วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569

๕๖. ปัญหาที่ ๖/๑๐ ในสันถววรรคที่ ๕ =ฉทฺทนฺตโชติปาลารพฺภปญฺโห ปัญหาปรารภพญาช้างฉัททันต์และโชติปาลมานพ

                                                         ๖. ฉทฺทนฺตโชติปาลารพฺภปญฺโห

ปัญหาปรารภพญาช้างฉัททันต์และโชติปาลมานพ

****

๖. ‘‘ภนฺเต นาคเสน, ภาสิตมฺเปตํ ภควตา ฉทฺทนฺโต นาคราชา –

           ‘‘‘วธิสฺสเมตนฺติ ปรามสนฺโต,   กาสาวมทฺทกฺขิ ธชํ อิสีนํ;

           ทุกฺเขน ผุฏฺฐสฺสุทปาทิ สญฺญา, อรหทฺธโช สพฺภิ อวชฺฌรูโป’ติฯ

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสถามแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสน ผู้เจริญ เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว อิติ ว่า นาคราชา ช้างผู้ราชา ฉทฺทนฺโต ชื่อว่า ฉัททันตะ - ปรามสนฺโต เมื่อจับ (โสณุตฺตรํ ลุทฺทํ ซึ่งนายพราน ชื่อ โสณุตระ) จินฺตเนน ด้วยอันคิด อิติ ว่า อหํ เรา วธิสฺสํ จักฆ่า เอตํ ลุทฺทํ ซึ่งพรานนี้ ดังนี้ อทฺทกฺขิ ได้เห็นแล้ว ธชํ ซึ่งผ้ากาสายะอันเป็นธง อิสีนํ แห่งฤาษีคือพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย, โพธิสตฺตสฺส เมื่อพระโพธิสัตว์  ทุกฺเขน อันทุกข์ ผุฏฺฐสฺส กระทบแล้ว สญฺญา ความหมายใจ อิติ ว่า อยํ บุคคลนี้ อรหทฺธโช  มีธงแห่งพระอรหันต์ สพฺภิ = ปณฺฑิเตหิ อวชฺฌรูโป ผู้อันสัตตบุรุษไม่พึงฆ่าเป็นธรรมดา ดังนี้ อุทปาทิ ได้เกิดขึ้นแล้ว.[1]

‘‘ปุน จ ภณิตํ ‘โชติปาลมาณโว สมาโน กสฺสปํ ภควนฺตํ อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ มุณฺฑกวาเทน สมณกวาเทน อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺโกสิ ปริภาสี’ติฯ[2]

จ แต่ว่า เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว ปุน อีก อิติ ว่า ตถาคโต เราตถาคต โชติปาลมาณโว เป็นมานพชื่อโชติปาละ สมาโน มีอยู่ อกฺโกสิ ได้ด่าแล้ว ปริภาสิ ว่ากล่าวแล้ว ภควนฺตํ ซึ่งพระผู้มีพระภาค อรหนฺตํ ผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ สมฺมาสมฺพุทฺธํ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กสฺสปํ พระนามว่า กัสสปะ วาจาหิ ด้วยคำพูดทั้งหลาย อสพฺภาหิ อันไม่ใช่ของสัตบุรุษ ผรุสาหิ อันหยาบคาย มุณฺฑกวาเทน โดยคำว่า "โล้น" สมณกวาเทน โดยคำว่า "สมณะ" ดังนี้

ยทิ, ภนฺเต นาคเสน, โพธิสตฺโต ติรจฺฉานคโต สมาโน กาสาวํ อภิปูชยิ, เตน หิ ‘โชติปาเลน มาณเวน กสฺสโป ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ มุณฺฑกวาเทน สมณกวาเทน อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺกุฏฺโฐ ปริภาสิโต’ติ ยํ วจนํ, ตํ มิจฺฉาฯ ยทิ โชติปาเลน มาณเวน กสฺสโป ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ มุณฺฑกวาเทน สมณกวาเทน อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺกุฏฺโฐ ปริภาสิโต, เตน หิ ‘ฉทฺทนฺเตน นาคราเชน กาสาวํ ปูชิต’นฺติ ตมฺปิ วจนํ มิจฺฉาฯ

ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสน ผู้เจริญ ยทิ ถ้า โพธิสตฺโต พระโพธิสัตว์ ติรจฺฉาโน เมื่อเป็นดิรัจฉาน สมาโน เป็น อภิปูชยิ ได้บูชายิ่งแล้ว กาสาวํ ซึ่งผ้ากาสาวะ, เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ยํ วจนํ คำใด อิติ ว่า ภควา พระผู้มีพระภาค กสฺสโป พระนามว่า กัสสปะ อรหํ ผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ สมฺมาสมฺพุทโธ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โชติปาเลน อันมานพชื่อโชติปาละ อุกฺกฏฺโฐ ด่าแล้ว ปริภาสิโต ว่ากล่าวแล้ว  อกฺโกสิ ได้ด่าแล้ว ปริภาสิ ว่ากล่าวแล้ว วาจาหิ ด้วยคำพูดทั้งหลาย อสพฺภาหิ อันไม่ใช่ของสัตบุรุษ ผรุสาหิ อันหยาบคาย มุณฺฑกวาเทน โดยคำว่า "โล้น" สมณกวาเทน โดยคำว่า "สมณะ" ดังนี้, ตํ วจนํ คำนั้น มิจฺฉา ผิด. ยทิ ถ้า ภควา พระผู้มีพระภาค กสฺสโป พระนามว่า กัสสปะ อรหํ ผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ สมฺมาสมฺพุทโธ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โชติปาเลน อันมานพชื่อโชติปาละ อุกฺกฏฺโฐ ด่าแล้ว ปริภาสิโต ว่ากล่าวแล้ว วาจาหิ ด้วยคำพูดทั้งหลาย อสพฺภาหิ อันไม่ใช่ของสัตบุรุษ ผรุสาหิ อันหยาบคาย มุณฺฑกวาเทน โดยคำว่า "โล้น" สมณกวาเทน โดยคำว่า "สมณะ" (จริงแล้วไซร้),  เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ตมฺปิ วจนํ คำแม้นั้น อิติ ว่า กาสาวํ ผ้ากาสาวะ ฉทฺทนฺเตน นาคราเชน อันพญาช้าง ชื่อว่า ฉัททันตะ ปูชิตํ บูชาแล้ว ดังนี้ มิจฺฉา ผิด.

ยทิ ติรจฺฉานคเตน โพธิสตฺเตน กกฺขฬขรกฏุกเวทนํ เวทยมาเนน ลุทฺทเกน นิวตฺถํ กาสาวํ ปูชิตํ, กิํ มนุสฺสภูโต สมาโน ปริปกฺกญาโณ ปริปกฺกาย โพธิยา กสฺสปํ ภควนฺตํ อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ ทสพลํ โลกนายกํ อุทิโตทิตํ ชลิตพฺยาโมภาสํ ปวรุตฺตมํ ปวรรุจิรกาสิกกาสาวมภิปารุตํ ทิสฺวา น ปูชยิ? อยมฺปิ อุภโต โกฏิโก ปญฺโห ตวานุปฺปตฺโต, โส ตยา นิพฺพาหิตพฺโพติฯ

ยทิ ถ้า กาสาวํ ผ้ากาสาวะ โพธิสตฺเตน อันพระโพธิสัตว์ ติรจฺฉานคเตน ผู้เป็นดิรัจฉาน เวทยมาเนน ผู้เสวยอยู่ กกฺขฬกฏุกเวทนํ เวทนาอันหยาบและเผ็ดร้อน ลุทฺทเกน อันพราน นิวตฺถํ ห่มคลุมอยู่, กิํ = กสฺมา เพราะเหตุไร โส โพธิสตฺโต พระโพธิสัตว์นั้น มนุสฺสภูโต ผู้เป็นมนุษย์ สมาโน เป็น ปริปกฺกญาโณ มีญาณอันสุกรอบแล้ว โพธิยา เมื่อพระโพธิญาณ ปริปกฺกาย สุกรอบแล้ว ทิสฺวา เห็นแล้ว กสฺสปํ ภควนฺตํ อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ ซึ่งพระผู้มีพระภาคกัสสปะ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทสพลํ ผู้ทรงไว้ซึ่งกำลังสิบ โลกนายกํ ผู้นำโลก อุทิโตทิตํ  ผู้สูงส่งยิ่ง ชลิตพฺยาโมภาสํ มีพระรัศมีหนึ่งวาอันรุ่งเรือง ปวรํ ผู้ยอดเยี่ยม อุตฺตมํ สูงสุด อภิปารุตํ ทรงนุ่งห่มแล้ว ปวรรุจิรกาสิกกาสาวํ ซึ่งผ้ากาสาวะที่ทอจากแคว้นกาสีงดงามยอดเยี่ยมแล้ว น ปูชยิ ก็ยังไม่บูชาเล่า? อยมฺปิ ปญฺโห ปัญหาแม้นี้ ปญฺโห เป็นปัญหา โกฏิโก มีเงื่อน อุภโต โดยส่วนสอง อนุปฺปตฺโต มาถึงแล้ว ตว แก่ท่าน, โส ปญฺโห ปัญหานั้น ตยา อันท่าน นิพฺพาหิตพฺโพ พึงแถลงเถิด ดังนี้[3]

‘‘ภาสิตมฺเปตํ, มหาราช, ภควตา ฉทฺทนฺโต นาคราชา ‘วธิสฺสเมตนฺติ…เป.… อวชฺฌรูโป’ติฯ โชติปาเลน จ มาณเวน กสฺสโป ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ มุณฺฑกวาเทน สมณกวาเทน อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺกุฏฺโฐ ปริภาสิโต, ตญฺจ ปน ชาติวเสน กุลวเสนฯ

นาคเสนตฺเถโร พระนาคเสนเถระ อาห ทูลแล้ว อิติ ว่า มหาราช มหาบพิตร เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ อิติ ว่า นาคราชา ช้างผู้ราชา ฉทฺทนฺโต ชื่อว่า ฉัททันตะ ปรามสนฺโต เมื่อจับ (โสณุตฺตรํ ลุทฺทํ ซึ่งนายพราน ชื่อ โสณุตระ) จินฺตเนน ด้วยอันคิด อิติ ว่า อหํ เรา วธิสฺสํ จักฆ่า เอตํ ลุทฺทํ ซึ่งพรานนี้ ดังนี้ อทฺทกฺขิ ได้เห็นแล้ว ธชํ ซึ่งผ้ากาสายะอันเป็นธง อิสีนํ แห่งฤาษีคือพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย, โพธิสตฺตสฺส เมื่อพระโพธิสัตว์  ทุกฺเขน อันทุกข์ ผุฏฺฐสฺส กระทบแล้ว สญฺญา ความหมายใจ อิติ ว่า อยํ บุคคลนี้ อรหทฺธโช  มีธงแห่งพระอรหันต์ สพฺภิ = ปณฺฑิเตหิ อวชฺฌรูโป ผู้อันสัตตบุรุษไม่พึงฆ่าเป็นธรรมดา ดังนี้ อุทปาทิ ได้เกิดขึ้นแล้ว. ดังนี้ (จริง), จ อนึ่ง ภควา พระผู้มีพระภาค กสฺสโป พระนามว่า กัสสปะ อรหํ ผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ สมฺมาสมฺพุทโธ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โชติปาเลน อันมานพชื่อโชติปาละ อุกฺกฏฺโฐ ด่าแล้ว ปริภาสิโต ว่ากล่าวแล้ว วาจาหิ ด้วยคำพูดทั้งหลาย อสพฺภาหิ อันไม่ใช่ของสัตบุรุษ ผรุสาหิ อันหยาบคาย มุณฺฑกวาเทน โดยคำว่า "โล้น" สมณกวาเทน โดยคำว่า "สมณะ" ดังนี้  (ก็จริง), จ ก็ ปน แล ตํ (โชติปาลสฺส มุณฺฑกวาเทน กสฺสปภควโต ปริภาสนํ) การบริภาษซึ่งพระผู้มีพระภาคกัสสปะ ด้วยวาทะว่า สมณะโล้น แห่งโชติปาละนั้น โหติ ย่อมมี ชาติวเสน ด้วยอำนาจแห่งชาติ กุลวเสน ด้วยอำนาจแห่งตระกูล.

โชติปาโล, มหาราช, มาณโว อสฺสทฺเธ อปฺปสนฺเน กุเล ปจฺจาชาโต, ตสฺส มาตาปิตโร ภคินิภาตโร ทาสิทาสเจฏกปริวารกมนุสฺสา พฺรหฺมเทวตา พฺรหฺมครุกา, เต ‘พฺราหฺมณา เอว อุตฺตมา ปวรา’ติ อวเสเส ปพฺพชิเต ครหนฺติ ชิคุจฺฉนฺติ, เตสํ ตํ วจนํ สุตฺวา โชติปาโล มาณโว ฆฏิกาเรน กุมฺภกาเรน สตฺถารํ ทสฺสนาย ปกฺโกสิโต เอวมาห ‘กิํ ปน เตน มุณฺฑเกน สมณเกน ทิฏฺเฐนา’ติฯ       มหาราช มหาบพิตร โชติปาโล มาณโว โชติปาลมานพ ปจฺจาชาโต กลับมาเกิดแล้ว กุเล ในตระกูล อสฺสทฺเธ ที่ไม่มีศรัทธา อปฺปสนฺเน ที่ไม่เลื่อมใส, มาตาปิตโร บิดาและมารดา, ภคนิภาตโร พี่น้องชายและพี่น้องหญิง, ทาสิทาสเจฏกปริวารกมนุสฺสา[4] ทาสชายทาสหญิงมนุษย์ผู้เป็นคนรับใช้เป็นบริวาร ตสฺส โชติปาลมาณวสฺส ของโชติปาลมานพนั้น พฺรหฺมเทวตา เป็นผู้มีพรหมเป็นเทวดา พฺรหฺมครุกา เป็นผู้เคารพพรหม, เต ชนา ชนทั้งหลายเหล่านั้น (จินฺเตตฺวา) คิดแล้ว อิติ ว่า พฺราหฺมณา พราหมณ์ทั้งหลาย เอว เท่านั้น อุตฺตมา เป็นผู้สูงสุด ปวรา เป็นผู้ยอดเยี่ยม โหนฺติ ย่อมเป็น ดังนี้ ครหนฺติ ย่อมตำหนิ ชิคุจฺฉนฺติ ย่อมรังเกียจ ปพฺพชิเต ซึ่งบรรพชิตทั้งหลาย อวเสเส ที่เหลือ, โชติปาโล มาณโว โชติปาลมานพ สุตฺวา ฟังแล้ว วจนํ ซึ่งคำบริภาษ ตํ นั้น เตสํ ชนานํ ของชนทั้งหลายเหล่านั้น ปกฺโกสิโต ผู้ - ฆฏิกาเรน อันสหายชื่อ ฆฏิการะ กุมฺภกาเรน ผู้เป็นช่างปั้นหม้อ - เรียกมาแล้ว ทสฺสนาย เพื่อหา สตฺถารํ ซึ่งพระศาสดา อาห กล่าวแล้ว เอวํ อย่างนี้ อิติ ว่า "ปน ก็ กิํ ปโยชนํ ประโยชน์อะไร เตน มุณฺฑเกน สมณเกน ด้วยพระพุทธเจ้านั้น ผู้เป็นสมณะ มีศีรษะโล้น มยา อันเรา ทิฏฺเฐน เห็นแล้ว" ดังนี้

‘‘ยถา, มหาราช, อมตํ วิสมาสชฺช ติตฺตกํ โหติ, ยถา จ สีโตทกํ อคฺคิมาสชฺช อุณฺหํ โหติ, เอวเมว โข, มหาราช, โชติปาโล มาณโว อสฺสทฺเธ อปฺปสนฺเน กุเล ปจฺจาชาโต, โส กุลวเสน อนฺโธ หุตฺวา ตถาคตํ อกฺโกสิ ปริภาสิฯ

มหาราช มหาบพิตร อมตํ ยาอมฤต อาสชฺช แตะแล้ว วิสํ ยาพิษ ติตฺตกํ เป็นยาพิษมีรสขม โหติ ย่อมเป็น ยถา ฉันใด, จ และ สีโตทกํ น้ำเย็น อาสชฺช ครั้นกระทบแล้ว อคฺคิํ ซึ่งไฟ อุณฺหํ เป็นน้ำร้อน โหติ ย่อมเป็น ยถา ฉันใด, โชติปาโล มาณโว โชติปาลมานพ ปจฺจาชาโต กลับมาเกิดแล้ว กุเล ในตระกูล อสฺสทฺเธ ที่ไม่มีศรัทธา อปฺปสนฺเน ที่ไม่เลื่อมใส, โส โชติปาลมานพนั้น อนฺโธ เป็นคนบอด กุลวเสน เนื่องด้วยตระกูล หุตฺวา เป็น อกฺโกสิ ด่าแล้ว ปริภาสิ บริภาษแล้ว ตถาคตํ ซึ่งพระตถาคต (เอวํ) ฉันนั้น[5]

‘‘ยถา, มหาราช, ชลิตปชฺชลิโต มหาอคฺคิกฺขนฺโธ สปฺปภาโส อุทกมาสชฺช อุปหตปฺปภาเตโช สีตโล กาฬโก ภวติ ปริปกฺกนิคฺคุณฺฑิผลสทิโส, เอวเมว โข, มหาราช, โชติปาโล มาณโว ปุญฺญวา สทฺโธ ญาณวิปุลสปฺปภาโส อสฺสทฺเธ อปฺปสนฺเน กุเล ปจฺจาชาโต, โส กุลวเสน อนฺโธ หุตฺวา ตถาคตํ อกฺโกสิ ปริภาสิ, อุปคนฺตฺวา จ พุทฺธคุณมญฺญาย เจฏกภูโต วิย อโหสิ, ชินสาสเน ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อโหสี’’ติฯ

มหาราช มหาบพิตร มหาอคฺคิกฺขนฺโธ กองไฟใหญ่ ชลิตปชฺชลิโต รุ่งเรืองแล้วและชัชวาลแล้ว สปฺปภาโส มีแสงสว่างไสว อาสชฺช กระทบแล้ว อุทกํ ซึ่งน้ำ อุปหตปฺปภาเตโช มีแสงสว่างและความร้อนอันน้ำเข้าไปขจัดแล้ว สีตโล เป็นของเย็น กาฬโก มีสีดำ ปริกปกฺกนิคฺคุณฺฑิผลสทิโส เป็นเหมือนกับผลย่างทราย(?)อันสุกงอมแล้ว ภวติ ย่อมเป็น ยถา ฉันใด, มหาราช มหาบพิตร โชติปาโล มาณโว โชติปาลมานพ ปุญฺญวา เป็นผู้มีบุญ สทฺโธ มีศรัทธา ญาณวิปุลสปฺปภาโส มีแสงสว่างอันไพบูลย์แห่งญาณ ปจฺจาชาโต กลับมาเกิดแล้ว กุเล ในตระกูล อสฺสทฺเธ ที่ไม่มีศรัทธา อปฺปสนฺเน ที่ไม่เลื่อมใส, โส โชติปาลมาณพนั้น อนฺโธ เป็นคนบอด กุลวเสน เนื่องด้วยตระกูล หุตฺวา เป็น อกฺโกสิ ด่าแล้ว ปริภาสิ บริภาษแล้ว ตถาคตํ ซึ่งพระตถาคต เอวเมว โข ฉันนั้นนั่นเทียว แล, จ แต่ (โส) โชติปาลมาณพนั้น อุปคนฺตฺวา เข้าไปเฝ้าแล้ว อญฺญาย รู้ชัดแล้ว พุทฺธคุณํ ซึ่งคุณแห่งพระพุทธเจ้า  วิย เป็นราวกับว่า เจฏกภูโต เป็นคนรับใช้  อโหสิ ได้เป็นแล้ว, ปพฺพชิตฺวา บวชแล้ว ชินสาสเน ในศาสนาของพระชินเจ้า อภิญฺญา จ ยังอภิญญาทั้งหลายด้วย สมาปตฺติโย จ ยังสมาบัติทั้งหลาย ด้วย นิพฺพตฺเตตฺวา ให้บังเกิดแล้ว พฺรหฺมโลกูปโค เป็นผู้ไปสู่พรหมโลก อโหสิ ได้เป็นแล้ว ดังนี้

‘‘สาธุ, ภนฺเต นาคเสน, เอวเมตํ ตถา สมฺปฏิจฺฉามี’’ติฯ

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสแล้ว อิติว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ สาธุ พระคุณเจ้าวิสัชนาชอบแล้ว, อหํ ข้าพเจ้า สมฺปฏิจฺฉามิ ยอมรับ เอตํ ซึ่งคำนั้น ตถา โดยประการที่พระคุณเจ้ากล่าวมา เอวํ อย่างนี้ ดังนี้

ฉทฺทนฺตโชติปาลารพฺภปญฺโห ฉฏฺโฐฯ

ฉทฺทนฺตโชติปาลารพฺภปญฺโห ปัญหาชื่อว่า ฉัททันตโชติปาลารัพภปัญหา

ฉฏฺโฐ ลำดับที่หก นิฏฺฐิโต จบแล้ว



[1] พระราชากล่าวหมายเอาเรื่องใน ฉัททันตชาดก (ขุ.ชา. ๒๗/๑๒๑) เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้างฉัททันต์ ผู้ถูกนายพราน ชื่อว่าโสณุตตระ ผู้ทำตามรับสั่งของพระนางสุภัททาเทวีมเหสีของพระราชากรุงพาราณสี ฆ่าถือเอางาอันมีรัศมีเปล่งออกเป็น ๖ สีไป พญาช้างแม้ว่าสามารถทำร้ายนายพรานได้ ก็ไม่ทำ เพราะพอเห็นผ้ากาสาวะที่พรานใช้คลุมตัวปลอมเพศเป็นบรรพชิต ดุจเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งในบรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่มีอยู่ในเวลานั้น ก็เกิดจิตอ่อนโยน ระงับความคิดจะฆ่าพรานเสียได้ ทั้งพอรู้ว่าการกระทำของพรานครั้งนี้ เป็นเพียงความพยายามของพระนางแล้ว ก็ช่วยเหลือพราน ใช้งวงจับเลื่อย เลื่อยงาทั้งคู่มอบให้พรานไป พึงทราบความพิศดารในอรรถกถาชาดกเรื่องนี้

[2] ข้อนี้ พระราชาหมายเอาเรื่องที่มาใน คำว่า เราเป็นโชติปาลมาณพ เป็นต้น พระเถระกล่าวหมายเอาเรื่องในฆฏิการสูตร (ม.ม. ๑๓/๒๘๓) ที่พระศาสดารับสั่งแก่พระอานนท์เกี่ยวกับเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงอุบัติเป็นโชติปาลมาณพ ในกาลสมัยที่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติในโลก ประกาศศาสนาของพระองค์ โชติปาลมาณพนั้น หลายครั้งที่นายช่างหม้อ ชื่อว่าฆฏิการ ผู้เป็นเพื่อนชักชวนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จะต้องด่า บริภาษพระองค์ทุกครั้งไปว่า อย่าเลย ฆฏิการ เพื่อนเอ๋ย ประโยชน์อะไรด้วยการพบเห็นสมณะโล้นผู้นั้นเล่า” เมื่อถูกชักชวนมากเข้าไม่อาจปฏิเสธได้ก็ไปกับนายช่างหม้อ ได้เข้าเฝ้าฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใสยิ่ง ได้ขอบวชในพระพุทธศาสนา บวชแล้ว ก็ขวนขวายแต่ธุระในพระพุทธศาสนาสามารถทำสมาบัติ อภิญญา ที่เป็นโลกีย์ทั้งหลายให้บังเกิดได้ ตายไปก็ได้เข้าถึงพรหมโลก.

[3] แง่ปมที่ขัดแย้งกันในปัญหา มีอยู่ว่า ถ้าหากว่าพระโพธิสัตว์ แม้แต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ยังรู้จักเคารพบูชาผ้ากาสาวะได้ แม้ว่า กาสาวะนั้นจะคลุมตัวคนชั่วอยู่ก็ตาม จริงไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้ สมัยที่เกิดเป็นโชติปาลมาณพซึ่งเป็นมนุษย์แท้ ๆ สูงส่งกว่าสัตว์เดรัจฉานนัก ก็ไม่น่าจะกลับมาดูหมิ่นผ้ากาสาวะอันแสดงถึงเพศที่พระกัสสปพุทธเจ้าทรงครองอยู่ โดยการด่าว่าบริภาษพระองค์ได้

[4] ศัพท์ว่า ทาสี, ทาสา, เจฏก, ปริวารก ในคำว่า ทาสิทาสเจฏกปริวารกมนุสฺสา นี้ แสดงความหมายว่า ทาส อยู่แล้ว ดังที่ในอภิธานัปปทีปิกา คาถา ๕๑๔ แสดงศัพท์มีอรรถว่า ทาส ไว้ ๖ ศัพท์ คือ กึกร, ทาส, เจฏก, เปสฺส, ภจฺจ, ปริจาริก และอภิธานฯฏีกาแสดงเพิ่มอีก ๕ คือ ทาเสร, ทาเสยฺย, โคปฺปก, นิโยชฺช, อภุชิสฺส

[5] ฉบับไทยปาฐะเป็น โส กุลชาติวเสน อนฺโธ ภวิตฺวา= เขาเป็นคนบอดด้วยอำนาจแห่งตระกูลและชาติกำเนิด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น