (ภยํ)
ซึ่งภัย (เอตํ) นั่น (สนฺถเว) ในความเชยชิด (เอโก)
เป็นผู้เดียว จเร ย่อมเที่ยวไป (ขคฺควิสาณกปฺโป) เหมือนนอแรด.
(๙๔) วังสกฬีรคาถา
‘‘วํโส วิสาโลว ยถา วิสตฺโต, ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา;
วํเส
กฬีโรว อสชฺชมาโน, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
(ยา อเปกฺขา)
ความเยื่อใยดูแลใส่ใจ (ปุตฺเตสุ ทาเรสุ
จ) ในบุตรและภรรยาทั้งหลาย ด้วย (ยถา) เพียงดัง (วํโส) ต้นไผ่ (วิสาโล)
ที่กว้างใหญ่ (วิสตฺโต เอว) พัวพันกันเองนั่นเทียว ฉะนั้น, (โส ปจฺเจกพุทฺโธ) พระปัจเจกพุทธเจ้า
นั้น (อสชฺชมาโน) เมื่อไม่ติดข้องอยู่ (ว) เพียงดัง (กฬีโร) หน่อไม้
ไม่ติดข้องอยู่ (วํเส) ในกอไผ่, (เอโก) เป็นผู้เดียว (จเร)
ย่อมเที่ยวไป (ขคฺควิสาณกปฺโป) เหมือนนอแรด
‘‘มิโค อรญฺญมฺหิ ยถา
อพทฺโธ, เยนิจฺฉกํ
คจฺฉติ โคจราย;
วิญฺญู นโร เสริตํ เปกฺขมาโน, เอโก จเร
ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
(นโร) นรชน (วิญญู) ผู้รู้แจ้ง (เปกฺขมาโน) เมื่อเล็งเห็น (เสริตํ)
ซึ่งเสรีภาพ (เอโก) จึงเป็นผู้เดียว (จเร) ย่อมเที่ยวไป (ขคฺควิสาณกปฺโป)
เหมือนนอแรด (ยถา) เพียงดัง (มิโค) เนื้อ (อพทฺโธ) อันใครๆไม่ผูกมัดแล้ว
(คจฺฉติ) ย่อมเที่ยวไป (อรญฺญมฺหิ) ในป่า (โคจราย) เพื่อหาอาหาร
(เยนิจฺฉิกํ) ในทุกแห่งตามปรารถนา
(๙๖) อามันตนาคาถา
‘‘อามนฺตนา โหติ สหายมชฺเฌ, วาเส จ ฐาเน คมเน จาริกาย;
อนภิชฺฌิตํ เสริตํ เปกฺขมาโน, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
อามนฺตนา การปรึกษา (โหติ) ย่อมมี (ฐิตสฺส)
แก่บุคคลผู้ดำรงอยู่ สหายมชฺเฌ
ในท่ามกลางแห่งสหาย วาเส ในที่อยู่ จ ด้วย, ฐาเน ในที่บำรุง คมเน
ในที่ไป จาริกาย จ และในการเที่ยวจาริก
(ปุคฺคโล บุคคล เปกฺขมาโน เมื่อเล็งเห็น อนภิชฺฌิตํ (ปพฺพชฺชํโลภาภิภูเตหิ
สพฺพกาปุริเสหิ ซึ่งบรรพชาอันคนมักมากต่ำทรามทั้งปวง) ไม่ปรารถนา (จ) และ
เสริตํ ซึ่งเสรีภาพ (เอโก)
เป็นผู้เดียว (จเร) ย่อมเที่ยวไป (ขคฺควิสาณกปฺโป) เหมือนนอแรด
(๙๗) ขิฑฑารติคาถา
‘‘ขิฑฺฑา รตี โหติ สหายมชฺเฌ, ปุตฺเตสุ เปมํ วิปุลญฺจ โหติ;
ปิยวิปฺปโยคํ
วิชิคุจฺฉมาโน, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
ขิฑฺฑา
การเล่น รตี ความยินดี โหติ ย่อมมี สหายมชฺเฌ
ในท่ามกลางแห่งสหาย จ และ เปมํ ความรัก ปุตฺเตสุ
ในบุตรทั้งหลาย วิปุลํ เป็นธรรมชาติยิ่งใหญ่ โหติ ย่อมเป็น, โส
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้น วิชิคุจฺฉมาโน เมื่อรังเกียจ ปิยวิปฺปโยคํ
ซึ่งความพลัดพรากกับสิ่งอันเป็นที่รัก เอโก จึงเป็นผู้เดียว จเร
เที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด
(๙๘) จาตุททิสคาถา
‘‘จาตุทฺทิโส อปฺปฏิโฆ จ โหติ, สนฺตุสฺสมาโน อิตรีตเรน;
ปริสฺสยานํ
สหิตา อฉมฺภี, เอโก จเร
ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้า จาตุทฺทิโส เป็นผู้อยู่สบายในสี่ทิศ
อปฺปฏิโฆ จ และไม่ขัดเคืองผู้ใด โหติ ย่อมเป็น, สนฺตุสฺสมาโน เมื่อยินดี อิตรีตเรน ด้วยปัจจัยตามมีตามได้
สหิตา ข่มกลั้น ปริสฺสยานํ ต่ออันตรายทั้งหลาย อฉมฺภี ไม่หวาดหวั่น
เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร ย่อมเที่ยวไป
ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด.
(๙๙) ทุสสังคหคาถา
ทุสฺสงฺคหา ปพฺพชิตาปิ เอเก, อโถ คหฏฺฐา ฆรมาวสนฺตา;
อปฺโปสฺสุกฺโก ปรปุตฺเตสุ หุตฺวา, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
ปพฺพชิตาปิ แม้บรรพชิตทั้งหลาย เอเก
พวกหนึ่ง (เย อสนฺโตสาภิภูตา คือ ผู้ที่ถูกความไม่สันโดษครอบงำ) อโถ
อนึ่ง คหฏฺฐา คฤหัสถ์ทั้งหลาย อาวสนฺตา ผู้ครอบครองอยู่ ฆรํ
ซึ่งเรือน ทุสฺสงฺคหา เป็นบุคคลมีการช่วยเหลือได้ยาก โหนฺติ
ย่อมเป็น, ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้า อปฺโปสฺสุกฺโก
เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ปรปุตฺเตสุ ในผู้อื่นและบุตรทั้งหลาย เอโก
เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร เที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป
เหมือนนอแรด.
(๑๐๐)
โกวิฬารคาถา
โอโรปยิตฺวา คิหิพฺยญฺชนานิ, สญฺฉินฺนปตฺโต ยถา
โกวิฬาโร;
เฉตฺวาน วีโร คิหิพนฺธนานิ, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
ปจฺเจกพุทฺโธ
พระปัจเจกพุทธเจ้า วีโร ผู้กล้าหาญ โอโรปยิตฺวา ปลงลงแล้ว คิหิพฺยญฺชนานิ
ซึ่งวัตถุทั้งหลายมีผม,หนวดและเครื่องแต่งกายเป็นต้น
อันเป็นเครื่องกระทำซึ่งความเป็นแห่งคฤหัสถ์ให้ชัดเจน เฉตฺวาน ตัดแล้ว คิหิพนฺธนานิ
ซึ่งกามทั้งหลาย อันเป็นเครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์ ยถา เพียงดัง โกวิฬาโร ต้นทองหลาง
สญฺฉินฺนปตฺโต มีใบอันสลัดทิ้งแล้ว เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น
จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด
(๑๐๑) สเจลเภถคาถา
สเจ ลเภถ นิปกํ
สหายํ, สทฺธิํ จรํ สาธุวิหาริธีรํ;
อภิภุยฺย
สพฺพานิ ปริสฺสยานิ, จเรยฺย เตนตฺตมโน สตีมาฯ
สเจ หากว่า ปุคฺคโล บุคคล ลเภถ พึงได้ สหายํ ซึ่งสหาย สทฺธิํ
จรํ เที่ยวไปด้วยกัน นิปกํ มีปัญญา, สาธุวิหาริ มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี ธีรํ เป็นนักปราชญ์, อภิภยฺย พึงครอบงำ ปริสฺสยานิ
ซึ่งอันตรายทั้งหลาย สพฺพานิ ทั้งปวง, อตฺตมโน มีใจชื่นบาน
สตีมา มีสติ จเรยฺย พึงเที่ยวไป เตน กับสหายนั้น
(๑๐๒) โนเจลเภถคาถา
โน เจ ลเภถ นิปกํ สหายํ, สทฺธิํ
จรํ สาธุวิหาริธีรํ;
ราชาว รฏฺฐํ
วิชิตํ ปหาย, เอโก จเร มาตงฺครญฺเญว นาโคฯ
เจ ถ้า ปุคฺคโล บุคคล โน ลเภถ = ลเภยฺย ไม่พึงได้ สหายํ ซึ่งสหาย นิปกํ =ปญฺญวนฺตํ ผู้มีปัญญา, สทฺธิํ
จรํ = เอกโต จรํ ผู้เที่ยวไปพร้อมกัน สาธุวิหาริ=สาธุวิหาริํ มีปกติอยู่ด้วยกรรมดี ธีรํ = ปณฺฑิตํ เป็นบัณฑิต, เอโก
เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร=จเรยฺย พึงเที่ยวไป ราชา วิชิตํ
รฏฺฐํ ปหาย เอโก จรนฺโต อิว เพียงดัง พระราชา ทรงสละแล้ว ซึ่งแว่นแคว้น
อันพระองค์ทรงชนะวิเศษแล้ว เป็นผู้เดียวเที่ยวไป ฉะนั้น, มาตงฺครญฺเญว
นาโค = มาตงฺโค อรญฺเญ นาโคว = มาตงฺโค นาโค ยูถํ ปหาย เอโก อรญฺเญ จรนฺโต อิว
เพียงดังพญาช้าง ละโขลง เป็นผู้เดียวเที่ยวไปในป่า ฉะนั้น
(๑๐๓)
อัทธาปสังสาคาถา
อทฺธา ปสํสาม
สหายสมฺปทํ, เสฏฺฐา
สมา เสวิตพฺพา สหายา;
เอเต อลทฺธา อนวชฺชโภชี, เอโก จเร
ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
มยํ เรา ปสํสาม
ย่อมสรรเสริญ สหายสมฺปทํ
ซึ่งสหายผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมมีศีลเป็นต้นอันเป็นอเสขะ อทฺธา โดยแท้, สหายา
สหายทั้งหลาย เสฏฺฐา ผู้ประเสริฐ(ดีกว่า) สมา = สทิสา วา หรือเสมอกัน เสวิตพฺพา อันกุลบุตรพึงคบหา,
ปน แต่ อตฺถกาโม กุลปุตฺโต กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ อลทฺธา = อลภิตฺวา ไม่ได้แล้ว เอเต สหายเก
ซึ่งสหายเหล่านั้น อนวชฺชโภชี พึงเป็นผู้บริโภคปัจจัยโดยไม่มีโทษ เอโก
เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร พึงเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป
เหมือนนอแรด.
(๑๐๔)
สุวัณณวลยคาถา
‘ทิสฺวา สุวณฺณสฺส ปภสฺสรานิ,
กมฺมารปุตฺเตน
สุนิฏฺฐิตานิ;
สงฺฆฏฺฏมานานิ ทุเว ภุชสฺมิํ, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
โส ปจฺเจกพุทฺโธ
พระปัจเจกพุทธเจ้า ทิสฺวา = ตีรยิตฺวา = วิภูตํ กตฺวา พิจารณาเห็นแจ่มแจ้งแล้ว (วลยานิ)
ซึ่งกำไล ปภสฺสรานิ = ชุติมนฺตานิ
ซึ่งมีความเปล่งปลั่ง สุวณฺณสฺส ของทองคำ กมฺมารปุตฺเตน = สุวณฺณกาเรน อันนายช่างทอง สุนิฏฺฐิตานิ = สุกตานิ
= สุปริกมฺมกตานิ ตกแต่งเสร็จดีแล้ว สงฺฆฏฺฏมานานิ กระทบกันอยู่
ภุชสฺมิํ = หตฺเถ ที่แขน ทุเว สองข้าง, เอโก จึงเป็นผู้เดียว จเร เที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป
เหมือนนอแรด
(๑๐๕)
อายติภยคาถา
‘เอวํ ทุตีเยน สหา มมสฺส, วาจาภิลาโป อภิสชฺชนา วา;
เอตํ ภยํ อายติํ เปกฺขมาโน, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
วาจาภิลาโป การพูดด้วยวาจา วา
หรือว่า อภิสชฺชนา ความเกี่ยวข้อง สหา กับ ทุตีเยน ด้วยบุคคลผู้เป็นเพื่อน
มม ของเรา อสฺส พึงมี เอวํ ได้อย่างนี้, โส ปจฺเจกพุทฺโธ
พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เปกฺขมาโน เมื่อเห็น ภยํ ภัย เอตํ นี้
อายติํ ต่อไป เอโก จึงเป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร
เที่ยวไปอยู่ ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด.
(๑๐๖). กามคาถา
กามา
หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา, วิรูปรูเปน มเถนฺติ
จิตฺตํ;
อาทีนวํ
กามคุเณสุ ทิสฺวา, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
หิ ก็ กามา
กามทั้งหลาย จิตฺรา งามวิจิตร มธุรา มีรสอร่อย มโนรมา
น่ารื่นรมย์ใจวิรูปรูเปน มีสภาพต่างๆกัน มเถนฺติ ย่ำยีอยู่ จิตฺตํ ซึ่งจิต, โส ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ทิสฺวา เห็นแล้ว อาทีนวํ ซึ่งโทษ กามคุเณสุ ในกามคุณทั้งหลาย เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด
(๑๐๗)
อีติคาถา
อีตี จ คณฺโฑ จ
อุปทฺทโว จ, โรโค
จ สลฺลญฺจ ภยญฺจ เมตํ
เอตํ ภยํ กามคุเณสุ ทิสฺวา, เอโก จเร
ขคฺควิสาณกปฺโป
เอตํ กามํ กามนี้ อีติ จ
เป็นเสนียดด้วย คณฺโฑ จ เป็นดังฝี อุปทฺทโว จ เป็นอุบาทว์ ด้วย โรโค
จ เป็นดังโรค ด้วย สลฺลญฺจ เป็นดังลูกศร ด้วย ภยํ จ เป็นภัยด้วย
โหติ ย่อมเป็น, โส ปัจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ทิสฺวา
เห็นแล้ว เอตํ ภยํ ซึ่งภัยนี้ กามคุเณสุ ในกามคุณทั้งหลาย เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา
เป็น จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด.
(๑๐๘) สีตาลุกคาถา
สีตญฺจ อุณฺหญฺจ ขุทํ ปิปาสํ, วาตาตเป
ฑํสสรีสเป จ;
สพฺพานิเปตานิ อภิพฺภวิตฺวา, เอโก
จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
โส ปจฺเจกพุทฺโธ
พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น อภิพฺภวิตฺวา ครอบงำแล้ว สพฺพานิปิ เอตานิ ซึ่งภัยเหล่านี้ทั้งปวง
คือ สีตํ จ ซึ่งความหนาวด้วย อุณฺหญฺจ ซึ่งความร้อนด้วย ขุทํ จ
ซึ่งความหิวด้วย ปิปาสํ จ ซึ่งความกระหายด้วย วาตาตเป จ
ซึ่งลมและแดดทั้งหลาย ด้วย ฑํสสรีสเป จ
ซึ่งเหลือบและสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ด้วย เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด
๑๐๙.นาคคาถา
นาโคว
ยูถานิ วิวชฺชยิตฺวา, สญฺชาตขนฺโธ ปทุมี อุฬาโร;
ยถาภิรนฺตํ
วิหรํ อรญฺเญ, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
โส ปจฺเจกพุทฺโธ
พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เอโก เป็นผู้เดียว จเร เที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป
เหมือนนอแรด ว เพียงดัง นาโค ช้าง สญฺชาตขนฺโธ
มีสรีระเกิดขึ้นเอง ปทุมี
เกิดในสกุลช้างชื่อปทุมะ อุฬาโร ยิ่งใหญ่ วิวชฺชยิตฺวา
เว้นวิเศษแล้ว ยูถานิ ซึ่งฝูงทั้งหลาย วิหรํ อยู่ อรญฺเญ
ในป่า ยถาภิรนฺตํ ตามความภิรมย์
๑๑๐.อัฏฐานคาถา
อฏฺฐานตํ
สงฺคณิการตสฺส, ยํ
ผสฺสเย สามยิกํ วิมุตฺติํ;
อาทิจฺจพนฺธุสฺส
วโจ นิสมฺม, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
ปุคฺคโล
บุคคล ผสฺสเย พึงบรรลุ วิมุตฺติํ ซึ่งวิมุตติ สามยิกํ
อันมีในสมัย ยํ = เยน การเณน ด้วยเหตุใด, ตํ การณํ
เหตุแห่งการบรรลุวิมุตตินั้น สงฺคณิการตสฺส แห่งผู้ยินดียิ่งด้วยหมู่คณะ อฏฺฐานํ
ไม่ใช่เหตุ = น วิชฺชติ ย่อมไม่มี, ปุคฺคโล บุคคล นิสมฺม พิจารณาแล้ว วโจ
ซึ่งถ้อยคำ อาทิจฺจพนฺธุสฺส ของพระอาทิจจพันธุปัจเจกสัมพุทธเจ้า เอโก
เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร เที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป
เหมือนนอแรด.
๑๑๑.ทิฏฐีวิสูกคาถา
ทิฏฺฐีวิสูกานิ
อุปาติวตฺโต, ปตฺโต นิยามํ ปฏิลทฺธมคฺโค;
อุปฺปนฺนญาโณมฺหิ
อนญฺญเนยฺโย, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
โส
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้า นั้น อาห กล่าวแล้ว อิติ ว่า อหํ
เรา อุปาติวตฺโต ล่วงพ้นแล้ว ทิฏฺฐีวิสูกานิ ซึ่งเสี้ยนหนามคือทิฏฐิ
ปตฺโต บรรลุแล้ว นิยามํ ซึ่งมรรคนิยาม ปฏิลทฺธมคฺโค
มีมรรคอันบรรลุแล้ว อุปฺปนฺนญาโณ เป็นผู้มีญาณอันเกิดขึ้นแล้ว อมฺหิ
ย่อมเป็น อนญฺญเนยฺโย ผู้อันผู้อื่นไม่พึงแนะนำ ดังนี้ เอโก
เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็นจเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป
เหมือนนอแรด.
๑๑๒.นิลโลลุปคาถา
นิลฺโลลุโป
นิกฺกุโห นิปฺปิปาโส, นิมฺมกฺขนิทฺธนฺตกสาวโมโห;
นิราสโย
สพฺพโลเก ภวิตฺวา, เอโก จเร
ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
โส
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น นิลฺโลลุโป เป็นผู้ไม่มีความโลภ นิกฺกุโห
เป็นผู้ไม่โกหก นิปฺปิปาโส เป็นผู้ไม่กระหาย นิมฺมกฺขนิทฺธนฺตกสาวโมโห
เป็นผู้มีความลบหลู่ออกแล้วและมีบาปธรรมดุจน้ำฝาดและโมหะอันขจัดแล้ว นิราสโย
ไม่มีความหวัง สพฺพโลเก ในโลกทั้งปวง เอโก เป็นผู้เดียว ภวิตฺวา
เป็น จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด.
๑๑๓.ปาปสหายคาถา
ปุคฺคโล
บุคคล ปริวชฺชเยถ = ปริวชฺเชยฺย
พึงละเว้น สหายํ ซึ่งสหาย ปาปํ ผู้มีความเห็นผิดชั่วร้าย ๑๐ เรื่อง, สยํ ด้วยอำนาจของตัวเอง (ปรวโส
ผู้อยู่ในอำนาจของผู้อื่น ไม่อาจทำเช่นนั้นได้) น เสเว = น ภเช ไม่พึงคบ ตํ สหายํ ซึ่งสหายนั้น อนตฺถทสฺสิํ
ผู้แสดงสิ่งที่มิใช่ประโยชน์แม้แก่ผู้อื่น, นิวิฏฺฐํ = อลฺลีนํ ติดแน่นอยู่ วิสเม
ในธรรมที่ผิดมีทุจริตสามและกามคุณห้าเป็นต้น ปสุตํ = ลคฺคํ
ผู้ติดข้องอยู่ในกามทั้งหลายเนื่องด้วยความเห็นผิด, ปมตฺตํ
ผู้ประมาทแล้ว เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร
พึงเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด.
๑๑๔ พหุสสุตคาถา
พหุสฺสุตํ
ธมฺมธรํ ภเชถ, มิตฺตํ อุฬารํ
ปฏิภานวนฺตํ;
อญฺญาย
อตฺถานิ วิเนยฺย กงฺขํ, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
ปุคฺคโล
บุคคล ภเชถ พึงคบ มิตฺตํ ซึ่งมิตร พหุสฺสุตํ = ปริยตฺติปฏิเวธพหุสุตํ
ผู้เป็นพหูสูตทั้งสองคือผู้แม่นยำซึ่งเนื้อความในพระไตรปิฎกและผู้แทงตลอดมรรค ผล
วิชาและอภิญญา ธมฺมธรํ ผู้ทรงธรรมกล่าวคือปริยัติ อุฬารํ (สีลาทีหิ จ
อุฬารกายกมฺมาทีหิ) ผู้ยิ่งด้วยคุณคือศีลสมาธิแลปัญญาเป็นต้น
และกายกรรมเป็นต้นอันยิ่ง ปฏิภานวนฺตํ มีปฏิภาณ อญฺญาย = ชานิตฺวา รู้แล้ว อตฺถานิ ซึ่งประโยชน์ทั้งหลาย วิเนยฺย
พึงกำจัด กงฺขํ ซึ่งความสงสัย, โส บุคคลนั้น เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร
ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด
๑๑๕. วิภูสัฏฐานคาถา
‘‘‘ขิฑฺฑํ รติํ กามสุขญฺจ โลเก, อนลงฺกริตฺวา อนเปกฺขมาโน;
วิภูสฏฺฐานา
วิรโต สจฺจวาที, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
ปุคฺคโล บุคคล อนลงฺกริตฺวา = อลนฺติ กตฺวา ไม่กระทำแล้วซึ่งคำว่า อลํ พอแล้ว อนเปกฺขมาโน
ไม่ห่วงใยอยู่ ขิฑฺฑํ ซึ่งการเล่น รติํ ซึ่งความยินดี กามสุขํ จ
และซึ่งกามสุข โลเก ในโลก วิรโต เว้นแล้ว วิภูสฏฺฐานา = วิภูสา จากการประดับ สจฺจวาที เป็นผู้พูดจริง เอโก ผู้เดียว หุตฺวา
เป็น จเร จึงเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด
๑๑๖. ปุตตทารคาถา
‘‘ปุตฺตญฺจ ทารํ ปิตรญฺจ มาตรํ, ธนานิ ธญฺญานิ จ พนฺธวานิ;
หิตฺวาน
กามานิ ยโถธิกานิ, เอโก จเร
ขคฺควิสาณกปฺโป
ปุคฺคโล
บุคคล หิตฺวาน ละแล้ว ปุตฺตํ จ บุตร ทารํ และซึ่งภรรยา ปิตรํ
จ ซึ่งบิดา มาตรํ และซึ่งมารดา ธนานิ ซึ่งทรัพย์ทั้งหลาย ธญฺญานิ
จ และซึ่งทรัพย์ทั้งหลาย พนฺธวานิ ซึ่งพวกพ้องทั้งหลาย กามานิ
ซึ่งกามทั้งหลาย ยโถธิกานิ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตของตน เอโก
เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป
เหมือนนอแรด
๑๑๗ สังคคาถา
สงฺโค เอโส ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ, อปฺปสฺสาโท ทุกฺขเมตฺถ ภิยฺโย;
คโฬ
เอโส อิติ ญตฺวา มติมา, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
เอโส
กาโม กามนี้ สงฺโค เป็นเครื่องข้อง, โสขฺยํ ความสุข ปริตฺตํ
นิดหน่อย โหติ ย่อมมี เอตฺถ สงฺเค ในกามเป็นที่เครื่องข้องนั้น, เอตฺถ
สงฺเค ในกามเป็นเครื่องข้องนี้ อปฺปสฺสาโท สิ่งน่าพอใจเล็กน้อย โหติ
มีอยู่ ทุกฺขํ ความทุกข์ ภิยฺโย ประมาณยิ่ง โหติ มีอยู่, มติมา
บัณฑิตผู้มีความรู้ ญตฺวา รู้แล้ว อิติ ว่า เอโส กาโม กามนี้
คโฬ เป็นดังเบ็ด ดังนี้ เอโก เป็นผู้เดียว จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป
เหมือนนอแรด
๑๑๘ สันทาลคาถา
‘‘‘สนฺทาลยิตฺวาน สํโยชนานิ, ชาลํว เภตฺวา สลิลมฺพุจารี;
อคฺคีว
ทฑฺฒํ อนิวตฺตมาโน, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
ปุคฺคโล
บุคคล สนฺทาลยิตฺวาน ทำลายแล้ว สํโยชนานิ
ซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย คโต เที่ยวไป
อิว เพียงดัง สลิลมฺพุจารี ปลาในน้ำ เภตฺวา ทำลายแล้ว
ชาลํ ซึ่งตาข่าย คโต ว่ายน้ำไปฉะนั้น, อนิวตฺตมาโน ไม่กลับไป อิว
เพียงดัง อคฺคิ ไฟ ทหนฺโต ไหม้อยู่ ทฑฺฒํ = ทฑฺฒฏฺฐานํ ซึ่งสถานที่อันไฟไหม้แล้ว อนิวตฺตมาโน
ไม่กลับมา เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป
เหมือนนอแรด.
๑๑๙ โอกขิตตจักขุคาถา
‘‘‘โอกฺขิตฺตจกฺขู น จ ปาทโลโล, คุตฺตินฺทฺริโย รกฺขิตมานสาโน;
อนวสฺสุโต
อปริฑยฺหมาโน, เอโก จเร
ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
โส
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น โอกฺขิตฺตจกฺขู มีจักษุทอดลงต่ำ น
ปาทโลโล เป็นผู้ไม่เหลาะแหละด้วยเท้า คุตฺตินฺทฺริโย
มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว รกฺขิตมานสาโน มีใจอันรักษาแล้ว อนวสฺสุโต อันกิเลสไม่รั่วรดแล้ว
จ และ อปริฑยฺหมาโน อันไฟคือกิเลสไม่แผดเผาอยู่ เอโก
เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป
เหมือนนอแรด.
๑๒๐. ปาริจฉัตตกคาถา
โอหารยิตฺวา
คิหิพฺยญฺชนานิ, สญฺฉนฺนปตฺโต ยถา
ปาริฉตฺโต;
กาสายวตฺโถ
อภินิกฺขมิตฺวา, เอโก จเร
ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
โส
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น โอหารยิตฺวา ละแล้ว คิหิพฺยญฺชนานิ
เครื่องหมายคฤหัสถ์ สญฺฉนฺนปตฺโต ปาริฉตฺโต ยถา เปรียบเหมือนต้นทองกวาวมีใบอันทึบ
กาสายวตฺโถ นุ่งห่มผ้ากาสายะ อภินิกฺขมิตฺวา ออกบวชแล้ว เอโก
เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป
เหมือนนอแรด.
๑๒๑. รสเคธคาถา
รเสสุ
เคธํ อกรํ อโลโล, อนญฺญโปสี สปทานจารี;
กุเล
กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ
โส
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น อกรํ ไม่กระทำอยู่ เคธํ
ซึ่งความติดใจ อโลโล ไม่โลเล รเสสุ ในรสทั้งหลาย อนญฺญโปสี
เป็นผู้ไม่เลี้ยงผู้อื่นเป็นปกติ สปทานจารี
เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกโดยปกติ อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต
เป็นผู้มีจิตไม่พัวพัน กุเล กุเล ทุกๆตระกูล เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา
เป็น จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด.
๑๒๒ อาวรณคาถา
ปหาย ปญฺจาวรณานิ เจตโส, อุปกฺกิเลเส
พฺยปนุชฺช สพฺเพ;
อนิสฺสิโต
เฉชฺช สิเนหโทสํ, เอโก จเร
ขคฺควิสาณกปฺโป
โส
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ปหาย ละแล้ว อาวรณานิ
ซึ่งกิเลสเครื่องกั้นจิตทั้งหลาย ปญฺจ ห้า พฺยปนุชฺช = วิปนุทิตฺวา
บรรเทาแล้ว อุปกฺกิเลเส ซึ่งกิเลสอันเป็นเหตุเศร้าหมอง เจตโส = จิตฺตสฺส แห่งจิต สพฺเพ ทั้งปวง (ทิฏฺฐิยา)
อนิสฺสิโต อันทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เฉชฺช ตัดแล้ว สิเนหโทสํ
ซึ่งโทษคือสิเนหา เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร
ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด.
๑๒๓ วิปิฏฐิกัตวาคาถา
วิปิฏฺฐิกตฺวาน
สุขญฺจ ทุกฺขํ, ปุพฺเพว
โสมนสฺสโทมนสฺสํ;
ลทฺธานุเปกฺขํ
สมถํ วิสุทฺธ, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
โส ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น
ลทฺธาน ได้แล้ว อุเปกฺขํ ซึ่งอุเบกขาในจตุถฌานสมาธิ สมถํ
ซึ่งสมถะคือเอกัคตาในจตุถฌาน วิสุทฺธํ อันหมดจดยิ่ง วิปิฏฺฐิกตฺวาน
เพราะกระทำให้เป็นเบื้องหลัง คือ ละทิ้ง สุขํ จ ซึ่งสุข ทุกฺขํ
ซึ่งทุกข์ โสมนสฺสโทมนสฺสํ และซึ่งโสมนัสและโทมนัส ปุพฺเพว
ในกาลก่อนนั่นเทียว เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร
ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด.
๑๒๔ อารัทธวิริยคาถา
อารทฺธวีริโย ปรมตฺถปตฺติยา, อลีนจิตฺโต อกุสีตวุตฺติ;
ทฬฺหนิกฺกโม ถามพลูปปนฺโน, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
โส
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น อารทฺธวีริโย
= มหาวีริยวา มีความเพียรอันปรารภแล้ว คือ
มีความเพียรยิ่งใหญ่ ปรมตฺถปตฺติยา เพื่อบรรลุประโยชน์สูงสุดคือนิพพาน อลีนจิตฺโต
มีจิตไม่ย่อหย่อน อกุสีตวุตฺติ มีความประพฤติไม่เกียจคร้าน ทฬฺหนิกฺกโม
มีความพยายามมั่นคง ถามพลูปปนฺโน = ถามพลสมนฺนาคโต
ถึงพร้อมแล้วด้วยพละคือเรี่ยวแรงแห่งญาณอันมั่นคง เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา
เป็น จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด
๑๒๕ ปฏิสัลลานคาถา
ปฏิสลฺลานํ ฌานมริญฺจมาโน, ธมฺเมสุ นิจฺจํ อนุธมฺมจารี;
อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสุ, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
โส
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น อริญฺจมาโน ไม่ละทิ้งอยู่ ปฏิสลฺลานํ
ซึ่งการหลีกเร้น จ ฌานํ ซึ่งฌาน ด้วย อนุธมฺมจารี
เป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมอันสมควร นิจฺจํ เป็นนิตย์ ธมฺเมสุ
ในธรรมทั้งหลาย สมฺมสิตา พิจารณาเห็นแล้ว อาทีนวํ ซึ่งโทษ ภเวสุ
ในภพทั้งหลาย เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร
ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด.
๑๒๖ ตัณหักขยคาถา
ตณฺหกฺขยํ
ปตฺถยมปฺปมตฺโต, อเนฬมูโค
สุตวา สตีมา;
สงฺขาตธมฺโม
นิยโต ปธานวา, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
โส
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ปตฺถยํ ยินดี
ตณฺหกฺขยํ ซึ่งความสิ้่นไปแห่งตัณหา อปฺปมตฺโต เป็นผู้ไม่ประมาท อเนฬมูโค
มีปัญญาเฉียบแหลม สุตวา มีสุตะ สตีมา
มีสติ สงฺขาตธมฺโม=ญาณํ
มีธรรมอันกำหนดรู้แล้ว คือ มีความรู้ว่า ขันธ์ ๕ มีสภาพไม่เที่ยง เป็นต้น นิยโต
มีความแน่นอนด้วยมรรค ปธานวา
มีความเพียร เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร ย่อมเที่ยวไป
ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด.
๑๒๗ สีหาทิคาถา
สีโหว สทฺเทสุ อสนฺตสนฺโต, วาโตว ชาลมฺหิ อสชฺชมาโน;
ปทุมํว
โตเยน อลิมฺปมาโน, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
โส
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้า อสนฺตสนฺโต เป็นผู้ไม่สะดุ้งกลัว สทฺเทสุ
สีโห อิว เหมือนราชสีห์ อสนฺตสนฺโต ไม่สะดุ้งอยู่ สทฺเทสุ
ในเสียงทั้งหลาย อสชฺชมาโน เป็นผู้ไม่ติดข้อง วาโต อิว เหมือนลม อสชฺชมาโน
ไม่ติดข้อง ชาลมฺหิ ที่ตาข่าย อลิมฺปมาโน เป็นผู้ไม่แปดเปื้อน ปทุมํ
อิว เหมือนดอกบัว อลิมฺปมาโน ไม่แปดเปื้อน โตเยน ด้วยน้ำ เอโก
เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป
เหมือนนอแรด.
๑๒๘ ทาฐพลีคาถา
สีโห ยถา ทาฐพลี ปสยฺห, ราชา
มิคานํ อภิภุยฺย จารี;
เสเวถ
ปนฺตานิ เสนาสนานิ, เอโก
จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
สีโห ราชสีห์คือไกรสรสีหะ ทาฐพลี มีเขี้ยวเป็นกำลัง ปสยฺห = ปสยฺห จารี เป็นผู้เที่ยวข่มขี่โดยปกติ อภิภุยฺย จารี
เที่ยวครอบงำโดยปกติ มิคานํ = มิเค ซึ่งเนื้อทั้งหลาย โหติ ย่อมเป็น ยถา ฉันใด, ปจฺเจกพุทฺโธ
พระปัจเจกพุทธเจ้า เสเวถ ย่อมเสพ เสนาสนานิ ซึ่งเสนาสนะทั้งหลาย ปนฺตานิ
อันสงัด เอวํ ฉันนั้น เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร
ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด
๑๒๙ อัปปมัญญาคาถา
เมตฺตํ อุเปกฺขํ กรุณํ วิมุตฺติํ, อาเสวมาโน มุทิตญฺจ กาเล;
สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโน, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
ปจฺเจกพุทฺโธ พระปัจเจกพุทธเจ้า อาเสวมาโน ผู้เสพอยู่ วิมุตฺติํ ซึ่งวิมุตติ เมตฺตํ คือ
เมตตา อุเปกฺขํ คือ อุเบกขา มุทิตํ คือ มุทิตา จ ด้วย กาเล
ในกาลอันเหมาะสม อวิรุชฺฌมาโน ผู้ไม่ยินร้ายอยู่ สพฺเพน โลเกน
กับด้วย โลกทั้งปวง เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร
ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด.
๑๓๐ ชีวิตสังขยคาถา
ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ, สนฺทาลยิตฺวาน สํโยชนานิ;
อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
ปจฺเจกพุทฺโธ
พระปัจเจกพุทธเจ้า ปหาย ละแล้ว ราคํ จ ซึ่งราคะ ด้วย โทสํ จ
ซึ่งโทสะ ด้วย โมหํ จ ซึ่งโมหะด้วย สนฺทาลยิตฺวาน ทำลายแล้ว สํโยชนานิ
ซึ่งสังโยชน์ทั้งหลาย อสนฺตสํ เป็นผู้ไม่สะดุ้งกลัว ชีวิตสงฺขยมฺหิ
ในเวลาเป็นที่สิ้นไปแห่งชีวิต เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร
ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด.
๑๓๑
ภชันติคาถา
ภชนฺติ เสวนฺติ จ การณตฺถา, นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตา;
อตฺตตฺถปญฺญา อสุจีมนุสฺสา, เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป
มนุสฺสา
มนุษย์ทั้งหลาย ภชนฺติ ย่อมคบ เสวนฺติ ย่อมซ่องเสพ การณตฺถา
เพราะเหตุคือประโยชน์, อชฺช ปัจจุบันนี้ มิตฺตา มิตรทั้งหลาย นิกฺการณา
ผู้ไม่มีเหตุ ทุลฺลภา ชื่อว่า หาได้ยาก, มนุสฺสา
มนุษย์ อตฺตตฺถปญฺญา มีปัญญาตั้งอยู่ในตน
อสุจี ผู้มีกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมไม่สะอาด โหนฺติ ย่อมเป็น ปจฺเจกพุทฺโธ
พระปัจเจกพุทธเจ้า เอโก เป็นผู้เดียว หุตฺวา เป็น จเร
ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป เหมือนนอแรด
๑๓๒-๑๓๓.
วิสุทฺธสีลา สุวิสุทฺธปญฺญา, สมาหิตา
ชาคริยานุยุตฺตา;
วิปสฺสกา ธมฺมวิเสสทสฺสี, มคฺคงฺคโพชฺฌงฺคคเต
วิชญฺญาฯ
สุญฺญปฺปณิธิญฺจ ตถานิมิตฺตํ, อาเสวยิตฺวา ชินสาสนมฺหิ;
เย สาวกตฺตํ น วชนฺติ ธีรา, ภวนฺติ ปจฺเจกชินา
สยมฺภูฯ
เย
ธีรา นักปราชญ์เหล่าใด วิสุทฺธสีลา มีศีลบริสุทธิ์ สุวิสุทฺธปญฺญา
มีปัญญาหมดจดดี สมาหิตา มีจิตตั้งมั่น ชาคริยานุยุตฺตา
หมั่นประกอบธรรมเป็นเครื่องตื่น วิปสฺสกา ผู้เจริญวิปัสสนา ธมฺมวิเสสทสฺสี มีปกติเห็นธรรมวิเศษ วิชญฺญา
เป็นผู้รู้แจ้ง มคฺคงฺคโพชฺฌงฺคคเต
อันถึงคือประกอบด้วยด้วยองค์มรรคและโพชฌงค์ อาเสวยิตฺวา
ซ่องเสพคือเจริญแล้ว สุญฺญปฺปณิธิํ จ ซึ่งวิโมกข์คือสุญญตะ
(ที่ว่างเปล่าจากอัตตา)และวิโมกข์คืออัปปณิหิต
(ที่ไม่มีกิเลสกามเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์) ด้วย ตถานิมิตฺตํ
ซึ่งวิโมกข์คืออนิมิตตะ(ที่ไม่มีนิมิตคือความสำคัญว่าเที่ยง)โดยประการนั้น
(อนตฺตานุปสฺสนาทิวเสน
ด้วยอำนาจอนัตตานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา และอนิจจานุปัสสนา) น วชนฺติ
ไม่เข้าถึง สาวกตฺตํ ซึ่งความเป็นพระสาวก ชินสาสนมฺหิ
ในศาสนาของพระชินสัมพุทธเจ้า, ธีรา นักปราชญ์ทั้งหลาย เต เหล่านั้น สยมฺภู
เป็นพระสยัมภู (เกิดเป็นด้วยตนเอง) ปจฺเจกชินา เป็นพระปัจเจกชินพุทธเจ้า ภวนฺติ
ย่อมเป็น.
๑๓๔-๑๓๕.
มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา, จิตฺติสฺสรา สพฺพทุกฺโขฆติณฺณา;
อุทคฺคจิตฺตา ปรมตฺถทสฺสี, สีโหปมา
ขคฺควิสาณกปฺปาฯ
สนฺตินฺทฺริยา สนฺตมนา สมาธี, ปจฺจนฺตสตฺเตสุ ปติปฺปจารา;
ทีปา ปรตฺถ อิธ วิชฺชลนฺตา, ปจฺเจกพุทฺธา สตตํ
หิตาเมฯ
ปจฺเจกพุทฺธา
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย อิเม เหล่านี้ มหนฺตธมฺมา
มีธรรมอันยิ่งใหญ่คือบุญสัมภาระอันตนให้เต็มแล้ว พหุธมฺมกายา = อเนกธมฺมสภาวสรีรา
มีธรรมกายคือธรรมสภาวะมาก จิตฺติสฺสรา
มีสมาธิจิตเป็นใหญ่กล่าวคือถึงพร้อมด้วยฌาน สพฺพทุกฺโขฆติณฺณา
มีห้วงน้ำคือสังสารทุกข์ทั้งปวงอันข้ามแล้ว อุทคฺคจิตฺตา มีจิตยินดีไม่มีความโกรธและความเย่อหยิ่งเป็นต้น ปรมตฺถทสฺสี มีปกติเห็นปรมัตถะ
คือธรรมสูงสุด มี ขันธ์ อายตนะเป็นต้น สีโหปมา มีราชสีห์เป็นอุปมา (อจลภีตฏฺเฐน
เพราะความไม่หวั่นไหวและหวาดกลัว) ขคฺควิสาณกปฺปา (คณสงฺคณิกาภาเวน)
มีนอแรดเป็นอุปมาเพราะไม่เป็นผู้คลุกคลีด้วยคณะ) สนฺตินฺทฺริยา
มีอินทรีย์สงบเพราะไม่ให้จักขุนทรีย์เป็นต้นเป็นไปในอารมณ์ของตนมีรูปเป็นต้น สนฺตมนา
มีความดำริในใจอันสงบเพราะไม่มีกิเลส สมาธี มีใจตั้งมั่นอย่างดี ปติปฺปจารา
มีปกติประพฤติด้วยจิตมีเมตตาและกรุณาเป็นต้น ปจฺจนฺตสตฺเตสุ ในสัตว์ผู้อยู่ในชายแดน
ทีปา เป็นเช่นกับประทีป วิชลนฺตา ส่องสว่างอยู่ ปรตฺถอิธ
ในโลกนี้และโลกอื่นด้วยการอนุคราะห์ชาวโลกทั้งมวล หิตา เป็นผู้ประพฤติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล
สตตํ ตลอดกาล โหนฺติ ย่อมเป็น
๑๓๖.
‘‘‘ปหีนสพฺพาวรณา ชนินฺทา,
โลกปฺปทีปา
ฆนกญฺจนาภา;
นิสฺสํสยํ โลกสุทกฺขิเณยฺยา, ปจฺเจกพุทฺธา
สตตปฺปิตาเมฯ
(เต
ปจฺเจกพุทฺธา พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น) ชนินฺทา ผู้เป็นใหญ่คือสูงสุดแห่งชนทั้งหลาย
ปหีนสพฺพาวรณา มีกิเลสครื่องกั้นทั้งปวงอันละหมดแล้ว
โลกปฺปทีปา เป็นดุจประทีปแห่งโลก ฆนกญฺจนาภา
มีรัศมีดุจรัศมีของทองคำแท่ง โลกสุทกฺขิเณยฺยา เป็นพระผู้ควรเพื่อรับทักษิณาทานอันดีงามของสัตว์โลก
นิสฺสํสยํ อย่างไม่ต้องสงสัย โหนฺติ ย่อมเป็น, ปจฺเจกพุทฺธา =
ปจฺเจกญาณาธิคมา
พระพุทธเจ้าผู้มีปัจเจกโพธิญาณเป็นที่บรรลุ อิเม เหล่านี้ อปฺปิตา เอิบอิ่ม
= สุหิต อิ่มหนำ = ปริปุณณา เต็มเปี่ยม
สตตํ เป็นนิตย์ โหนฺติ ย่อมเป็น
๑๓๗.
‘‘‘ปจฺเจกพุทฺธานํ สุภาสิตานิ, จรนฺติ โลกมฺหิ สเทวกมฺหิ;
สุตฺวา ตถา เย น กโรนฺติ พาลา, จรนฺติ ทุกฺเขสุ ปุนปฺปุนํ
เตฯ
วจนานิ
คำพูด ปจฺเจกพุทฺธานํ อันพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย สุภาสิตานิ = สุฏฺฐุ ภาสิตานิ กล่าวไว้แล้วด้วยดี จรนฺติ ย่อมเป็นไป โลกมฺหิ
ในมนุษยโลก สเทวกมฺหิ อันเป็นไปพร้อมด้วยเทวโลก, เย พลา ชนา ชนทั้งหลาย
ผู้โง่เขลา สุตฺวา ฟังแล้ว ตถา อย่างนั้น น กโรนฺติ ย่อมไม่กระทำไม่ใส่ใจ (ตํ
สุภาสิตวจนํ) ซึ่งคำอันพระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวไว้ดีแล้ว,
เต พาลา ชนทั้งหลายผู้โง่เขลา เหล่านั้น จรนฺติ ย่อมแล่นไป ทุกฺเขสุ
ในทุกข์คือสังสาระ ปุนปฺปุนํ บ่อยๆ
๑๓๘.
‘‘‘ปจฺเจกพุทฺธานํ สุภาสิตานิ, มธุํ ยถา ขุทฺทมวสฺสวนฺตํ;
สุตฺวา ตถา เย
ปฏิปตฺติยุตฺตา, ภวนฺติ เต สจฺจทสา สปญฺญา’ฯ
วจนานิ
คำพูด ปจฺเจกพุทฺธานํ อันพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย สุภาสิตานิ
กล่าวด้วยดีแล้ว (มธุวจนานิ) เป็นคำไพเราะ ยถา เปรียบเหมือน อสฺสวนฺตํ
= ปคฺฆรนฺตํ มธุํ = ขุทฺทํ อวสฺสวนฺตํ หยาดน้ำผึ้ง ไหลเยิ้มอยู่ , เย (ปณฺฑิตชนา) ชนผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลายเหล่าใด สุตฺวา ฟังแล้ว
(มธุรวจนํ) ซึ่งคำไพเราะ ตถา=ตถารูปํ เห็นปานนั้น ปฏิปตฺติยุตฺตา เป็นผู้ขวนขวายในการปฏิบัติตามคำสุภาษิตนั้น
ภวนฺติ ย่อมเป็น, เต ปณฺฑิตชนา ชนผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น
สปญฺญา เป็นผู้มีปัญญา สจฺจทสา เป็นผู้มีปกติเห็นสัจจะ ๔ ภวนฺติ ย่อมเป็น.
๑๓๙.
‘‘ปจฺเจกพุทฺเธหิ ชิเนหิ ภาสิตา, กถา อุฬารา อภินิกฺขมิตฺวา;
ตา สกฺยสีเหน นรุตฺตเมน, ปกาสิตา
ธมฺมวิชานนตฺถํฯ
กถา
ถ้อยคำ อุฬารา อันโอฬารมากด้วยโอชารส ปจฺเจกพุทฺเธหิ ชิเนหิ
อันพระชินปัจเจกพุทธเจ้า ภาสิตา ภาษิตแล้ว (ปวตฺตนฺติ) เป็นไปอยู่, ตา กถา ถ้อยคำเหล่านั้น (โคตเมน
ตถาคเตน) อันพระโคดมตถาคตเจ้า สกฺยสีเหน ผู้ประเสริฐในราชวงศ์ศากยะ นรุตฺตเมน
ผู้สูงสุดกว่านรชน อภินิกฺขมิตฺวา เสด็จออกบรรพชาแล้ว (พุทฺธภูตา)
ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ปกาสิตา ทรงประกาศไว้ ธมฺมวิชานนตฺถํ
เพื่อการรู้ซึ่งธรรมคือโลกุตรธรรมโดยพิเศษ.
๑๔๐.
‘‘โลกานุกมฺปาย อิมานิ เตสํ, ปจฺเจกพุทฺธาน วิกุพฺพิตานิ;
สํเวคสงฺคมติวฑฺฒนตฺถํ, สยมฺภุสีเหน
ปกาสิตานี’’ติฯ
อิมานิ
วจนานิ ถ้อยคำอันเป็นคาถาทั้งหลายเหล่านี้ ปจฺเจกพุทธานํ อันพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
เตสํ เหล่านั้น วิกุพฺพิตานิ = ภาสิตานิ กระทำไว้แล้วคือได้กล่าวไว้แล้วโลกานุกมฺปาย เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก
(คือ ปฏิจฺจ อาศัย อนุกมฺปํ ซึ่งความเอ็นดู โลกสฺส
ต่อชาวโลก), สยมฺภุสีเหน อันพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระสยัมภูประเสริฐ
ปกาสิตานิ ทรงประกาศคือไขความให้ตื้นแล้ว สํเวคสงฺคมติวฑฺฒนตฺถํ =
สํเวควฑฺนตฺถํ จ อสงฺคมวฑฺฒนตฺถํ จ มติวฑฺฒนตฺถํ จ เพื่อความเจริญแห่งความสังเวช ความเจริญแห่งไม่คลุกคลี
และความเจริญแห่งความรู้ อิติ ฉะนี้แล
***
ปจฺเจกพุทฺธาปทานํ
สมตฺตํฯ
ปจฺเจกพุทฺธาปทานํ
ปัจเจกพุทธาปทาน สมตฺตํ
จบบริบูรณ์