วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2569

๕๗. ปัญหาที่ ๗.ฆฏิการปญฺโห ปัญหาว่าด้วยนายช่างหม้อชื่อว่าฆฏิการ (ในสันถววรรคที่ ๕)

 

๕. สนฺถววคฺโค

กลุ่มปัญหามีสันถวปัญหาเป็นลำดับแรก

*****

๗.ฆฏิการปญฺโห

ปัญหาว่าด้วยนายช่างหม้อชื่อว่าฆฏิการ

***

๗. ‘‘ภนฺเต นาคเสน, ภาสิตมฺเปตํ ภควตา ‘ฆฏิการสฺส กุมฺภการสฺส อาเวสนํ สพฺพํ เตมาสํ อากาสจฺฉทนํ อฏฺฐาสิ, น เทโวติวสฺสี’ติฯ

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสถามแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสน ผู้เจริญ เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว อิติ ว่า อาเวสนํ ที่อยู่ กุมฺภการฺส ของช่างปั้นหม้อ ฆฏิการสฺส ชื่อฆฏิการะ อากาสจฺฉทนํ มีอากาศเป็นหลังคา อฏฺฐาสิ ตั้งอยู่ เตมาสํ ตลอดสามเดือน สพฺพํ ทั้งสิ้น, เทโว ฝน น อติวสฺสิ ไม่รั่วรด ดังนี้

ปุน จ ภณิตํ ‘กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส [[1]]  กุฏิ โอวสฺสตี’ติฯ

จ แต่ว่า เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว ปุน อีก อิติ ว่า กุฏิ พระคันธกุฎี กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส ของพระกัสสปตถาคต โอวสฺสติ [2] ย่อมรั่วรด ดังนี้[3]

กิสฺส ปน, ภนฺเต นาคเสน, ตถาคตสฺส เอวมุสฺสนฺนกุสลมูลสฺส กุฏิ โอวสฺสติ, ตถาคตสฺส นาม โส อานุภาโว อิจฺฉิตพฺโพ? ยทิ, ภนฺเต นาคเสน, ฆฏิการสฺส กุมฺภการสฺส อาเวสนํ อโนวสฺสํ อากาสจฺฉทนํ อโหสิ, เตน หิ ‘ตถาคตสฺส กุฏิ โอวสฺสตี’ติ ยํ วจนํ, ตํ มิจฺฉาฯ ยทิ ตถาคตสฺส กุฏิ โอวสฺสติ, เตน หิ ‘ฆฏิการสฺส กุมฺภการสฺส อาเวสนํ อโนวสฺสกํ อโหสิ อากาสจฺฉทน’นฺติ ตมฺปิ วจนํ มิจฺฉาฯ อยมฺปิ อุภโต โกฏิโก ปญฺโห ตวานุปฺปตฺโต, โส ตยา นิพฺพาหิตพฺโพ’’ติฯ

         ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ ปน ก็ กิสฺส เพราะเหตุอะไร กุฏิ พระคันธกุฏี ตถาคตสฺส ของพระตถาคต อุสฺสนฺนกุสลมูลสฺส ผู้ทรงมีมูลแห่งกุศลหนาแน่น เอวํอย่างนี้ โอวสฺสติ ย่อมรั่วรด, นาม ธรรมดาว่า โส อานุภาโว พระพุทธานุภาพนั้น ตถาคตสฺส ของพระตถาคต อิจฺฉิตพฺโพ อันใครๆ พึงปรารถนา (มิใช่หรือ?), ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ ยทิ ถ้า อาเวสนํ ที่อยู่ กุมฺภการฺส ของช่างปั้นหม้อ ฆฏิการสฺส ชื่อฆฏิการะ อากาสจฺฉทนํ มีอากาศเป็นหลังคา อโนวสฺสํ ไม่รั่วรด อโหสิ ตั้งอยู่แล้ว, เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ยํ วจนํ คำใด ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาณิตํ ทรงภาษิตแล้ว อิติ ว่า กุฏิ พระคันธกุฎี ตถาคตสฺส ของพระตถาคต โอวสฺสติ  ย่อมรั่วรด ดังนี้, ตํ วจนํ คำนั้น มิจฺฉา ผิด. ยทิ ถ้า  กุฏิ พระคันธกุฎี ตถาคตสฺส ของพระตถาคต โอวสฺสติ  ย่อมรั่วรด เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ตมฺปิ วจนํ คำแม้นั้น ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาณิตํ ทรงภาษิตแล้ว อิติ ว่า อาเวสนํ ที่อยู่ กุมฺภการฺส ของช่างปั้นหม้อ ฆฏิการสฺส ชื่อฆฏิการะ อากาสจฺฉทนํ มีอากาศเป็นหลังคา อโนวสฺสํ ไม่รั่วรด อโหสิ ตั้งอยู่แล้ว ดังนี้, มิจฺฉา ผิด [4]

‘‘ภาสิตมฺเปตํ, มหาราช, ภควตา ‘ฆฏิการสฺส กุมฺภการสฺส อาเวสนํ สพฺพํ เตมาสํ อากาสจฺฉทนํ อฏฺฐาสิ, น เทโวติวสฺสี’ติฯ ภณิตญฺจ ‘กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส กุฏิ โอวสฺสตี’ติฯ

นาคเสนตฺเถโร พระนาคเสนเถระ อาห ทูลแล้ว อิติ ว่า มหาราช มหาบพิตร เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ อิติ ว่า อาเวสนํ ที่อยู่ กุมฺภการฺส ของช่างปั้นหม้อ ฆฏิการสฺส ชื่อฆฏิการะ อากาสจฺฉทนํ มีอากาศเป็นหลังคา อฏฺฐาสิ ตั้งอยู่ เตมาสํ ตลอดสามเดือน สพฺพํ ทั้งสิ้น, เทโว ฝน น อติวสฺสิ ไม่รั่วรด ดังนี้ (จริง), จ และ เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว ปุน อีก อิติ ว่า กุฏิ พระคันธกุฎี กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส ของพระกัสสปตถาคต โอวสฺสติ [5] ย่อมรั่วรด ดังนี้ (ก็จริง)

ฆฏิกาโร, มหาราช, กุมฺภกาโร สีลวา กลฺยาณธมฺโม อุสฺสนฺนกุสลมูโล อนฺเธ ชิณฺเณ มาตาปิตโร โปเสติ, ตสฺส อสมฺมุขา อนาปุจฺฉาเยวสฺส ฆเร ติณํ หริตฺวา ภควโต กุฏิํ ฉาเทสุํ, โส เตน ติณหรเณน อกมฺปิตํ อสญฺจลิตํ สุสณฺฐิตํ วิปุลมสมํ ปีติํ ปฏิลภติ, ภิยฺโย โสมนสฺสญฺจ อตุลํ อุปฺปาเทสิ ‘อโห วต เม ภควา โลกุตฺตโม สุวิสฺสตฺโถ’ติ, เตน ตสฺส ทิฏฺฐธมฺมิโก วิปาโก นิพฺพตฺโตฯ น หิ, มหาราช, ตถาคโต ตาวตเกน วิกาเรน จลติฯ

มหาราช มหาบพิตร ฆฏิกาโร ฆฏิการะ นั้น สีลวา เป็นบุคคลผู้มีศีล กลฺยาณธมฺโม มีกัลยาณธรรม, อุสฺสนฺนกุสลมูโล มีกุศลมูลหนาแน่นแล้ว, โปเสติ ย่อมเลี้ยงดู มาตาปิตเร ซึ่งบิดาและมารดาทั้งหลาย อนฺเธ ผู้ตาบอด ชิณฺเณ แก่ชราแล้ว, ภิกขู ภิกษุทั้งหลาย อนาปุจฺฉา เอว ไม่ถามแล้วเทียว หริตฺวา นำมาแล้ว ติณํ ซึ่งหญ้า ฆเร ในเรือน อสฺส ของฆฏิการะนั้น อสมฺมุขา ลับหลัง ตสฺส ของเขา ฉาเทสุํ มุงแล้ว กุฏิํ ซึ่งพระคันธกุฏี ภควโต ของพระผู้มีพระภาค. โส ฆฏิการะนั้น ปฏิลภติ ย่อมได้เฉพาะ ปีติํ ซึ่งปีติ อกมฺปิตํ อันไม่หวั่นไหว อสญฺจลิตํ ไม่ง่อนแง่น สุสณฺฐิตํ อันตั้งมั่นดีแล้ว วิปุลํ อันไพบูลย์ อสมํ มีปิติอื่นเสมอหามิได้ เตน ติณหรเณน เพราะอันนำไปซึ่งหญ้า นั้น,จ อนึ่ง โสมฺมนสฺสํ โสมนัส อตุลํ อันหาที่เปรียบปรานมิได้ ภิยฺโย โดยยิ่ง อุปฺปาเทสิ ได้เกิดขึ้นแล้ว อิติ ว่า อโห วต โอหนอ ภควา พระผู้มีพระภาค โลกุตฺตโม ผู้สูงส่งในโลก สุวิสฺสตฺโถ เป็นผู้คุ้นเคยด้วยดีแล้ว เม ของเรา ดังนี้, เตน เพราะกรรมนัั้น วิปาโก วิบาก ทิฏฺฐธมฺมิโก อันเป็นปัจจุบัน นิพฺพตฺเตสิ เกิดขึ้นแล้ว ตสฺส แก่เขา มหาราช มหาบพิตร หิ แต่ว่า ตถาคโต พระตถาคต น จลติ ย่อมไม่ทรงหวั่นไหว[6] ตาวตเกน วิกาเรน เพราะอาการที่ผิดแปลกไป [7] มีประมาณเท่านั้น

‘‘ยถา, มหาราช, สิเนรุ คิริราชา อเนกสตสหสฺสวาตสมฺปหาเรนปิ น กมฺปติ น จลติ, มโหทธิ วรปฺปวรสาคโร อเนกสตนหุตมหาคงฺคาสตสหสฺเสหิปิ น ปูรติ น วิการมาปชฺชติ, เอวเมว โข, มหาราช, ตถาคโต น ตาวตเกน วิกาเรน จลติฯ

มหาราช มหาบพิตร เปรียบเหมือนว่า สิเนรุ คิริราชา พญาภูเขาสิเนรุ  น กมฺปติ ย่อมไม่สั่น น จลติ ย่อมไม่หวั่นไหว อเนกสตสหสฺสวาตสมฺปหาเรนปิ แม้เพราะถูกลมตีหลายแสนครั้งมิใช่หนึ่ง มโหทธิ มหาสมุทร วรปฺปวรสาคโร อันเป็นทะเลยประเสริฐยอดเยี่ยม น ปูรติ ย่อมไม่เต็ม น อาปชฺชติ ย่อมไม่ถึง วิการํ ซึ่งความเปลี่ยนแปลง อเนกสตนหุตมหาคงฺคาสตสหสฺเสหิปิ แม้เพราะน้ำหลายหมื่นหลายแสนสายจากมหาคงคา ยถา ฉันใด, มหาราช มหาบพิตร ตถาคโต พระตถาคต น จลติ ย่อมไม่หวั่นไหว วิกาเรน เพราะอาการที่ผิดแปลกไป ตาวตเกน มีประมาณเพียงนั้น เอวเมว โข ฉันนั้นนั่นเทียวแล

‘‘ยํ ปน, มหาราช, ตถาคตสฺส กุฏิ โอวสฺสติ, ตํ มหโต ชนกายสฺส อนุกมฺปายฯ ทฺเวเม, มหาราช, อตฺถวเส สมฺปสฺสมานา ตถาคตา สยํ นิมฺมิตํ ปจฺจยํ นปฺปฏิเสวนฺติ, ‘อยํ อคฺคทกฺขิเณยฺโย สตฺถา’ติ ภควโต ปจฺจยํ ทตฺวา เทวมนุสฺสา สพฺพทุคฺคติโต ปริมุจฺจิสฺสนฺตีติ, ทสฺเสตฺวา วุตฺติํ ปริเยสนฺตีติ ‘มา อญฺเญ อุปวเทยฺยุ’นฺติฯ อิเม ทฺเว อตฺถวเส สมฺปสฺสมานา ตถาคตา สยํ นิมฺมิตํ ปจฺจยํ นปฺปฏิเสวนฺติฯ

มหาราช มหาบพิตร ปน ก็ กุฏิ พระคันธกุฏี ตถาคตสฺส แห่งพระตถาคต โอวสฺสติ ย่อมรั่วรด ยํ ใด, ตํ เหตุนั้น วตฺตติ ย่อมเป็นไป อนุกมฺปาย เพื่ออนุเคราะห์ ชนกายสฺส หมู่แห่งชน มหโต หมู่ใหญ่[8], มหาราช มหาบพิตร ตถาคตา พระตถาคตทั้งหลาย สมฺปสฺสมานา เมื่อทรงเล็งเห็น อตฺถวเส ซึ่งอำนาจแห่งประโยชน์ อิเม เทฺว สองประการเหล่านี้ น ปฏิเสวนฺติ ย่อมไม่ทรงเสพ ปจฺจยํ ซึ่งปัจจัย นิมฺมิตํ ซึ่งทรงเนรมิต (สร้าง) สยํ เอง, อิติ คือ เทวมนุสฺสา เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทตฺวา ถวายแล้ว ปจฺจยํ ซึ่งปัจจัย ภควโต แด่พระผู้มีพระภาค จินตเนน ด้วยอันคิด อิติ ว่า อยํ สตฺถา พระศาสดานี้ อคฺคทกฺขิเณยฺโย เป็นอัครทักขิเณยยบุคคล ดังนี้ ปริมุจฺจิสฺสนฺติ จักหลุดพ้น สพฺพทุคฺคติโต จากทุคติทั้งปวง จ ด้วย, ชนา ชนทั้งหลาย อญฺเญ เหล่าอื่น มา อย่า อุปวเทยฺยุํ พึงตำหนิ อิติ ว่า ตถาคตา พระตถาคตนี้ ทสฺเสตฺวา ทรงแสดงแล้ว ปาฏิหาริยํ ซึ่งปาฏิหารย์ ปริเยสนฺติ แสวงหาอยู่ วุตฺติํ ซึ่งเครื่องยังชีพ ดังนี้.ตถาคตา พระตถาคตทั้งหลาย สมฺปสฺสมานา เมื่อทรงเล็งเห็น อตฺถวเส ซึ่งอำนาจแห่งประโยชน์ อิเม เทฺว สองประการเหล่านี้ น ปฏิเสวนฺติ ย่อมไม่ทรงเสพ ปจฺจยํ ซึ่งปัจจัย นิมฺมิตํ ซึ่งทรงเนรมิต สยํ เอง[9]


ยทิ, มหาราช, สกฺโก วา ตํ กุฏิํ อโนวสฺสํ กเรยฺย พฺรหฺมา วา สยํ วา, สาวชฺชํ ภเวยฺย ตํ เยว กรณํ [การณํ (สี. ปี.)] สโทสํ สนิคฺคหํ, อิเม วิภูตํ [วิภูสํ (สี. ปี.)] กตฺวา โลกํ สมฺโมเหนฺติ อธิกตํ กโรนฺตีติ, ตสฺมา ตํ กรณํ วชฺชนียํฯ น, มหาราช, ตถาคตา วตฺถุํ ยาจนฺติ, ตาย อวตฺถุยาจนาย อปริภาสิยา ภวนฺตี’’ติฯ

มหาราช มหาบพิตร ยทิ ถ้า สกโก วา ท้าวสักกะ ก็ตาม พฺรหฺมา วา พระพรหม ก็ตาม สยํ วา พระตถาคตเอง ก็ตาม กเรยฺย พึงกระทำ ตํ กุฏิํ ซึ่งพระคันธกุฏีนั้น อโนวสฺสํ ไม่ให้รั่วรด ไซร้, ตํ เอว กรณํ การกระทำนั้นนั่นเทียว สาวชฺชํ เป็นไปกับด้วยโทษ สโทสํ เป็นไปกับความผิดพลาด สนิคฺคหํ มีเหตุอันบัณฑิตเหล่าอื่นข่มขี่เอาได้ อิติ ว่า ตถาคตา พระตถาคตทั้งหลาย อิเม เหล่านี้ กตฺวา กระทำแล้ว วิภูตํ ซึ่งเรื่องอันแปลก[10] กโรนฺติ ย่อมกระทำ อธิกตํ ซึ่งกรรมอันยิ่ง โลกํ ยังชาวโลก สมฺโมเหนฺติ ให้ลุ่มหลง ดังนี้่, ตสฺมา เพราะเหตุนั้น ตํ กรณํ การกระทำนั้น วชฺชนียํ เป็นกรรมอันควรถูกว่ากล่าว มหาราช มหาบพิตร ตถาคตา พระตถาคตทั้งหลาย น ยาจนฺติ ย่อมไม่ขอ วตฺถุํ ซึ่งสิ่งของ, อปริภาสิยา มิใช่เป็นผู้อันใครๆควรบริภาษ ตาย อวตฺถุยาจนาย ในเพราะอันไม่ขอซึ่งสิ่งของนั้น ภวนฺติ ย่อมเป็น[11] ดังนี้


‘‘สาธุ, ภนฺเต นาคเสน, เอวเมตํ ตถา สมฺปฏิจฺฉามี’’ติฯ

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสแล้ว อิติว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ สาธุ พระคุณเจ้าวิสัชนาชอบแล้ว, อหํ ข้าพเจ้า สมฺปฏิจฺฉามิ ยอมรับ เอตํ ซึ่งคำนั้น ตถา โดยประการที่พระคุณเจ้ากล่าวมา เอวํ อย่างนี้ ดังนี้

 

ฆฏิการปญฺโห สตฺตโมฯ

ฆฏิการปญฺโห ปัญหาเกี่ยวกับช่างปั้นหม้อ ชื่อว่า ฆฏิการะ

สตฺตโม ลำดับที่เจ็ด นิฏฺฐิโต จบแล้ว

 

***

 



[1] เอตฺถนฺตเร [ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส] มชฺฌิมนิกายสฺส มชฺฌิมปณฺณาสเก (ม. ม.๑๓/๒๘๙) อตฺถิ.

[2] โอวสฺสติ = วสฺโสทกํ ปวิสติ (วิมติ.๒/๒๙๔) คำว่า โอวสฺสติ ความหมายเท่ากับ น้ำฝน ย่อมไหลเข้าไป (รั่ว), อีกนัยหนึ่ง โอวสฺสติ = เตเมติ (เถร.อฏฺ.๒/๔๖๘) คำว่า โอวสฺสติ ความหมายเท่ากับ เปียก ดังนั้น โดยนัยนี้ ข้อความนี้ แปลได้อีกนัยหนึ่งว่า กุฏิ พระคันธกุฎี กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส ของพระตถาคตพระนามว่า กัสสปะ โอวสฺสติ ย่อมรั่วรด = เตเมติ ย่อมเปียก = วสฺโสทกํ ปวิสติ คือ มีน้ำฝนไหลเข้าไป

[3] มีเรื่องใน ฆฏิการสูตร เกี่ยวกับความตอนนี้อย่างนี้ว่า ในกาลที่พระกัสสปพุทธเจ้าทรงอุบัติในโลก ประกาศพระศาสนาอยู่นั้น คราวหนึ่ง พระคันธกุฎีของพระองค์ ฝนรั่วรดเข้าไปข้างในได้ จึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายไปยังบ้านของนายฆฎิการ ผู้เป็นอุบาสก เป็นอุปัฏฐากที่ยอดเยี่ยม นำเอาหญ้ามาซ่อมหลังคาพระคันธกุฎี ภิกษุเหล่านั้นไปแล้วกลับมากราบทูลว่า ไม่มีหญ้าที่บ้านของนายฆฏิการ จึงรับสั่งให้ไปรื้อหลังคาบ้านของนายฆฏิการนำเอาหญ้าที่ใช้มุงหลังคานั้นมา เมื่อภิกษุเหล่านั้นไปยังบ้านของนายช่างปั้นหม้ออีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำอย่างนั้น ได้แจ้งให้มารดาบิดาของนายช่างหม้อทราบ คนทั้ง ๒ นั้นก็ดีใจนัก บอกให้ด้วยความเต็มใจ เมื่อนายฆฏิการกลับมาทราบเรื่อง จากมารดาบิดาของตนแล้ว ก็เกิดปีติโสมนัสมีประมาณยิ่ง กล่าวว่า เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ข้อที่พระกัสสปอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้คุ้นเคยกับเรายิ่งนัก อย่างนี้ ดังนี้ กุศลจิตของนายฆฏิการเป็นเหตุให้ที่อยู่อาศัยของตน ทั้งที่มีหลังคาโล่ง ปราศจากหลังคา ฝนที่ตกลงมาก็ไม่รั่วรดเข้าไปภายใน ตลอด ๓ เดือน ในหน้าฝน และพระราชาแคว้นกาสีทรงสดับแล้ว ก็ทรงอนุโมทนายิ่ง พระราชทานสิ่งของเครื่องใช้แก่นายฆฏิการมากมาย

[4] แง่ปมที่ขัดแย้งในปัญหา มีอยู่ว่า ขึ้นชื่อว่าพระอานุภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ยิ่งใหญ่ หาอานุภาพของผู้อื่นเทียบเสมอมิได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าหากว่า พระองค์ทรงใช้พระอานุภาพเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็ย่อมป้องกันฝนไม่ให้รั่วรดพระคันธกุฎีได้แล้ว เพราะเหตุไรจึงไม่ทรงกระทำอย่างนั้น ส่วนนายฆฏิการเป็นผู้ไม่มีฤทธิ์ ไม่มีอานุภาพอย่างนั้น ฝนก็ยังไม่อาจรั่วรดหลังคาเข้าไปข้างในได้ ถ้าคำหนึ่ง ถูกต้อง ควรเชื่อถือได้ คำนอกนี้ก็ย่อมไม่ถูกต้องไม่ควรเชื่อถือ

[5] โอวสฺสติ = วสฺโสทกํ ปวิสติ (วิมติ.๒/๒๙๔) คำว่า โอวสฺสติ ความหมายเท่ากับ น้ำฝน ย่อมไหลเข้าไป (รั่ว), อีกนัยหนึ่ง โอวสฺสติ = เตเมติ (เถร.อฏฺ.๒/๔๖๘) คำว่า โอวสฺสติ ความหมายเท่ากับ เปียก ดังนั้น คำนี้ แปลว่า กุฏิ พระคันธกุฎี กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส ของพระตถาคตพระนามว่า กัสสปะ โอวสฺสติ ย่อมรั่วรด = เตเมติ ย่อมเปียก คือ มีน้ำฝนไหลเข้าไป

[6] คำว่า ตถาคตก็ไม่ทรงหวั่นไหว เพราะอาการที่ผิดแปลกไปเพียงเท่านั้น คือ เมื่อมีอาการผิดแปลกไป คือ มีเรื่องสร้างความไม่สะดวก สร้างความอยู่ไม่ผาสุก อันได้แก่การที่ฝนตกรั่วรดพระคันธกุฎีเกิดขึ้น พระตถาคตก็ไม่ทรงมีพระทัยหวั่นไหววุ่นวาย เที่ยวหาเครื่องมุงบัง โดยที่สุด แม้ต้องรื้อหลังคาบ้านผู้อื่น เพื่อประโยชน์แก่พระองค์เอง

[7] หนังสือมิลินทปัญหา ฉบับพิศดาร อธิบายคำทิฏฐธัมมิก วิปาโก นี้ได้แก่ ฝนน้ำค้างมิได้ถูกต้องหลังคาเรือนเหมือนมุงไว้ให้ดีเป็นอัศจรรย์ ส่วนคำว่า ตาวตเกน ที่เพิ่ม วิกาเรน นี้ ได้แก่ ความแปรปรวนแห่งจิตกล่าวคือความสะดุ้งกลัว ด้วยอันตรายคือ  ฝน ลม แดด น้ำค้าง เป็นต้น แต่มิลินทปัญหาแปล ฉบับของอาจารย์ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์ อธิบายว่า คำว่า ตถาคตก็ไม่ทรงหวั่นไหว เพราะอาการที่ผิดแปลกไปเพียงเท่านั้น คือ เมื่อมีอาการผิดแปลกไป คือ มีเรื่องสร้างความไม่สะดวก สร้างความอยู่ไม่ผาสุก อันได้แก่การที่ฝนตกรั่วรดพระคันธกุฎีเกิดขึ้น พระตถาคตก็ไม่ทรงมีพระทัยหวั่นไหววุ่นวาย เที่ยวหาเครื่องมุงบัง โดยที่สุด แม้ต้องรื้อหลังคาบ้านผู้อื่น เพื่อประโยชน์แก่พระองค์เอง.

[8] คำว่า ตถาคตก็ไม่ทรงหวั่นไหว เพราะอาการที่ผิดแปลกไปเพียงเท่านั้น คือ เมื่อมีอาการผิดแปลกไป คือ มีเรื่องสร้างความไม่สะดวก สร้างความอยู่ไม่ผาสุก อันได้แก่การที่ฝนตกรั่วรดพระคันธกุฎีเกิดขึ้น พระตถาคตก็ไม่ทรงมีพระทัยหวั่นไหววุ่นวาย เที่ยวหาเครื่องมุงบัง โดยที่สุด แม้ต้องรื้อหลังคาบ้านผู้อื่น เพื่อประโยชน์แก่พระองค์เอง

[9] คำว่า ไม่ทรงเสพปัจจัยที่ทรงเนรมิตขึ้นเอง คือ ไม่ทรงใช้สอยปัจจัย คือ พระคันธกุฎีที่ทรงเนรมิตขึ้นมาด้วยพระองค์เอง โดยประการที่ฝนไม่อาจรั่วรดได้หรือไม่เนรมิตปัจจัยแม้ทุกอย่างด้วยพระองค์เอง เพื่อจะทรงใช้สอยเอง

[10] คำว่า สร้างแต่สิ่งแปลก ๆ สร้างแต่สิ่งที่น่าพิศวงให้ชาวโลกหลงงมงาย คือ สร้างแต่สิ่งแปลก ๆ คือ น่าอัศจรรย์ สร้างแต่สิ่งน่าพิศวง คือ น่าฉงนใจ ไม่มุ่งไปในอันอนุศาสน์สั่งสอน เพื่อให้ละอกุศล เจริญกุศล แลเพื่อเพิ่มพูนปัญญาเป็นสำคัญ.

[11] สำนวนนี้เข้าใจยาก ความหมายคือ ท่านท้าวสักกะ หรือท่านท้าวมหาพรหม หรือพระองค์เองพึงกระทำพระคันธกุฎีนั้น ไม่ให้ฝนรั่วไซร้ การกระทำนั้น ก็พึงน่าติเตียน มีโทษ มีข้อที่นักปราชญ์อื่นจะข่มขี่เอาได้ว่า ท่านเหล่านี้ ทำแต่สิ่งแปลก ๆ ให้ชาวโลกงมงาย สร้างแต่สิ่งน่าพิศวง ดังนี้ เพราะฉะนั้น การกระทำนั้น จึงจัดว่า น่าตำหนิ ขอถวายพระพร พระตถาคตทั้งหลาย จะไม่ตรัสขอสิ่งของ เพราะการที่ไม่ตรัสของสิ่งของนั้น จึงเป็นผู้ที่ใคร ๆ ไม่อาจกล่าวติเตียนได้”

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569

๕๖. ปัญหาที่ ๖/๑๐ ในสันถววรรคที่ ๕ =ฉทฺทนฺตโชติปาลารพฺภปญฺโห ปัญหาปรารภพญาช้างฉัททันต์และโชติปาลมานพ

                                                         ๖. ฉทฺทนฺตโชติปาลารพฺภปญฺโห

ปัญหาปรารภพญาช้างฉัททันต์และโชติปาลมานพ

****

๖. ‘‘ภนฺเต นาคเสน, ภาสิตมฺเปตํ ภควตา ฉทฺทนฺโต นาคราชา –

           ‘‘‘วธิสฺสเมตนฺติ ปรามสนฺโต,   กาสาวมทฺทกฺขิ ธชํ อิสีนํ;

           ทุกฺเขน ผุฏฺฐสฺสุทปาทิ สญฺญา, อรหทฺธโช สพฺภิ อวชฺฌรูโป’ติฯ

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสถามแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสน ผู้เจริญ เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว อิติ ว่า นาคราชา ช้างผู้ราชา ฉทฺทนฺโต ชื่อว่า ฉัททันตะ - ปรามสนฺโต เมื่อจับ (โสณุตฺตรํ ลุทฺทํ ซึ่งนายพราน ชื่อ โสณุตระ) จินฺตเนน ด้วยอันคิด อิติ ว่า อหํ เรา วธิสฺสํ จักฆ่า เอตํ ลุทฺทํ ซึ่งพรานนี้ ดังนี้ อทฺทกฺขิ ได้เห็นแล้ว ธชํ ซึ่งผ้ากาสายะอันเป็นธง อิสีนํ แห่งฤาษีคือพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย, โพธิสตฺตสฺส เมื่อพระโพธิสัตว์  ทุกฺเขน อันทุกข์ ผุฏฺฐสฺส กระทบแล้ว สญฺญา ความหมายใจ อิติ ว่า อยํ บุคคลนี้ อรหทฺธโช  มีธงแห่งพระอรหันต์ สพฺภิ = ปณฺฑิเตหิ อวชฺฌรูโป ผู้อันสัตตบุรุษไม่พึงฆ่าเป็นธรรมดา ดังนี้ อุทปาทิ ได้เกิดขึ้นแล้ว.[1]

‘‘ปุน จ ภณิตํ ‘โชติปาลมาณโว สมาโน กสฺสปํ ภควนฺตํ อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ มุณฺฑกวาเทน สมณกวาเทน อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺโกสิ ปริภาสี’ติฯ[2]

จ แต่ว่า เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว ปุน อีก อิติ ว่า ตถาคโต เราตถาคต โชติปาลมาณโว เป็นมานพชื่อโชติปาละ สมาโน มีอยู่ อกฺโกสิ ได้ด่าแล้ว ปริภาสิ ว่ากล่าวแล้ว ภควนฺตํ ซึ่งพระผู้มีพระภาค อรหนฺตํ ผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ สมฺมาสมฺพุทฺธํ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กสฺสปํ พระนามว่า กัสสปะ วาจาหิ ด้วยคำพูดทั้งหลาย อสพฺภาหิ อันไม่ใช่ของสัตบุรุษ ผรุสาหิ อันหยาบคาย มุณฺฑกวาเทน โดยคำว่า "โล้น" สมณกวาเทน โดยคำว่า "สมณะ" ดังนี้

ยทิ, ภนฺเต นาคเสน, โพธิสตฺโต ติรจฺฉานคโต สมาโน กาสาวํ อภิปูชยิ, เตน หิ ‘โชติปาเลน มาณเวน กสฺสโป ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ มุณฺฑกวาเทน สมณกวาเทน อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺกุฏฺโฐ ปริภาสิโต’ติ ยํ วจนํ, ตํ มิจฺฉาฯ ยทิ โชติปาเลน มาณเวน กสฺสโป ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ มุณฺฑกวาเทน สมณกวาเทน อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺกุฏฺโฐ ปริภาสิโต, เตน หิ ‘ฉทฺทนฺเตน นาคราเชน กาสาวํ ปูชิต’นฺติ ตมฺปิ วจนํ มิจฺฉาฯ

ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสน ผู้เจริญ ยทิ ถ้า โพธิสตฺโต พระโพธิสัตว์ ติรจฺฉาโน เมื่อเป็นดิรัจฉาน สมาโน เป็น อภิปูชยิ ได้บูชายิ่งแล้ว กาสาวํ ซึ่งผ้ากาสาวะ, เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ยํ วจนํ คำใด อิติ ว่า ภควา พระผู้มีพระภาค กสฺสโป พระนามว่า กัสสปะ อรหํ ผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ สมฺมาสมฺพุทโธ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โชติปาเลน อันมานพชื่อโชติปาละ อุกฺกฏฺโฐ ด่าแล้ว ปริภาสิโต ว่ากล่าวแล้ว  อกฺโกสิ ได้ด่าแล้ว ปริภาสิ ว่ากล่าวแล้ว วาจาหิ ด้วยคำพูดทั้งหลาย อสพฺภาหิ อันไม่ใช่ของสัตบุรุษ ผรุสาหิ อันหยาบคาย มุณฺฑกวาเทน โดยคำว่า "โล้น" สมณกวาเทน โดยคำว่า "สมณะ" ดังนี้, ตํ วจนํ คำนั้น มิจฺฉา ผิด. ยทิ ถ้า ภควา พระผู้มีพระภาค กสฺสโป พระนามว่า กัสสปะ อรหํ ผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ สมฺมาสมฺพุทโธ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โชติปาเลน อันมานพชื่อโชติปาละ อุกฺกฏฺโฐ ด่าแล้ว ปริภาสิโต ว่ากล่าวแล้ว วาจาหิ ด้วยคำพูดทั้งหลาย อสพฺภาหิ อันไม่ใช่ของสัตบุรุษ ผรุสาหิ อันหยาบคาย มุณฺฑกวาเทน โดยคำว่า "โล้น" สมณกวาเทน โดยคำว่า "สมณะ" (จริงแล้วไซร้),  เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ตมฺปิ วจนํ คำแม้นั้น อิติ ว่า กาสาวํ ผ้ากาสาวะ ฉทฺทนฺเตน นาคราเชน อันพญาช้าง ชื่อว่า ฉัททันตะ ปูชิตํ บูชาแล้ว ดังนี้ มิจฺฉา ผิด.

ยทิ ติรจฺฉานคเตน โพธิสตฺเตน กกฺขฬขรกฏุกเวทนํ เวทยมาเนน ลุทฺทเกน นิวตฺถํ กาสาวํ ปูชิตํ, กิํ มนุสฺสภูโต สมาโน ปริปกฺกญาโณ ปริปกฺกาย โพธิยา กสฺสปํ ภควนฺตํ อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ ทสพลํ โลกนายกํ อุทิโตทิตํ ชลิตพฺยาโมภาสํ ปวรุตฺตมํ ปวรรุจิรกาสิกกาสาวมภิปารุตํ ทิสฺวา น ปูชยิ? อยมฺปิ อุภโต โกฏิโก ปญฺโห ตวานุปฺปตฺโต, โส ตยา นิพฺพาหิตพฺโพติฯ

ยทิ ถ้า กาสาวํ ผ้ากาสาวะ โพธิสตฺเตน อันพระโพธิสัตว์ ติรจฺฉานคเตน ผู้เป็นดิรัจฉาน เวทยมาเนน ผู้เสวยอยู่ กกฺขฬกฏุกเวทนํ เวทนาอันหยาบและเผ็ดร้อน ลุทฺทเกน อันพราน นิวตฺถํ ห่มคลุมอยู่, กิํ = กสฺมา เพราะเหตุไร โส โพธิสตฺโต พระโพธิสัตว์นั้น มนุสฺสภูโต ผู้เป็นมนุษย์ สมาโน เป็น ปริปกฺกญาโณ มีญาณอันสุกรอบแล้ว โพธิยา เมื่อพระโพธิญาณ ปริปกฺกาย สุกรอบแล้ว ทิสฺวา เห็นแล้ว กสฺสปํ ภควนฺตํ อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ ซึ่งพระผู้มีพระภาคกัสสปะ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทสพลํ ผู้ทรงไว้ซึ่งกำลังสิบ โลกนายกํ ผู้นำโลก อุทิโตทิตํ  ผู้สูงส่งยิ่ง ชลิตพฺยาโมภาสํ มีพระรัศมีหนึ่งวาอันรุ่งเรือง ปวรํ ผู้ยอดเยี่ยม อุตฺตมํ สูงสุด อภิปารุตํ ทรงนุ่งห่มแล้ว ปวรรุจิรกาสิกกาสาวํ ซึ่งผ้ากาสาวะที่ทอจากแคว้นกาสีงดงามยอดเยี่ยมแล้ว น ปูชยิ ก็ยังไม่บูชาเล่า? อยมฺปิ ปญฺโห ปัญหาแม้นี้ ปญฺโห เป็นปัญหา โกฏิโก มีเงื่อน อุภโต โดยส่วนสอง อนุปฺปตฺโต มาถึงแล้ว ตว แก่ท่าน, โส ปญฺโห ปัญหานั้น ตยา อันท่าน นิพฺพาหิตพฺโพ พึงแถลงเถิด ดังนี้[3]

‘‘ภาสิตมฺเปตํ, มหาราช, ภควตา ฉทฺทนฺโต นาคราชา ‘วธิสฺสเมตนฺติ…เป.… อวชฺฌรูโป’ติฯ โชติปาเลน จ มาณเวน กสฺสโป ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ มุณฺฑกวาเทน สมณกวาเทน อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺกุฏฺโฐ ปริภาสิโต, ตญฺจ ปน ชาติวเสน กุลวเสนฯ

นาคเสนตฺเถโร พระนาคเสนเถระ อาห ทูลแล้ว อิติ ว่า มหาราช มหาบพิตร เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ อิติ ว่า นาคราชา ช้างผู้ราชา ฉทฺทนฺโต ชื่อว่า ฉัททันตะ ปรามสนฺโต เมื่อจับ (โสณุตฺตรํ ลุทฺทํ ซึ่งนายพราน ชื่อ โสณุตระ) จินฺตเนน ด้วยอันคิด อิติ ว่า อหํ เรา วธิสฺสํ จักฆ่า เอตํ ลุทฺทํ ซึ่งพรานนี้ ดังนี้ อทฺทกฺขิ ได้เห็นแล้ว ธชํ ซึ่งผ้ากาสายะอันเป็นธง อิสีนํ แห่งฤาษีคือพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย, โพธิสตฺตสฺส เมื่อพระโพธิสัตว์  ทุกฺเขน อันทุกข์ ผุฏฺฐสฺส กระทบแล้ว สญฺญา ความหมายใจ อิติ ว่า อยํ บุคคลนี้ อรหทฺธโช  มีธงแห่งพระอรหันต์ สพฺภิ = ปณฺฑิเตหิ อวชฺฌรูโป ผู้อันสัตตบุรุษไม่พึงฆ่าเป็นธรรมดา ดังนี้ อุทปาทิ ได้เกิดขึ้นแล้ว. ดังนี้ (จริง), จ อนึ่ง ภควา พระผู้มีพระภาค กสฺสโป พระนามว่า กัสสปะ อรหํ ผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ สมฺมาสมฺพุทโธ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โชติปาเลน อันมานพชื่อโชติปาละ อุกฺกฏฺโฐ ด่าแล้ว ปริภาสิโต ว่ากล่าวแล้ว วาจาหิ ด้วยคำพูดทั้งหลาย อสพฺภาหิ อันไม่ใช่ของสัตบุรุษ ผรุสาหิ อันหยาบคาย มุณฺฑกวาเทน โดยคำว่า "โล้น" สมณกวาเทน โดยคำว่า "สมณะ" ดังนี้  (ก็จริง), จ ก็ ปน แล ตํ (โชติปาลสฺส มุณฺฑกวาเทน กสฺสปภควโต ปริภาสนํ) การบริภาษซึ่งพระผู้มีพระภาคกัสสปะ ด้วยวาทะว่า สมณะโล้น แห่งโชติปาละนั้น โหติ ย่อมมี ชาติวเสน ด้วยอำนาจแห่งชาติ กุลวเสน ด้วยอำนาจแห่งตระกูล.

โชติปาโล, มหาราช, มาณโว อสฺสทฺเธ อปฺปสนฺเน กุเล ปจฺจาชาโต, ตสฺส มาตาปิตโร ภคินิภาตโร ทาสิทาสเจฏกปริวารกมนุสฺสา พฺรหฺมเทวตา พฺรหฺมครุกา, เต ‘พฺราหฺมณา เอว อุตฺตมา ปวรา’ติ อวเสเส ปพฺพชิเต ครหนฺติ ชิคุจฺฉนฺติ, เตสํ ตํ วจนํ สุตฺวา โชติปาโล มาณโว ฆฏิกาเรน กุมฺภกาเรน สตฺถารํ ทสฺสนาย ปกฺโกสิโต เอวมาห ‘กิํ ปน เตน มุณฺฑเกน สมณเกน ทิฏฺเฐนา’ติฯ       มหาราช มหาบพิตร โชติปาโล มาณโว โชติปาลมานพ ปจฺจาชาโต กลับมาเกิดแล้ว กุเล ในตระกูล อสฺสทฺเธ ที่ไม่มีศรัทธา อปฺปสนฺเน ที่ไม่เลื่อมใส, มาตาปิตโร บิดาและมารดา, ภคนิภาตโร พี่น้องชายและพี่น้องหญิง, ทาสิทาสเจฏกปริวารกมนุสฺสา[4] ทาสชายทาสหญิงมนุษย์ผู้เป็นคนรับใช้เป็นบริวาร ตสฺส โชติปาลมาณวสฺส ของโชติปาลมานพนั้น พฺรหฺมเทวตา เป็นผู้มีพรหมเป็นเทวดา พฺรหฺมครุกา เป็นผู้เคารพพรหม, เต ชนา ชนทั้งหลายเหล่านั้น (จินฺเตตฺวา) คิดแล้ว อิติ ว่า พฺราหฺมณา พราหมณ์ทั้งหลาย เอว เท่านั้น อุตฺตมา เป็นผู้สูงสุด ปวรา เป็นผู้ยอดเยี่ยม โหนฺติ ย่อมเป็น ดังนี้ ครหนฺติ ย่อมตำหนิ ชิคุจฺฉนฺติ ย่อมรังเกียจ ปพฺพชิเต ซึ่งบรรพชิตทั้งหลาย อวเสเส ที่เหลือ, โชติปาโล มาณโว โชติปาลมานพ สุตฺวา ฟังแล้ว วจนํ ซึ่งคำบริภาษ ตํ นั้น เตสํ ชนานํ ของชนทั้งหลายเหล่านั้น ปกฺโกสิโต ผู้ - ฆฏิกาเรน อันสหายชื่อ ฆฏิการะ กุมฺภกาเรน ผู้เป็นช่างปั้นหม้อ - เรียกมาแล้ว ทสฺสนาย เพื่อหา สตฺถารํ ซึ่งพระศาสดา อาห กล่าวแล้ว เอวํ อย่างนี้ อิติ ว่า "ปน ก็ กิํ ปโยชนํ ประโยชน์อะไร เตน มุณฺฑเกน สมณเกน ด้วยพระพุทธเจ้านั้น ผู้เป็นสมณะ มีศีรษะโล้น มยา อันเรา ทิฏฺเฐน เห็นแล้ว" ดังนี้

‘‘ยถา, มหาราช, อมตํ วิสมาสชฺช ติตฺตกํ โหติ, ยถา จ สีโตทกํ อคฺคิมาสชฺช อุณฺหํ โหติ, เอวเมว โข, มหาราช, โชติปาโล มาณโว อสฺสทฺเธ อปฺปสนฺเน กุเล ปจฺจาชาโต, โส กุลวเสน อนฺโธ หุตฺวา ตถาคตํ อกฺโกสิ ปริภาสิฯ

มหาราช มหาบพิตร อมตํ ยาอมฤต อาสชฺช แตะแล้ว วิสํ ยาพิษ ติตฺตกํ เป็นยาพิษมีรสขม โหติ ย่อมเป็น ยถา ฉันใด, จ และ สีโตทกํ น้ำเย็น อาสชฺช ครั้นกระทบแล้ว อคฺคิํ ซึ่งไฟ อุณฺหํ เป็นน้ำร้อน โหติ ย่อมเป็น ยถา ฉันใด, โชติปาโล มาณโว โชติปาลมานพ ปจฺจาชาโต กลับมาเกิดแล้ว กุเล ในตระกูล อสฺสทฺเธ ที่ไม่มีศรัทธา อปฺปสนฺเน ที่ไม่เลื่อมใส, โส โชติปาลมานพนั้น อนฺโธ เป็นคนบอด กุลวเสน เนื่องด้วยตระกูล หุตฺวา เป็น อกฺโกสิ ด่าแล้ว ปริภาสิ บริภาษแล้ว ตถาคตํ ซึ่งพระตถาคต (เอวํ) ฉันนั้น[5]

‘‘ยถา, มหาราช, ชลิตปชฺชลิโต มหาอคฺคิกฺขนฺโธ สปฺปภาโส อุทกมาสชฺช อุปหตปฺปภาเตโช สีตโล กาฬโก ภวติ ปริปกฺกนิคฺคุณฺฑิผลสทิโส, เอวเมว โข, มหาราช, โชติปาโล มาณโว ปุญฺญวา สทฺโธ ญาณวิปุลสปฺปภาโส อสฺสทฺเธ อปฺปสนฺเน กุเล ปจฺจาชาโต, โส กุลวเสน อนฺโธ หุตฺวา ตถาคตํ อกฺโกสิ ปริภาสิ, อุปคนฺตฺวา จ พุทฺธคุณมญฺญาย เจฏกภูโต วิย อโหสิ, ชินสาสเน ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อโหสี’’ติฯ

มหาราช มหาบพิตร มหาอคฺคิกฺขนฺโธ กองไฟใหญ่ ชลิตปชฺชลิโต รุ่งเรืองแล้วและชัชวาลแล้ว สปฺปภาโส มีแสงสว่างไสว อาสชฺช กระทบแล้ว อุทกํ ซึ่งน้ำ อุปหตปฺปภาเตโช มีแสงสว่างและความร้อนอันน้ำเข้าไปขจัดแล้ว สีตโล เป็นของเย็น กาฬโก มีสีดำ ปริกปกฺกนิคฺคุณฺฑิผลสทิโส เป็นเหมือนกับผลย่างทราย(?)อันสุกงอมแล้ว ภวติ ย่อมเป็น ยถา ฉันใด, มหาราช มหาบพิตร โชติปาโล มาณโว โชติปาลมานพ ปุญฺญวา เป็นผู้มีบุญ สทฺโธ มีศรัทธา ญาณวิปุลสปฺปภาโส มีแสงสว่างอันไพบูลย์แห่งญาณ ปจฺจาชาโต กลับมาเกิดแล้ว กุเล ในตระกูล อสฺสทฺเธ ที่ไม่มีศรัทธา อปฺปสนฺเน ที่ไม่เลื่อมใส, โส โชติปาลมาณพนั้น อนฺโธ เป็นคนบอด กุลวเสน เนื่องด้วยตระกูล หุตฺวา เป็น อกฺโกสิ ด่าแล้ว ปริภาสิ บริภาษแล้ว ตถาคตํ ซึ่งพระตถาคต เอวเมว โข ฉันนั้นนั่นเทียว แล, จ แต่ (โส) โชติปาลมาณพนั้น อุปคนฺตฺวา เข้าไปเฝ้าแล้ว อญฺญาย รู้ชัดแล้ว พุทฺธคุณํ ซึ่งคุณแห่งพระพุทธเจ้า  วิย เป็นราวกับว่า เจฏกภูโต เป็นคนรับใช้  อโหสิ ได้เป็นแล้ว, ปพฺพชิตฺวา บวชแล้ว ชินสาสเน ในศาสนาของพระชินเจ้า อภิญฺญา จ ยังอภิญญาทั้งหลายด้วย สมาปตฺติโย จ ยังสมาบัติทั้งหลาย ด้วย นิพฺพตฺเตตฺวา ให้บังเกิดแล้ว พฺรหฺมโลกูปโค เป็นผู้ไปสู่พรหมโลก อโหสิ ได้เป็นแล้ว ดังนี้

‘‘สาธุ, ภนฺเต นาคเสน, เอวเมตํ ตถา สมฺปฏิจฺฉามี’’ติฯ

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสแล้ว อิติว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ สาธุ พระคุณเจ้าวิสัชนาชอบแล้ว, อหํ ข้าพเจ้า สมฺปฏิจฺฉามิ ยอมรับ เอตํ ซึ่งคำนั้น ตถา โดยประการที่พระคุณเจ้ากล่าวมา เอวํ อย่างนี้ ดังนี้

ฉทฺทนฺตโชติปาลารพฺภปญฺโห ฉฏฺโฐฯ

ฉทฺทนฺตโชติปาลารพฺภปญฺโห ปัญหาชื่อว่า ฉัททันตโชติปาลารัพภปัญหา

ฉฏฺโฐ ลำดับที่หก นิฏฺฐิโต จบแล้ว



[1] พระราชากล่าวหมายเอาเรื่องใน ฉัททันตชาดก (ขุ.ชา. ๒๗/๑๒๑) เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้างฉัททันต์ ผู้ถูกนายพราน ชื่อว่าโสณุตตระ ผู้ทำตามรับสั่งของพระนางสุภัททาเทวีมเหสีของพระราชากรุงพาราณสี ฆ่าถือเอางาอันมีรัศมีเปล่งออกเป็น ๖ สีไป พญาช้างแม้ว่าสามารถทำร้ายนายพรานได้ ก็ไม่ทำ เพราะพอเห็นผ้ากาสาวะที่พรานใช้คลุมตัวปลอมเพศเป็นบรรพชิต ดุจเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งในบรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่มีอยู่ในเวลานั้น ก็เกิดจิตอ่อนโยน ระงับความคิดจะฆ่าพรานเสียได้ ทั้งพอรู้ว่าการกระทำของพรานครั้งนี้ เป็นเพียงความพยายามของพระนางแล้ว ก็ช่วยเหลือพราน ใช้งวงจับเลื่อย เลื่อยงาทั้งคู่มอบให้พรานไป พึงทราบความพิศดารในอรรถกถาชาดกเรื่องนี้

[2] ข้อนี้ พระราชาหมายเอาเรื่องที่มาใน คำว่า เราเป็นโชติปาลมาณพ เป็นต้น พระเถระกล่าวหมายเอาเรื่องในฆฏิการสูตร (ม.ม. ๑๓/๒๘๓) ที่พระศาสดารับสั่งแก่พระอานนท์เกี่ยวกับเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงอุบัติเป็นโชติปาลมาณพ ในกาลสมัยที่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติในโลก ประกาศศาสนาของพระองค์ โชติปาลมาณพนั้น หลายครั้งที่นายช่างหม้อ ชื่อว่าฆฏิการ ผู้เป็นเพื่อนชักชวนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จะต้องด่า บริภาษพระองค์ทุกครั้งไปว่า อย่าเลย ฆฏิการ เพื่อนเอ๋ย ประโยชน์อะไรด้วยการพบเห็นสมณะโล้นผู้นั้นเล่า” เมื่อถูกชักชวนมากเข้าไม่อาจปฏิเสธได้ก็ไปกับนายช่างหม้อ ได้เข้าเฝ้าฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใสยิ่ง ได้ขอบวชในพระพุทธศาสนา บวชแล้ว ก็ขวนขวายแต่ธุระในพระพุทธศาสนาสามารถทำสมาบัติ อภิญญา ที่เป็นโลกีย์ทั้งหลายให้บังเกิดได้ ตายไปก็ได้เข้าถึงพรหมโลก.

[3] แง่ปมที่ขัดแย้งกันในปัญหา มีอยู่ว่า ถ้าหากว่าพระโพธิสัตว์ แม้แต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ยังรู้จักเคารพบูชาผ้ากาสาวะได้ แม้ว่า กาสาวะนั้นจะคลุมตัวคนชั่วอยู่ก็ตาม จริงไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยที่เกิดเป็นโชติปาลมาณพซึ่งเป็นมนุษย์แท้ ๆ สูงส่งกว่าสัตว์เดรัจฉานนัก ก็ไม่น่าจะกลับมาดูหมิ่นผ้ากาสาวะอันแสดงถึงเพศที่พระกัสสปพุทธเจ้าทรงครองอยู่ โดยการด่าว่าบริภาษพระองค์ได้

[4] ศัพท์ว่า ทาสี, ทาสา, เจฏก, ปริวารก ในคำว่า ทาสิทาสเจฏกปริวารกมนุสฺสา นี้ แสดงความหมายว่า ทาส อยู่แล้ว ดังที่ในอภิธานัปปทีปิกา คาถา ๕๑๔ แสดงศัพท์มีอรรถว่า ทาส ไว้ ๖ ศัพท์ คือ กึกร, ทาส, เจฏก, เปสฺส, ภจฺจ, ปริจาริก และอภิธานฯฏีกาแสดงเพิ่มอีก ๕ คือ ทาเสร, ทาเสยฺย, โคปฺปก, นิโยชฺช, อภุชิสฺส

[5] ฉบับไทยปาฐะเป็น โส กุลชาติวเสน อนฺโธ ภวิตฺวา= เขาเป็นคนบอดด้วยอำนาจแห่งตระกูลและชาติกำเนิด