วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ปัจเจกพุทธาปทานนิสสยะ (๒) คาถา ๙๐ - ๙๑ (ปฐมคาถา)

 

(๙๐) ปฐมคาถา

สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ,        อวิเหฐยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ;

เมตฺเตน จิตฺเตน หิตานุกมฺปี,       เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ

            บุคคลวางอาชญาในปวงสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่านั้นแม้ตัวหนึ่ง มีเมตตาจิต ปกติอนุเคราะห์สัตว์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ย่อมเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด

            (ปจฺเจกพุทฺโธ) พระปัจเจกพุทธเจ้า นิธาย = ฐเปตฺวา ละเว้น ทณฺฑํ = กายทุจฺจริตํ วจีทณฺฑํ มโนทณฺฑํ ซึ่งทัณฑ์ คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต  สพฺเพสุ ภูเตสุ = สกเลสุ ตเสสุ จ ถาวเรสุ จ สตฺเตสุ ในสัตว์ทั้งหลายถ้วนทั่วทุกตัวตนไม่ว่าจะมั่นคงและอ่อนไหว  วิเหฐยํ = อวิเหฐยนฺโต เมื่อไม่เบียดเบียน คือ อทุกฺขาเปนฺโต ไม่สร้างความทุกข์ทรมาน อญฺญตรํ = กญฺจิ เอกมฺปิ สตฺตํ ซึ่งบุคคลใดๆ แม้บุคคลหนึ่ง เตสํ = สตฺตานํ อนฺตเร ภายในสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เมตฺเตน จิตฺเตน = "สพฺเพ สตฺตา สุขิตา โหนฺตูติ เมตฺตาสหคเตน เจตสา เขามีเมตตาจิตอันปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายว่า จงเป็นผู้ถึงความสุขกายสุขใจ หิตานุกมฺปี = หิเตน อนุกมฺปนสภาโว จึงเป็นบุคคลที่่มีอุปนิสัยมักช่วยเหลือด้วยสิ่งเกื้อกูล (โหติ) ย่อมเป็น, (โส ปจฺเจกพุทฺโธ) พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เอโก = อทุติโย เป็นผู้เดียว จเร = จรติ = วตฺตติ ดำเนินไป คือ วิหรติ อิริยติ วตฺตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปติ อยู่รักษาตนดำรงชีพให้เป็นไป ขคฺควิสาณกปฺโป = ขคฺควิสาณสทิโส เหมือนนอแรด

***

 

๑ ทณฺฑ ศัพท์ เมื่อแปลตรงศัพท์ คือ การทำร้ายด้วยวิธีการต่างๆ อรรถกถาอธิบายวิธีการไว้ว่า ตชฺชนผาลนวธพนฺธนํ ซึ่งอาชญา คือ การข่มขู่ การทำลาย การฆ่าและการจองจำ แต่ในความหมายที่ประสงค์ในที่นี้คือ ทุจริต ๓ มีกายทุจริตเป็นต้น  ผู้ประพฤติทุจริตเป็นผู้สร้างทัณฑ์ คือเบียดเบียนให้สัตว์ทั้งหลายได้รับความลำบากนั่นเอง ดังอรรถกถาอธิบายว่า ติวิธํ ทณฺฑํ ซึ่งได้แก่ กายทณฺฑ คือ กายทุจริต ๓ วจีทณฺฑ คือ วจีทุจริต ๔ มโนทณฺฑ คือ มโนทุจริต ๓ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๕๓)

 

๒ สพฺเพสุ ในที่นี้เป็น ปริยาทิยวจน ถือเอาทั้งหมดโดยสมบูรณ์ ไม่เหลือ อาจใช้ศัพท์เหล่านี้ คือ  สพฺเพน สพฺพํ, สพฺพถา, สพฺพํ, อเสสํ, นิสฺเสสํ แทนได้ ซึงกลุ่มศัพท์เหล่านี้เป็นคำศัพท์ที่แสดงความถือเอาอย่างสมบูรณ์ไม่เหลือ ต่างจาก สพฺพ ในที่อื่น ที่ยังเป็น เสสสพฺพ คือ ถือเอาโดยมากทั้งหมด แต่เว้นบางกลุ่มบุคคล เพราะเหตุนั้น ในอรรถกถาเมื่อจะแสดงอรรถาธิบายให้ชัดกว่านี้จึงใช้คำว่า สพฺเพสุ = สกเลสุ  ภูเตสุ = สตฺเตสุ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๕๓)

 

๓ เอก ศัพท์ ในที่นี้ เป็นศัพท์ที่มิใช่หมายถึงจำนวน ๑  แต่หมายเอา ภาวะที่พระปัจเจกพุทธเจ้าขนานนามตัวเองว่า เป็นเอก คือ ตัวท่านเพียงคนเดียว เพราะอาศัยความมหาย ๘ คือ ปพฺฺพชฺชา การบรรพชา คือ เข้าถึงเพศบรรพชิต อสหาย ไม่มีเพื่อน ตณฺหาย ปหีน ละตัณหา วีตราค ปราศจากราคะ วีตโทส ปราศจากโทสะ วีตโมห โมหะ เอกนฺตนิกฺกิเลส สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง เอกายนมคฺคํ คต  ดำเนินไปหนทางหนึ่งเดียว เอโก อนุตฺตรํ ปจฺเจกสมฺโพธิํ อภิสมฺพุทฺธ บรรลุปัจเจกโพธิญาณอันหนึ่งเดียวคือยอดเยี่ยม (ขุ.อป.อ.๑/๑๕๖)

 

๔ จเร (จร + อ + ติ วัตตมานา ปรัสบท) แปลง ติ เป็น เอ ด้วยสูตรว่า กฺวจิ ธาตุฯ (ก.๕๑๗ รู.๔๘๘ นี. ๑๑๐๕) วัตตมานาวิภัตติในที่นี้นอกจากบ่งกิริยาปัจจุบันกาลแล้วยังบ่งถึงกิริยาอนาคตที่จะต้องเกิดอย่างแน่นอน (นีติ.สุตฺต ๘๗๕) ในที่นี้ พระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อไม่เบียดเบียดสัตว์ทั้งหลายให้ลำบาก เหตุที่มีใจประกอบด้วยเมตตา เป็นผู้เดียวเที่ยวไปดุจนอแรดอยู่เสมอ คำว่า จเร หรือ จรติ มีความหมายว่า ดำเนินไป เป็นไป รักษาตน ดำรงชีพอยู่ด้วยตนเองเพียงคนเดียว.ด้วยเหตุนี้ อรรถกถาจึงแปลความว่า การดำเนินไป คือ อิริยาปถจริยา, อายตนจริยา, สติจริยา, สมาธิจริยา, ญาณจริยา, มคฺคจริยา, ปตฺติจริยา, โลกตฺถจริยา ดังนี้เป็นต้น (ขุ.อป.อ.๑/๑๕๖)

 

๕ กปฺป ศัพท์ มีอรรถ อุปมา ความหมายเท่ากับ สทิส, ปฏิภาค ตัวอย่างเช่น โลณกปฺป รสเค็มจัดเหมือนเกลือ ติตฺตกปฺป ขมจัดเหมือนของขม มธุรกปฺป หวานจัดเหมือนน้ำหวาน อคฺคิกปฺป ร้อนจัดเหมือนไฟ หิมกปฺป เย็นจัดเหมือนหิมะ สมุทฺทกปฺป น้ำเยอะเหมือนมหาสมุทร สตฺถุกปฺป สาวกผู้บรรลุมหาอภิญญาพละ เหมือนพระศาสดา เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า เหมือนกับนอแรด ที่มีเพียงนอเดียว ไม่มีคู่ (เหมือนเขาของสัตว์อื่นมีโคเป็นต้น) เพราะเป็นผู้เดียวเที่ยวไปไม่มีเพื่อน หลุดพ้นจากเครื่องผูกพัน ในโลก (ขุ.อป.อ.๑/๑๕๖)

 

๖. คาถานี้ คัมภีร์อรรถกถาเรียกว่า ปฐมคาถา เพราะในอปทานนี้จัดเป็นคาถาที่ ๑ และในขัคควิสาณสูตร ในคัมภีร์สุตตนิบาต ก็เช่นกัน ส่วนคาถาต่อไปตั้งชื่อตามบทแรกของคาถาเป็นส่วนมาก เช่น สังสัคคคาถา มิตตสุหัชชคาถาเป็นต้น แต่ในคัมภีร์อรรถกถาอปทานภาษาไทยฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่๗๐ (อปทานภาค ๑ เล่ม ๑) หน้า ๒๓๘ เรียกว่า ขัคควิสาณคาถา เพราะอาศัยข้อความในอรรถกถาบาลีว่า ตตฺถ สพฺเพสุ ภูเตสูติ ขคฺควิสาณปจฺเจกพุทฺธาปทานสุตฺตํ ในคาถานั้น คำว่า ในปวงสัตว์ (สพฺเพสุ ภูเตสุ) เป็นสูตรแห่งปัจเจกพุทธาปทานที่กล่าว (เปรียบเทียบ) ว่า เหมือนนอแรด (ขัคควิสาณสูตร)" โดยนัยนี้ จัดเป็นการตั้งชื่อคาถาโดยอันติลัทธนามิกะ คือ นำบทสุดท้ายมาตั้งชื่อ ต่างจากสังสัคคคาถาเป็นต้น ที่อรรถกถานำบทแรกมาตั้งชื่อเรียกว่า อาทิลัทธนามิกะ สำหรับปฐมคาถาหรือขัคควิสาณคาถานี้เป็นอุทานคาถา หรือ เป็นคาถาพยากรณ์ทางมาแห่งโพธิญานของพระปัจเจกพุทธะรูปหนึ่งนามว่า พรหมทัตต เหตุเกิดคือ ท่านเคยเป็นพระราชาพรหมทัต เฉพาะคำอุทานว่า เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป คือ คำพยากรณ์ที่ประกาศปกติสภาพของท่านที่มีคติเป็นอันเดียวกันพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย

ข้อความที่เหลือคือพยากรณ์แจ้งเฉพาะกัมมัฏฐานที่เป็นเหตุให้ท่านบรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นัยว่า ท่านเคยเป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงพาราณสี ครองราชบัลลังก์ตั้งแต่พระชมม์พรรษา ๑๖ กระนั้นมีพระทัยฝักใฝ่ทางสงบ ทำกสิณบริกรรมกระทั่งบรรลุอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ได้ในเวลารวดเร็ว ด้วยราชกิจของพระเจ้าแผ่นดิน จึงต้องบริหารราชกิจอยู่เนืองๆ ไม่นานสมาบัติจึงเสื่อมลง มีดำริว่า การครองราชย์กับสมณธรรม (ธรรมของผู้สงบ ในที่นี้คือ อภิญญาและสมาบัติ) อย่างใดจะประเสริฐ ไตร่ตรองชั่วครู่ จึงตัดสินพระทัยว่า สมณธรรมประเสริฐ จึงยกราชสมบัติให้อำมาตย์คนหนึ่งปกครองบ้านเมืองแทน ต่อมาไม่นานเกิดศึกสงคราม อริราชา ยกทัพมาตีเมือง แต่แพ้พระเจ้าพรหมทัต กระนัั้น พระราชาพรหมทัตก็อภัยโทษให้พระอริราชานั้นบ้านเมืองเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง พระราชาพรหมทัตคิดว่า การทำศึกสงครามคือการเบียดเบียน เป็นปาณาติบาตต่อสัตว์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น การไม่รบ คือ การงดเว้นอาชญาแก่บุคคลด้วยเมตตาคือความรักความเอ็นดูปรารถนาดี และอนุเคราะห์สรรพสัตว์ด้วยประโยชน์ชีวิตของสัตว์ทั้งปวง ดำริเพียงแค่นี้ ก็ทรงทำเมตตาฌานให้เกิดขึ้น พิจารณาสังขารด้วยเมตตาฌานเป็นบาท บรรลุปัจเจกโพธิญาณ เพศคฤหัสถ์หายไปเป็นเพศบรรพชิตในภาวะแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าแทน (ในสมัยที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การบรรลุปัจเจกโพธิญาณ คือ การบรรลุอรหัตมรรคญาณเช่นเดียวกับสัมมาสัมพุทธเจ้าและสาวกพุทธเจ้า) ก็คำว่า สพฺเพสุ เป็นต้นนี่เอง คือ คาถาพยากรณ์เป็นทางมาหรือกัมมัฏฐานที่พระปัจเจกพุทธเจ้าพยากรณ์ว่า ด้วยเมตตาฌาน ต่อคำถามของพระสังฆเถระว่า "ท่านบรรลุมาได้อย่างไร?"   เหตุไรเล่า จึงกล่าวว่า ไม่ปรารถนาบุตรแล้วจะเหตุไรเล่าจะปรารถนามิตรสหาย เมื่อท่านบรรลุแล้ว จึงแจ้งแก่พวกอำมาตย์ทั้งหลายว่า ธรรมดาที่อยู่ของปัจเจกพุทธะ เช่นเดียวกับเรา  คือ คันธมาทน์บรรพต เราจักไป ณ ที่นั้น พวกอำมาตย์ทูลทัดทานว่า อย่าละทิ้งพวกเราไป พระปัจเจกพุทธพรหมทัตจึงตอบว่า เมื่อไม่ปรารถนาบุตร แล้วเหตุไรจะปรารถนามิตรสหายเล่า คำว่า เมื่อไม่ปรารถนาบุตร แล้วเหตุไรจะปรารถนามิตรสหายเล่า นี่เองเป็นปฏิปทาเบื้องต้น คือ ความคิดเห็นว่า ความเป็นผู้เดียวมีคุณประโยชน์แท้ แล้วมีจิตร่าเริง ปีติโสมนัส เปล่งอุทานว่า  พึงเป็นผู้เที่ยวไปเหมือนนอแรด

 

๗. คำว่า เหมือนนอแรด ขคฺควิสาณกปฺโป ความว่า ธรรมดา แรดมีนอเดียวเท่านั้น ไม่มีนอที่ ๒ ฉันใด พระปัจเจกสัมพุทธะ ก็ เป็นผู้เดียวเที่ยวไป ไม่มีเพื่อน  ฉันนั้นเหมือนกัน

***

(๙๑)

สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ,    อวิเหฐยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ;

น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ,    เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

            บุคคลวางอาชญาในปวงสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่านั้นแม้ตัวหนึ่ง ไม่ปรารถนาบุตร เหตุไรจะปรารถนาสหาย ย่อมเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด

            (ปจฺเจกพุทฺโธ) พระปัจเจกพุทธเจ้า นิธาย = ฐเปตฺวา ละเว้น ทณฺฑํ = กายทุจฺจริตํ วจีทณฺฑํ มโนทณฺฑํ ซึ่งทัณฑ์ คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สพฺเพสุ ภูเตสุ ในสัตว์ทั้งหลายถ้วนทั่วทุกตัวตนไม่ว่าจะมั่นคงและอ่อนไหว เตสํ บรรดาหมู่สัตว์เหล่านั้น วิเหฐยํ เป็นผู้ไม่เบียดเบียน อญฺญตรํ ผู้ใดผู้หนึ่ง โหติ ย่อมเป็น, (โส ปจฺเจกพุทฺโธ) พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น น อิจฺเฉยฺย ไม่พึงปราถนา ปุตฺตํ ซึ่งบุตร (อันอาศัยตนเกิด บุตรอันเกิดในเขต  บุตรที่เขาให้ บุตรคืออันเตวาสิก สักคนในบรรดาสี่พวกบุตรเหล่านี้ กุโต เพราะเหตุใดเล่า อิจฺเฉยฺย จักปรารถนา สหายํ ซึ่งสหาย, โส พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เอโก ผู้เดียว จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป คล้ายดังนอแรดข้างเดียว.

***

ประเภทของบุตรทั้ง ๔ ตามนัยที่คัมภีร์อรรถกถานั้นอรรถาธิบาย ว่า อตฺรโช ปุตฺโต, เขตฺตโช, ทินฺนโก, อนฺเตวาสิโก ส่วนอรรถกถาชาดกมีอรรถาธิบายว่า ปุตฺโต จ นาเมส อตฺรโช, เขตฺตโช, อนฺเตวาสิโก, ทินฺนโกติ จตุพฺพิโธฯ ตตฺถ อตฺตานํ ปฏิจฺจ ชาโต อตฺรโช นามฯ สยนปิฏฺเฐ ปลฺลงฺเก อุเรติเอวมาทีสุ นิพฺพตฺโต เขตฺตโช นามฯ สนฺติเก สิปฺปุคฺคณฺหนโก อนฺเตวาสิโก นามฯ โปสาวนตฺถาย ทินฺโน ทินฺนโก นามฯ (ชา.อฏฺ.๗) แปลความว่า "อตฺรโช บุตรโดยสายเลือด ซึ่งอาศัยตนเกิดขึ้น เขตฺตโช บุตรที่ได้รับการเลี้ยงดู  คือเด็กที่ปรากฏขึ้นคือเลี้ยงไว้บนตักและอกจนเติบโต,อนฺเตวาสิโก  บุตรคือศิษย์ที่มาเรียนวิชา และทินฺนโก บุตรที่เขาให้ คือมีผู้ส่งมอบให้เลี้ยงดู"

โดยเฉพาะคำว่า เขตตชบุตร นี้ ควรพิจารณา เพราะ เขตฺต แปลว่า เขต, นา, พื้นที่ส่วนตัว, ภรรยา (ตามมติของฉบับมหามกุฏฯแปล) ดังนั้น ปุตตช จึงแปลว่า บุตรเกิดในเขต มีบางแห่งแปลว่า บุตรเกิดแต่ภรรยา เรื่องนี้คาดว่าเป็นเพราะในสังคมอินเดียโบราณ คำว่า "เขตฺต" (นา) มีความหมายลึกซึ้งกว่าพื้นดินทั่วไป โดยเล็งเอา "พื้นที่ส่วนตัวที่มีการถือครองสิทธิ" ดังที่มาในบาฬีว่า นา (เขตฺต) คือพื้นที่ส่วนตัวที่จับจองแล้ว ส่วน พื้นดิน (ภูมิ) คือพื้นดินทั่วไปที่ยังไม่มีเจ้าของ อีกประการหนึ่ง คำว่า "ขตฺติยา" (กษัตริย์) คือผู้ระงับการทะเลาะวิวาทอันเกิดจากนา (เขตฺตานํ ปติ) โดยการแบ่งเขตให้เป็นสัดส่วนเพื่อมิให้แก่งแย่งกัน เพราะเหตุนั้น เขตฺตโช ในนัยแรกจึงหมายถึง บุตรที่ปรากฏขึ้นในพื้นที่อันเป็นสิทธิขาดของบุคคลนั้น เช่น เด็กที่เกิดในบ้าน ในที่ดิน หรือในอุทยานส่วนตัว ย่อมตกเป็นสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของเขตในการชุบเลี้ยง ดังปรากฏในอรรถกถาอปทานว่าอมฺหากํ เขตฺเต ชาตตฺตา เขตฺตโช นามายํ ปุตฺโต เด็กผู้นี้ ถือว่า เป็นบุตรที่เกิดจากเขต เพราะมาเกิดในเขตคือพื้นที่ของเรา"

เมื่อพิจารณาตามคัมภีร์อรรถกถาชาดกและฎีกา "เขต" ถูกอุปมาถึง "อวัยวะที่ใช้โอบอุ้มชุบเลี้ยง" เพื่อให้เด็กคนหนึ่งเจริญเติบโต แม้เขตคือการชุบเลี้ยง กล่าวคือ  บุตรที่ปรากฏขึ้นและเติบโตบนที่นอน (สยน), ตัก (ปลฺลงฺก), และอก (อุร) ก็อาจได้ชื่อว่า เขตฺตช (บุตรที่เกิดจากเขต) เพราะเอามาชุบเลี้ยงให้เจริญเติบโตในเขตคืออวัยวะเช่น บนหลัง ตัก และอก เป็นต้น มตินี้มาในคัมภีร์อรรถกถาชาดก ความ สยนปิฏฺเฐ ปลฺลงฺเก อุเรติเอวมาทีสุ นิพฺพตฺโต เขตฺตโช นาม ทารกที่เกิดในคือเติบโตบนอวัยวะคือที่นอน, ตัก, และอกเป็นต้น ซึ่งนัยนี้สอดคล้องกับคำว่า "โอรสา" (ผู้เกิดแต่อก) ที่เล็งเอาความรักและความใกล้ชิดทางจิตวิญญาณยิ่งกว่าสายเลือด

 

ขัคควิสาณคาถา นี้เป็นอุทานคาถา ซึ่งเป็นคาถาพยากรณ์ทางมาแห่งโพธิญานของพระปัจเจกพุทธะรูปหนึ่งนามว่า พรหมทัตต เหตุเกิดเหมือนปฐมคาถา  มีข้อต่างกันดังนี้ เมื่อท่านบรรลุแล้ว จึงแจ้งแก่พวกอำมาตย์ทั้งหลายว่า ธรรมดาที่อยู่ของปัจเจกพุทธะ เช่นเดียวกับเรา  คือ คันธมาทน์บรรพต เราจักไป ณ ที่นั้น พวกอำมาตย์ทูลทัดทานว่า อย่าละทิ้งพวกเราไป พระปัจเจกพุทธพรหมทัตจึงตอบว่า เมื่อไม่ปรารถนาบุตร แล้วเหตุไรจะปรารถนามิตรสหายเล่า คำว่า เมื่อไม่ปรารถนาบุตร แล้วเหตุไรจะปรารถนามิตรสหายเล่า นี่เองเป็นปฏิปทาเบื้องต้น คือ ความคิดเห็นว่า ความเป็นผู้เดียวมีคุณประโยชน์แท้ แล้วมีจิตร่าเริง ปีติโสมนัส เปล่งอุทานว่า  พึงเป็นผู้เที่ยวไปเหมือนนอแรด

 

***

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2569

๕๗. ปัญหาที่ ๗.ฆฏิการปญฺโห ปัญหาว่าด้วยนายช่างหม้อชื่อว่าฆฏิการ (ในสันถววรรคที่ ๕)

 

๕. สนฺถววคฺโค

กลุ่มปัญหามีสันถวปัญหาเป็นลำดับแรก

*****

๗.ฆฏิการปญฺโห

ปัญหาว่าด้วยนายช่างหม้อชื่อว่าฆฏิการ

***

๗. ‘‘ภนฺเต นาคเสน, ภาสิตมฺเปตํ ภควตา ‘ฆฏิการสฺส กุมฺภการสฺส อาเวสนํ สพฺพํ เตมาสํ อากาสจฺฉทนํ อฏฺฐาสิ, น เทโวติวสฺสี’ติฯ

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสถามแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสน ผู้เจริญ เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว อิติ ว่า อาเวสนํ ที่อยู่ กุมฺภการฺส ของช่างปั้นหม้อ ฆฏิการสฺส ชื่อฆฏิการะ อากาสจฺฉทนํ มีอากาศเป็นหลังคา อฏฺฐาสิ ตั้งอยู่ เตมาสํ ตลอดสามเดือน สพฺพํ ทั้งสิ้น, เทโว ฝน น อติวสฺสิ ไม่รั่วรด ดังนี้

ปุน จ ภณิตํ ‘กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส [[1]]  กุฏิ โอวสฺสตี’ติฯ

จ แต่ว่า เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว ปุน อีก อิติ ว่า กุฏิ พระคันธกุฎี กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส ของพระกัสสปตถาคต โอวสฺสติ [2] ย่อมรั่วรด ดังนี้[3]

กิสฺส ปน, ภนฺเต นาคเสน, ตถาคตสฺส เอวมุสฺสนฺนกุสลมูลสฺส กุฏิ โอวสฺสติ, ตถาคตสฺส นาม โส อานุภาโว อิจฺฉิตพฺโพ? ยทิ, ภนฺเต นาคเสน, ฆฏิการสฺส กุมฺภการสฺส อาเวสนํ อโนวสฺสํ อากาสจฺฉทนํ อโหสิ, เตน หิ ‘ตถาคตสฺส กุฏิ โอวสฺสตี’ติ ยํ วจนํ, ตํ มิจฺฉาฯ ยทิ ตถาคตสฺส กุฏิ โอวสฺสติ, เตน หิ ‘ฆฏิการสฺส กุมฺภการสฺส อาเวสนํ อโนวสฺสกํ อโหสิ อากาสจฺฉทน’นฺติ ตมฺปิ วจนํ มิจฺฉาฯ อยมฺปิ อุภโต โกฏิโก ปญฺโห ตวานุปฺปตฺโต, โส ตยา นิพฺพาหิตพฺโพ’’ติฯ

         ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ ปน ก็ กิสฺส เพราะเหตุอะไร กุฏิ พระคันธกุฏี ตถาคตสฺส ของพระตถาคต อุสฺสนฺนกุสลมูลสฺส ผู้ทรงมีมูลแห่งกุศลหนาแน่น เอวํอย่างนี้ โอวสฺสติ ย่อมรั่วรด, นาม ธรรมดาว่า โส อานุภาโว พระพุทธานุภาพนั้น ตถาคตสฺส ของพระตถาคต อิจฺฉิตพฺโพ อันใครๆ พึงปรารถนา (มิใช่หรือ?), ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ ยทิ ถ้า อาเวสนํ ที่อยู่ กุมฺภการฺส ของช่างปั้นหม้อ ฆฏิการสฺส ชื่อฆฏิการะ อากาสจฺฉทนํ มีอากาศเป็นหลังคา อโนวสฺสํ ไม่รั่วรด อโหสิ ตั้งอยู่แล้ว, เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ยํ วจนํ คำใด ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาณิตํ ทรงภาษิตแล้ว อิติ ว่า กุฏิ พระคันธกุฎี ตถาคตสฺส ของพระตถาคต โอวสฺสติ  ย่อมรั่วรด ดังนี้, ตํ วจนํ คำนั้น มิจฺฉา ผิด. ยทิ ถ้า  กุฏิ พระคันธกุฎี ตถาคตสฺส ของพระตถาคต โอวสฺสติ  ย่อมรั่วรด เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ตมฺปิ วจนํ คำแม้นั้น ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาณิตํ ทรงภาษิตแล้ว อิติ ว่า อาเวสนํ ที่อยู่ กุมฺภการฺส ของช่างปั้นหม้อ ฆฏิการสฺส ชื่อฆฏิการะ อากาสจฺฉทนํ มีอากาศเป็นหลังคา อโนวสฺสํ ไม่รั่วรด อโหสิ ตั้งอยู่แล้ว ดังนี้, มิจฺฉา ผิด [4]

‘‘ภาสิตมฺเปตํ, มหาราช, ภควตา ‘ฆฏิการสฺส กุมฺภการสฺส อาเวสนํ สพฺพํ เตมาสํ อากาสจฺฉทนํ อฏฺฐาสิ, น เทโวติวสฺสี’ติฯ ภณิตญฺจ ‘กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส กุฏิ โอวสฺสตี’ติฯ

นาคเสนตฺเถโร พระนาคเสนเถระ อาห ทูลแล้ว อิติ ว่า มหาราช มหาบพิตร เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ อิติ ว่า อาเวสนํ ที่อยู่ กุมฺภการฺส ของช่างปั้นหม้อ ฆฏิการสฺส ชื่อฆฏิการะ อากาสจฺฉทนํ มีอากาศเป็นหลังคา อฏฺฐาสิ ตั้งอยู่ เตมาสํ ตลอดสามเดือน สพฺพํ ทั้งสิ้น, เทโว ฝน น อติวสฺสิ ไม่รั่วรด ดังนี้ (จริง), จ และ เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว ปุน อีก อิติ ว่า กุฏิ พระคันธกุฎี กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส ของพระกัสสปตถาคต โอวสฺสติ [5] ย่อมรั่วรด ดังนี้ (ก็จริง)

ฆฏิกาโร, มหาราช, กุมฺภกาโร สีลวา กลฺยาณธมฺโม อุสฺสนฺนกุสลมูโล อนฺเธ ชิณฺเณ มาตาปิตโร โปเสติ, ตสฺส อสมฺมุขา อนาปุจฺฉาเยวสฺส ฆเร ติณํ หริตฺวา ภควโต กุฏิํ ฉาเทสุํ, โส เตน ติณหรเณน อกมฺปิตํ อสญฺจลิตํ สุสณฺฐิตํ วิปุลมสมํ ปีติํ ปฏิลภติ, ภิยฺโย โสมนสฺสญฺจ อตุลํ อุปฺปาเทสิ ‘อโห วต เม ภควา โลกุตฺตโม สุวิสฺสตฺโถ’ติ, เตน ตสฺส ทิฏฺฐธมฺมิโก วิปาโก นิพฺพตฺโตฯ น หิ, มหาราช, ตถาคโต ตาวตเกน วิกาเรน จลติฯ

มหาราช มหาบพิตร ฆฏิกาโร ฆฏิการะ นั้น สีลวา เป็นบุคคลผู้มีศีล กลฺยาณธมฺโม มีกัลยาณธรรม, อุสฺสนฺนกุสลมูโล มีกุศลมูลหนาแน่นแล้ว, โปเสติ ย่อมเลี้ยงดู มาตาปิตเร ซึ่งบิดาและมารดาทั้งหลาย อนฺเธ ผู้ตาบอด ชิณฺเณ แก่ชราแล้ว, ภิกขู ภิกษุทั้งหลาย อนาปุจฺฉา เอว ไม่ถามแล้วเทียว หริตฺวา นำมาแล้ว ติณํ ซึ่งหญ้า ฆเร ในเรือน อสฺส ของฆฏิการะนั้น อสมฺมุขา ลับหลัง ตสฺส ของเขา ฉาเทสุํ มุงแล้ว กุฏิํ ซึ่งพระคันธกุฏี ภควโต ของพระผู้มีพระภาค. โส ฆฏิการะนั้น ปฏิลภติ ย่อมได้เฉพาะ ปีติํ ซึ่งปีติ อกมฺปิตํ อันไม่หวั่นไหว อสญฺจลิตํ ไม่ง่อนแง่น สุสณฺฐิตํ อันตั้งมั่นดีแล้ว วิปุลํ อันไพบูลย์ อสมํ มีปิติอื่นเสมอหามิได้ เตน ติณหรเณน เพราะอันนำไปซึ่งหญ้า นั้น,จ อนึ่ง โสมฺมนสฺสํ โสมนัส อตุลํ อันหาที่เปรียบปรานมิได้ ภิยฺโย โดยยิ่ง อุปฺปาเทสิ ได้เกิดขึ้นแล้ว อิติ ว่า อโห วต โอหนอ ภควา พระผู้มีพระภาค โลกุตฺตโม ผู้สูงส่งในโลก สุวิสฺสตฺโถ เป็นผู้คุ้นเคยด้วยดีแล้ว เม ของเรา ดังนี้, เตน เพราะกรรมนัั้น วิปาโก วิบาก ทิฏฺฐธมฺมิโก อันเป็นปัจจุบัน นิพฺพตฺเตสิ เกิดขึ้นแล้ว ตสฺส แก่เขา มหาราช มหาบพิตร หิ แต่ว่า ตถาคโต พระตถาคต น จลติ ย่อมไม่ทรงหวั่นไหว[6] ตาวตเกน วิกาเรน เพราะอาการที่ผิดแปลกไป [7] มีประมาณเท่านั้น

‘‘ยถา, มหาราช, สิเนรุ คิริราชา อเนกสตสหสฺสวาตสมฺปหาเรนปิ น กมฺปติ น จลติ, มโหทธิ วรปฺปวรสาคโร อเนกสตนหุตมหาคงฺคาสตสหสฺเสหิปิ น ปูรติ น วิการมาปชฺชติ, เอวเมว โข, มหาราช, ตถาคโต น ตาวตเกน วิกาเรน จลติฯ

มหาราช มหาบพิตร เปรียบเหมือนว่า สิเนรุ คิริราชา พญาภูเขาสิเนรุ  น กมฺปติ ย่อมไม่สั่น น จลติ ย่อมไม่หวั่นไหว อเนกสตสหสฺสวาตสมฺปหาเรนปิ แม้เพราะถูกลมตีหลายแสนครั้งมิใช่หนึ่ง มโหทธิ มหาสมุทร วรปฺปวรสาคโร อันเป็นทะเลยประเสริฐยอดเยี่ยม น ปูรติ ย่อมไม่เต็ม น อาปชฺชติ ย่อมไม่ถึง วิการํ ซึ่งความเปลี่ยนแปลง อเนกสตนหุตมหาคงฺคาสตสหสฺเสหิปิ แม้เพราะน้ำหลายหมื่นหลายแสนสายจากมหาคงคา ยถา ฉันใด, มหาราช มหาบพิตร ตถาคโต พระตถาคต น จลติ ย่อมไม่หวั่นไหว วิกาเรน เพราะอาการที่ผิดแปลกไป ตาวตเกน มีประมาณเพียงนั้น เอวเมว โข ฉันนั้นนั่นเทียวแล

‘‘ยํ ปน, มหาราช, ตถาคตสฺส กุฏิ โอวสฺสติ, ตํ มหโต ชนกายสฺส อนุกมฺปายฯ ทฺเวเม, มหาราช, อตฺถวเส สมฺปสฺสมานา ตถาคตา สยํ นิมฺมิตํ ปจฺจยํ นปฺปฏิเสวนฺติ, ‘อยํ อคฺคทกฺขิเณยฺโย สตฺถา’ติ ภควโต ปจฺจยํ ทตฺวา เทวมนุสฺสา สพฺพทุคฺคติโต ปริมุจฺจิสฺสนฺตีติ, ทสฺเสตฺวา วุตฺติํ ปริเยสนฺตีติ ‘มา อญฺเญ อุปวเทยฺยุ’นฺติฯ อิเม ทฺเว อตฺถวเส สมฺปสฺสมานา ตถาคตา สยํ นิมฺมิตํ ปจฺจยํ นปฺปฏิเสวนฺติฯ

มหาราช มหาบพิตร ปน ก็ กุฏิ พระคันธกุฏี ตถาคตสฺส แห่งพระตถาคต โอวสฺสติ ย่อมรั่วรด ยํ ใด, ตํ เหตุนั้น วตฺตติ ย่อมเป็นไป อนุกมฺปาย เพื่ออนุเคราะห์ ชนกายสฺส หมู่แห่งชน มหโต หมู่ใหญ่[8], มหาราช มหาบพิตร ตถาคตา พระตถาคตทั้งหลาย สมฺปสฺสมานา เมื่อทรงเล็งเห็น อตฺถวเส ซึ่งอำนาจแห่งประโยชน์ อิเม เทฺว สองประการเหล่านี้ น ปฏิเสวนฺติ ย่อมไม่ทรงเสพ ปจฺจยํ ซึ่งปัจจัย นิมฺมิตํ ซึ่งทรงเนรมิต (สร้าง) สยํ เอง, อิติ คือ เทวมนุสฺสา เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทตฺวา ถวายแล้ว ปจฺจยํ ซึ่งปัจจัย ภควโต แด่พระผู้มีพระภาค จินตเนน ด้วยอันคิด อิติ ว่า อยํ สตฺถา พระศาสดานี้ อคฺคทกฺขิเณยฺโย เป็นอัครทักขิเณยยบุคคล ดังนี้ ปริมุจฺจิสฺสนฺติ จักหลุดพ้น สพฺพทุคฺคติโต จากทุคติทั้งปวง จ ด้วย, ชนา ชนทั้งหลาย อญฺเญ เหล่าอื่น มา อย่า อุปวเทยฺยุํ พึงตำหนิ อิติ ว่า ตถาคตา พระตถาคตนี้ ทสฺเสตฺวา ทรงแสดงแล้ว ปาฏิหาริยํ ซึ่งปาฏิหารย์ ปริเยสนฺติ แสวงหาอยู่ วุตฺติํ ซึ่งเครื่องยังชีพ ดังนี้.ตถาคตา พระตถาคตทั้งหลาย สมฺปสฺสมานา เมื่อทรงเล็งเห็น อตฺถวเส ซึ่งอำนาจแห่งประโยชน์ อิเม เทฺว สองประการเหล่านี้ น ปฏิเสวนฺติ ย่อมไม่ทรงเสพ ปจฺจยํ ซึ่งปัจจัย นิมฺมิตํ ซึ่งทรงเนรมิต สยํ เอง[9]


ยทิ, มหาราช, สกฺโก วา ตํ กุฏิํ อโนวสฺสํ กเรยฺย พฺรหฺมา วา สยํ วา, สาวชฺชํ ภเวยฺย ตํ เยว กรณํ [การณํ (สี. ปี.)] สโทสํ สนิคฺคหํ, อิเม วิภูตํ [วิภูสํ (สี. ปี.)] กตฺวา โลกํ สมฺโมเหนฺติ อธิกตํ กโรนฺตีติ, ตสฺมา ตํ กรณํ วชฺชนียํฯ น, มหาราช, ตถาคตา วตฺถุํ ยาจนฺติ, ตาย อวตฺถุยาจนาย อปริภาสิยา ภวนฺตี’’ติฯ

มหาราช มหาบพิตร ยทิ ถ้า สกโก วา ท้าวสักกะ ก็ตาม พฺรหฺมา วา พระพรหม ก็ตาม สยํ วา พระตถาคตเอง ก็ตาม กเรยฺย พึงกระทำ ตํ กุฏิํ ซึ่งพระคันธกุฏีนั้น อโนวสฺสํ ไม่ให้รั่วรด ไซร้, ตํ เอว กรณํ การกระทำนั้นนั่นเทียว สาวชฺชํ เป็นไปกับด้วยโทษ สโทสํ เป็นไปกับความผิดพลาด สนิคฺคหํ มีเหตุอันบัณฑิตเหล่าอื่นข่มขี่เอาได้ อิติ ว่า ตถาคตา พระตถาคตทั้งหลาย อิเม เหล่านี้ กตฺวา กระทำแล้ว วิภูตํ ซึ่งเรื่องอันแปลก[10] กโรนฺติ ย่อมกระทำ อธิกตํ ซึ่งกรรมอันยิ่ง โลกํ ยังชาวโลก สมฺโมเหนฺติ ให้ลุ่มหลง ดังนี้่, ตสฺมา เพราะเหตุนั้น ตํ กรณํ การกระทำนั้น วชฺชนียํ เป็นกรรมอันควรถูกว่ากล่าว มหาราช มหาบพิตร ตถาคตา พระตถาคตทั้งหลาย น ยาจนฺติ ย่อมไม่ขอ วตฺถุํ ซึ่งสิ่งของ, อปริภาสิยา มิใช่เป็นผู้อันใครๆควรบริภาษ ตาย อวตฺถุยาจนาย ในเพราะอันไม่ขอซึ่งสิ่งของนั้น ภวนฺติ ย่อมเป็น[11] ดังนี้


‘‘สาธุ, ภนฺเต นาคเสน, เอวเมตํ ตถา สมฺปฏิจฺฉามี’’ติฯ

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสแล้ว อิติว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ สาธุ พระคุณเจ้าวิสัชนาชอบแล้ว, อหํ ข้าพเจ้า สมฺปฏิจฺฉามิ ยอมรับ เอตํ ซึ่งคำนั้น ตถา โดยประการที่พระคุณเจ้ากล่าวมา เอวํ อย่างนี้ ดังนี้

 

ฆฏิการปญฺโห สตฺตโมฯ

ฆฏิการปญฺโห ปัญหาเกี่ยวกับช่างปั้นหม้อ ชื่อว่า ฆฏิการะ

สตฺตโม ลำดับที่เจ็ด นิฏฺฐิโต จบแล้ว

 

***

 



[1] เอตฺถนฺตเร [ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส] มชฺฌิมนิกายสฺส มชฺฌิมปณฺณาสเก (ม. ม.๑๓/๒๘๙) อตฺถิ.

[2] โอวสฺสติ = วสฺโสทกํ ปวิสติ (วิมติ.๒/๒๙๔) คำว่า โอวสฺสติ ความหมายเท่ากับ น้ำฝน ย่อมไหลเข้าไป (รั่ว), อีกนัยหนึ่ง โอวสฺสติ = เตเมติ (เถร.อฏฺ.๒/๔๖๘) คำว่า โอวสฺสติ ความหมายเท่ากับ เปียก ดังนั้น โดยนัยนี้ ข้อความนี้ แปลได้อีกนัยหนึ่งว่า กุฏิ พระคันธกุฎี กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส ของพระตถาคตพระนามว่า กัสสปะ โอวสฺสติ ย่อมรั่วรด = เตเมติ ย่อมเปียก = วสฺโสทกํ ปวิสติ คือ มีน้ำฝนไหลเข้าไป

[3] มีเรื่องใน ฆฏิการสูตร เกี่ยวกับความตอนนี้อย่างนี้ว่า ในกาลที่พระกัสสปพุทธเจ้าทรงอุบัติในโลก ประกาศพระศาสนาอยู่นั้น คราวหนึ่ง พระคันธกุฎีของพระองค์ ฝนรั่วรดเข้าไปข้างในได้ จึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายไปยังบ้านของนายฆฎิการ ผู้เป็นอุบาสก เป็นอุปัฏฐากที่ยอดเยี่ยม นำเอาหญ้ามาซ่อมหลังคาพระคันธกุฎี ภิกษุเหล่านั้นไปแล้วกลับมากราบทูลว่า ไม่มีหญ้าที่บ้านของนายฆฏิการ จึงรับสั่งให้ไปรื้อหลังคาบ้านของนายฆฏิการนำเอาหญ้าที่ใช้มุงหลังคานั้นมา เมื่อภิกษุเหล่านั้นไปยังบ้านของนายช่างปั้นหม้ออีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำอย่างนั้น ได้แจ้งให้มารดาบิดาของนายช่างหม้อทราบ คนทั้ง ๒ นั้นก็ดีใจนัก บอกให้ด้วยความเต็มใจ เมื่อนายฆฏิการกลับมาทราบเรื่อง จากมารดาบิดาของตนแล้ว ก็เกิดปีติโสมนัสมีประมาณยิ่ง กล่าวว่า เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ข้อที่พระกัสสปอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้คุ้นเคยกับเรายิ่งนัก อย่างนี้ ดังนี้ กุศลจิตของนายฆฏิการเป็นเหตุให้ที่อยู่อาศัยของตน ทั้งที่มีหลังคาโล่ง ปราศจากหลังคา ฝนที่ตกลงมาก็ไม่รั่วรดเข้าไปภายใน ตลอด ๓ เดือน ในหน้าฝน และพระราชาแคว้นกาสีทรงสดับแล้ว ก็ทรงอนุโมทนายิ่ง พระราชทานสิ่งของเครื่องใช้แก่นายฆฏิการมากมาย

[4] แง่ปมที่ขัดแย้งในปัญหา มีอยู่ว่า ขึ้นชื่อว่าพระอานุภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ยิ่งใหญ่ หาอานุภาพของผู้อื่นเทียบเสมอมิได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าหากว่า พระองค์ทรงใช้พระอานุภาพเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็ย่อมป้องกันฝนไม่ให้รั่วรดพระคันธกุฎีได้แล้ว เพราะเหตุไรจึงไม่ทรงกระทำอย่างนั้น ส่วนนายฆฏิการเป็นผู้ไม่มีฤทธิ์ ไม่มีอานุภาพอย่างนั้น ฝนก็ยังไม่อาจรั่วรดหลังคาเข้าไปข้างในได้ ถ้าคำหนึ่ง ถูกต้อง ควรเชื่อถือได้ คำนอกนี้ก็ย่อมไม่ถูกต้องไม่ควรเชื่อถือ

[5] โอวสฺสติ = วสฺโสทกํ ปวิสติ (วิมติ.๒/๒๙๔) คำว่า โอวสฺสติ ความหมายเท่ากับ น้ำฝน ย่อมไหลเข้าไป (รั่ว), อีกนัยหนึ่ง โอวสฺสติ = เตเมติ (เถร.อฏฺ.๒/๔๖๘) คำว่า โอวสฺสติ ความหมายเท่ากับ เปียก ดังนั้น คำนี้ แปลว่า กุฏิ พระคันธกุฎี กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส ของพระตถาคตพระนามว่า กัสสปะ โอวสฺสติ ย่อมรั่วรด = เตเมติ ย่อมเปียก คือ มีน้ำฝนไหลเข้าไป

[6] คำว่า ตถาคตก็ไม่ทรงหวั่นไหว เพราะอาการที่ผิดแปลกไปเพียงเท่านั้น คือ เมื่อมีอาการผิดแปลกไป คือ มีเรื่องสร้างความไม่สะดวก สร้างความอยู่ไม่ผาสุก อันได้แก่การที่ฝนตกรั่วรดพระคันธกุฎีเกิดขึ้น พระตถาคตก็ไม่ทรงมีพระทัยหวั่นไหววุ่นวาย เที่ยวหาเครื่องมุงบัง โดยที่สุด แม้ต้องรื้อหลังคาบ้านผู้อื่น เพื่อประโยชน์แก่พระองค์เอง

[7] หนังสือมิลินทปัญหา ฉบับพิศดาร อธิบายคำทิฏฐธัมมิก วิปาโก นี้ได้แก่ ฝนน้ำค้างมิได้ถูกต้องหลังคาเรือนเหมือนมุงไว้ให้ดีเป็นอัศจรรย์ ส่วนคำว่า ตาวตเกน ที่เพิ่ม วิกาเรน นี้ ได้แก่ ความแปรปรวนแห่งจิตกล่าวคือความสะดุ้งกลัว ด้วยอันตรายคือ  ฝน ลม แดด น้ำค้าง เป็นต้น แต่มิลินทปัญหาแปล ฉบับของอาจารย์ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์ อธิบายว่า คำว่า ตถาคตก็ไม่ทรงหวั่นไหว เพราะอาการที่ผิดแปลกไปเพียงเท่านั้น คือ เมื่อมีอาการผิดแปลกไป คือ มีเรื่องสร้างความไม่สะดวก สร้างความอยู่ไม่ผาสุก อันได้แก่การที่ฝนตกรั่วรดพระคันธกุฎีเกิดขึ้น พระตถาคตก็ไม่ทรงมีพระทัยหวั่นไหววุ่นวาย เที่ยวหาเครื่องมุงบัง โดยที่สุด แม้ต้องรื้อหลังคาบ้านผู้อื่น เพื่อประโยชน์แก่พระองค์เอง.

[8] คำว่า ตถาคตก็ไม่ทรงหวั่นไหว เพราะอาการที่ผิดแปลกไปเพียงเท่านั้น คือ เมื่อมีอาการผิดแปลกไป คือ มีเรื่องสร้างความไม่สะดวก สร้างความอยู่ไม่ผาสุก อันได้แก่การที่ฝนตกรั่วรดพระคันธกุฎีเกิดขึ้น พระตถาคตก็ไม่ทรงมีพระทัยหวั่นไหววุ่นวาย เที่ยวหาเครื่องมุงบัง โดยที่สุด แม้ต้องรื้อหลังคาบ้านผู้อื่น เพื่อประโยชน์แก่พระองค์เอง

[9] คำว่า ไม่ทรงเสพปัจจัยที่ทรงเนรมิตขึ้นเอง คือ ไม่ทรงใช้สอยปัจจัย คือ พระคันธกุฎีที่ทรงเนรมิตขึ้นมาด้วยพระองค์เอง โดยประการที่ฝนไม่อาจรั่วรดได้หรือไม่เนรมิตปัจจัยแม้ทุกอย่างด้วยพระองค์เอง เพื่อจะทรงใช้สอยเอง

[10] คำว่า สร้างแต่สิ่งแปลก ๆ สร้างแต่สิ่งที่น่าพิศวงให้ชาวโลกหลงงมงาย คือ สร้างแต่สิ่งแปลก ๆ คือ น่าอัศจรรย์ สร้างแต่สิ่งน่าพิศวง คือ น่าฉงนใจ ไม่มุ่งไปในอันอนุศาสน์สั่งสอน เพื่อให้ละอกุศล เจริญกุศล แลเพื่อเพิ่มพูนปัญญาเป็นสำคัญ.

[11] สำนวนนี้เข้าใจยาก ความหมายคือ ท่านท้าวสักกะ หรือท่านท้าวมหาพรหม หรือพระองค์เองพึงกระทำพระคันธกุฎีนั้น ไม่ให้ฝนรั่วไซร้ การกระทำนั้น ก็พึงน่าติเตียน มีโทษ มีข้อที่นักปราชญ์อื่นจะข่มขี่เอาได้ว่า ท่านเหล่านี้ ทำแต่สิ่งแปลก ๆ ให้ชาวโลกงมงาย สร้างแต่สิ่งน่าพิศวง ดังนี้ เพราะฉะนั้น การกระทำนั้น จึงจัดว่า น่าตำหนิ ขอถวายพระพร พระตถาคตทั้งหลาย จะไม่ตรัสขอสิ่งของ เพราะการที่ไม่ตรัสของสิ่งของนั้น จึงเป็นผู้ที่ใคร ๆ ไม่อาจกล่าวติเตียนได้”