๕.
สนฺถววคฺโค
กลุ่มปัญหามีสันถวปัญหาเป็นลำดับแรก
*****
๗.ฆฏิการปญฺโห
ปัญหาว่าด้วยนายช่างหม้อชื่อว่าฆฏิการ
***
๗. ‘‘ภนฺเต นาคเสน, ภาสิตมฺเปตํ
ภควตา ‘ฆฏิการสฺส กุมฺภการสฺส อาเวสนํ สพฺพํ เตมาสํ
อากาสจฺฉทนํ อฏฺฐาสิ, น เทโวติวสฺสี’ติฯ
มิลินฺโท
ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสถามแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต
นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสน ผู้เจริญ เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา
อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว อิติ ว่า อาเวสนํ ที่อยู่
กุมฺภการฺส ของช่างปั้นหม้อ ฆฏิการสฺส ชื่อฆฏิการะ อากาสจฺฉทนํ
มีอากาศเป็นหลังคา อฏฺฐาสิ ตั้งอยู่ เตมาสํ ตลอดสามเดือน สพฺพํ
ทั้งสิ้น, เทโว ฝน น อติวสฺสิ ไม่รั่วรด ดังนี้
ปุน
จ ภณิตํ ‘กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส [[1]] กุฏิ โอวสฺสตี’ติฯ
จ แต่ว่า
เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ
ตรัสแล้ว ปุน อีก อิติ ว่า กุฏิ พระคันธกุฎี กสฺสปสฺส
ตถาคตสฺส ของพระกัสสปตถาคต โอวสฺสติ [2]
ย่อมรั่วรด ดังนี้[3]
กิสฺส
ปน, ภนฺเต นาคเสน, ตถาคตสฺส
เอวมุสฺสนฺนกุสลมูลสฺส กุฏิ โอวสฺสติ, ตถาคตสฺส นาม โส
อานุภาโว อิจฺฉิตพฺโพ? ยทิ, ภนฺเต
นาคเสน, ฆฏิการสฺส กุมฺภการสฺส อาเวสนํ อโนวสฺสํ อากาสจฺฉทนํ
อโหสิ, เตน หิ ‘ตถาคตสฺส กุฏิ โอวสฺสตี’ติ ยํ วจนํ, ตํ มิจฺฉาฯ ยทิ ตถาคตสฺส กุฏิ โอวสฺสติ,
เตน หิ ‘ฆฏิการสฺส กุมฺภการสฺส อาเวสนํ
อโนวสฺสกํ อโหสิ อากาสจฺฉทน’นฺติ ตมฺปิ วจนํ มิจฺฉาฯ อยมฺปิ
อุภโต โกฏิโก ปญฺโห ตวานุปฺปตฺโต, โส ตยา นิพฺพาหิตพฺโพ’’ติฯ
ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ ปน ก็ กิสฺส เพราะเหตุอะไร กุฏิ พระคันธกุฏี ตถาคตสฺส ของพระตถาคต อุสฺสนฺนกุสลมูลสฺส ผู้ทรงมีมูลแห่งกุศลหนาแน่น เอวํอย่างนี้ โอวสฺสติ ย่อมรั่วรด, นาม ธรรมดาว่า โส อานุภาโว พระพุทธานุภาพนั้น ตถาคตสฺส ของพระตถาคต อิจฺฉิตพฺโพ อันใครๆ พึงปรารถนา (มิใช่หรือ?), ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ ยทิ ถ้า อาเวสนํ ที่อยู่ กุมฺภการฺส ของช่างปั้นหม้อ ฆฏิการสฺส ชื่อฆฏิการะ อากาสจฺฉทนํ มีอากาศเป็นหลังคา อโนวสฺสํ ไม่รั่วรด อโหสิ ตั้งอยู่แล้ว, เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ยํ วจนํ คำใด ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาณิตํ ทรงภาษิตแล้ว อิติ ว่า กุฏิ พระคันธกุฎี ตถาคตสฺส ของพระตถาคต โอวสฺสติ ย่อมรั่วรด ดังนี้, ตํ วจนํ คำนั้น มิจฺฉา ผิด. ยทิ ถ้า กุฏิ พระคันธกุฎี ตถาคตสฺส ของพระตถาคต โอวสฺสติ ย่อมรั่วรด เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ตมฺปิ วจนํ คำแม้นั้น ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาณิตํ ทรงภาษิตแล้ว อิติ ว่า อาเวสนํ ที่อยู่ กุมฺภการฺส ของช่างปั้นหม้อ ฆฏิการสฺส ชื่อฆฏิการะ อากาสจฺฉทนํ มีอากาศเป็นหลังคา อโนวสฺสํ ไม่รั่วรด อโหสิ ตั้งอยู่แล้ว ดังนี้, มิจฺฉา ผิด [4]
‘‘ภาสิตมฺเปตํ, มหาราช, ภควตา ‘ฆฏิการสฺส กุมฺภการสฺส อาเวสนํ สพฺพํ เตมาสํ อากาสจฺฉทนํ อฏฺฐาสิ,
น เทโวติวสฺสี’ติฯ ภณิตญฺจ ‘กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส กุฏิ โอวสฺสตี’ติฯ
นาคเสนตฺเถโร พระนาคเสนเถระ อาห ทูลแล้ว อิติ ว่า มหาราช มหาบพิตร เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ อิติ ว่า อาเวสนํ ที่อยู่ กุมฺภการฺส ของช่างปั้นหม้อ ฆฏิการสฺส ชื่อฆฏิการะ อากาสจฺฉทนํ มีอากาศเป็นหลังคา อฏฺฐาสิ ตั้งอยู่ เตมาสํ ตลอดสามเดือน สพฺพํ ทั้งสิ้น, เทโว ฝน น อติวสฺสิ ไม่รั่วรด ดังนี้ (จริง), จ และ เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว ปุน อีก อิติ ว่า กุฏิ พระคันธกุฎี กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส ของพระกัสสปตถาคต โอวสฺสติ [5] ย่อมรั่วรด ดังนี้ (ก็จริง)
ฆฏิกาโร, มหาราช, กุมฺภกาโร สีลวา กลฺยาณธมฺโม
อุสฺสนฺนกุสลมูโล อนฺเธ ชิณฺเณ มาตาปิตโร โปเสติ, ตสฺส อสมฺมุขา อนาปุจฺฉาเยวสฺส ฆเร ติณํ หริตฺวา ภควโต กุฏิํ ฉาเทสุํ,
โส เตน ติณหรเณน อกมฺปิตํ อสญฺจลิตํ สุสณฺฐิตํ วิปุลมสมํ ปีติํ
ปฏิลภติ, ภิยฺโย โสมนสฺสญฺจ อตุลํ อุปฺปาเทสิ ‘อโห วต เม ภควา โลกุตฺตโม สุวิสฺสตฺโถ’ติ, เตน ตสฺส ทิฏฺฐธมฺมิโก วิปาโก นิพฺพตฺโตฯ น หิ, มหาราช,
ตถาคโต ตาวตเกน วิกาเรน จลติฯ
มหาราช มหาบพิตร ฆฏิกาโร ฆฏิการะ นั้น สีลวา เป็นบุคคลผู้มีศีล กลฺยาณธมฺโม มีกัลยาณธรรม, อุสฺสนฺนกุสลมูโล มีกุศลมูลหนาแน่นแล้ว, โปเสติ ย่อมเลี้ยงดู มาตาปิตเร ซึ่งบิดาและมารดาทั้งหลาย อนฺเธ ผู้ตาบอด ชิณฺเณ แก่ชราแล้ว, ภิกขู ภิกษุทั้งหลาย อนาปุจฺฉา เอว ไม่ถามแล้วเทียว หริตฺวา นำมาแล้ว ติณํ ซึ่งหญ้า ฆเร ในเรือน อสฺส ของฆฏิการะนั้น อสมฺมุขา ลับหลัง ตสฺส ของเขา ฉาเทสุํ มุงแล้ว กุฏิํ ซึ่งพระคันธกุฏี ภควโต ของพระผู้มีพระภาค. โส ฆฏิการะนั้น ปฏิลภติ ย่อมได้เฉพาะ ปีติํ ซึ่งปีติ อกมฺปิตํ อันไม่หวั่นไหว อสญฺจลิตํ ไม่ง่อนแง่น สุสณฺฐิตํ อันตั้งมั่นดีแล้ว วิปุลํ อันไพบูลย์ อสมํ มีปิติอื่นเสมอหามิได้ เตน ติณหรเณน เพราะอันนำไปซึ่งหญ้า นั้น,จ อนึ่ง โสมฺมนสฺสํ โสมนัส อตุลํ อันหาที่เปรียบปรานมิได้ ภิยฺโย โดยยิ่ง อุปฺปาเทสิ ได้เกิดขึ้นแล้ว อิติ ว่า อโห วต โอหนอ ภควา พระผู้มีพระภาค โลกุตฺตโม ผู้สูงส่งในโลก สุวิสฺสตฺโถ เป็นผู้คุ้นเคยด้วยดีแล้ว เม ของเรา ดังนี้, เตน เพราะกรรมนัั้น วิปาโก วิบาก ทิฏฺฐธมฺมิโก อันเป็นปัจจุบัน นิพฺพตฺเตสิ เกิดขึ้นแล้ว ตสฺส แก่เขา มหาราช มหาบพิตร หิ แต่ว่า ตถาคโต พระตถาคต น จลติ ย่อมไม่ทรงหวั่นไหว[6] ตาวตเกน วิกาเรน เพราะอาการที่ผิดแปลกไป [7] มีประมาณเท่านั้น
‘‘ยถา, มหาราช, สิเนรุ คิริราชา
อเนกสตสหสฺสวาตสมฺปหาเรนปิ น กมฺปติ น จลติ, มโหทธิ
วรปฺปวรสาคโร อเนกสตนหุตมหาคงฺคาสตสหสฺเสหิปิ น ปูรติ น วิการมาปชฺชติ, เอวเมว โข, มหาราช, ตถาคโต น
ตาวตเกน วิกาเรน จลติฯ
มหาราช มหาบพิตร เปรียบเหมือนว่า สิเนรุ คิริราชา พญาภูเขาสิเนรุ น กมฺปติ ย่อมไม่สั่น น จลติ ย่อมไม่หวั่นไหว อเนกสตสหสฺสวาตสมฺปหาเรนปิ แม้เพราะถูกลมตีหลายแสนครั้งมิใช่หนึ่ง มโหทธิ มหาสมุทร วรปฺปวรสาคโร อันเป็นทะเลยประเสริฐยอดเยี่ยม น ปูรติ ย่อมไม่เต็ม น อาปชฺชติ ย่อมไม่ถึง วิการํ ซึ่งความเปลี่ยนแปลง อเนกสตนหุตมหาคงฺคาสตสหสฺเสหิปิ แม้เพราะน้ำหลายหมื่นหลายแสนสายจากมหาคงคา ยถา ฉันใด, มหาราช มหาบพิตร ตถาคโต พระตถาคต น จลติ ย่อมไม่หวั่นไหว วิกาเรน เพราะอาการที่ผิดแปลกไป ตาวตเกน มีประมาณเพียงนั้น เอวเมว โข ฉันนั้นนั่นเทียวแล
‘‘ยํ ปน, มหาราช, ตถาคตสฺส กุฏิ
โอวสฺสติ, ตํ มหโต ชนกายสฺส อนุกมฺปายฯ ทฺเวเม, มหาราช, อตฺถวเส สมฺปสฺสมานา ตถาคตา สยํ นิมฺมิตํ ปจฺจยํ นปฺปฏิเสวนฺติ, ‘อยํ
อคฺคทกฺขิเณยฺโย สตฺถา’ติ ภควโต ปจฺจยํ ทตฺวา เทวมนุสฺสา
สพฺพทุคฺคติโต ปริมุจฺจิสฺสนฺตีติ, ทสฺเสตฺวา วุตฺติํ
ปริเยสนฺตีติ ‘มา อญฺเญ อุปวเทยฺยุ’นฺติฯ
อิเม ทฺเว อตฺถวเส สมฺปสฺสมานา ตถาคตา สยํ นิมฺมิตํ ปจฺจยํ นปฺปฏิเสวนฺติฯ
มหาราช
มหาบพิตร ปน ก็ กุฏิ พระคันธกุฏี ตถาคตสฺส แห่งพระตถาคต โอวสฺสติ
ย่อมรั่วรด ยํ ใด, ตํ เหตุนั้น วตฺตติ ย่อมเป็นไป อนุกมฺปาย
เพื่ออนุเคราะห์ ชนกายสฺส หมู่แห่งชน มหโต หมู่ใหญ่[8], มหาราช
มหาบพิตร ตถาคตา พระตถาคตทั้งหลาย สมฺปสฺสมานา เมื่อทรงเล็งเห็น อตฺถวเส
ซึ่งอำนาจแห่งประโยชน์ อิเม เทฺว สองประการเหล่านี้ น ปฏิเสวนฺติ
ย่อมไม่ทรงเสพ ปจฺจยํ ซึ่งปัจจัย นิมฺมิตํ ซึ่งทรงเนรมิต (สร้าง) สยํ
เอง, อิติ คือ เทวมนุสฺสา เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทตฺวา ถวายแล้ว
ปจฺจยํ ซึ่งปัจจัย ภควโต แด่พระผู้มีพระภาค จินตเนน ด้วยอันคิด
อิติ ว่า อยํ สตฺถา พระศาสดานี้ อคฺคทกฺขิเณยฺโย
เป็นอัครทักขิเณยยบุคคล ดังนี้ ปริมุจฺจิสฺสนฺติ จักหลุดพ้น สพฺพทุคฺคติโต
จากทุคติทั้งปวง จ ด้วย, ชนา ชนทั้งหลาย อญฺเญ เหล่าอื่น มา
อย่า อุปวเทยฺยุํ พึงตำหนิ อิติ ว่า ตถาคตา พระตถาคตนี้ ทสฺเสตฺวา
ทรงแสดงแล้ว ปาฏิหาริยํ ซึ่งปาฏิหารย์ ปริเยสนฺติ แสวงหาอยู่ วุตฺติํ
ซึ่งเครื่องยังชีพ ดังนี้.ตถาคตา พระตถาคตทั้งหลาย สมฺปสฺสมานา
เมื่อทรงเล็งเห็น อตฺถวเส ซึ่งอำนาจแห่งประโยชน์ อิเม เทฺว
สองประการเหล่านี้ น ปฏิเสวนฺติ ย่อมไม่ทรงเสพ ปจฺจยํ ซึ่งปัจจัย นิมฺมิตํ
ซึ่งทรงเนรมิต สยํ เอง[9]
ยทิ, มหาราช, สกฺโก วา ตํ กุฏิํ อโนวสฺสํ กเรยฺย พฺรหฺมา
วา สยํ วา, สาวชฺชํ ภเวยฺย ตํ เยว กรณํ [การณํ (สี. ปี.)] สโทสํ สนิคฺคหํ, อิเม วิภูตํ [วิภูสํ (สี. ปี.)] กตฺวา โลกํ สมฺโมเหนฺติ อธิกตํ กโรนฺตีติ, ตสฺมา ตํ กรณํ วชฺชนียํฯ น, มหาราช, ตถาคตา วตฺถุํ ยาจนฺติ, ตาย อวตฺถุยาจนาย อปริภาสิยา
ภวนฺตี’’ติฯ
มหาราช
มหาบพิตร ยทิ ถ้า สกโก วา ท้าวสักกะ ก็ตาม พฺรหฺมา วา
พระพรหม ก็ตาม สยํ วา พระตถาคตเอง ก็ตาม กเรยฺย พึงกระทำ ตํ
กุฏิํ ซึ่งพระคันธกุฏีนั้น อโนวสฺสํ ไม่ให้รั่วรด ไซร้, ตํ เอว กรณํ
การกระทำนั้นนั่นเทียว สาวชฺชํ เป็นไปกับด้วยโทษ สโทสํ
เป็นไปกับความผิดพลาด สนิคฺคหํ มีเหตุอันบัณฑิตเหล่าอื่นข่มขี่เอาได้ อิติ
ว่า ตถาคตา พระตถาคตทั้งหลาย อิเม เหล่านี้ กตฺวา กระทำแล้ว วิภูตํ
ซึ่งเรื่องอันแปลก[10] กโรนฺติ
ย่อมกระทำ อธิกตํ ซึ่งกรรมอันยิ่ง โลกํ ยังชาวโลก สมฺโมเหนฺติ
ให้ลุ่มหลง ดังนี้่, ตสฺมา เพราะเหตุนั้น ตํ กรณํ การกระทำนั้น วชฺชนียํ
เป็นกรรมอันควรถูกว่ากล่าว มหาราช มหาบพิตร ตถาคตา พระตถาคตทั้งหลาย
น ยาจนฺติ ย่อมไม่ขอ วตฺถุํ ซึ่งสิ่งของ, อปริภาสิยา มิใช่เป็นผู้อันใครๆควรบริภาษ
ตาย อวตฺถุยาจนาย ในเพราะอันไม่ขอซึ่งสิ่งของนั้น ภวนฺติ ย่อมเป็น[11]
ดังนี้
‘‘สาธุ, ภนฺเต นาคเสน, เอวเมตํ ตถา
สมฺปฏิจฺฉามี’’ติฯ
มิลินฺโท
ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสแล้ว อิติว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ
สาธุ พระคุณเจ้าวิสัชนาชอบแล้ว, อหํ ข้าพเจ้า สมฺปฏิจฺฉามิ
ยอมรับ เอตํ ซึ่งคำนั้น ตถา โดยประการที่พระคุณเจ้ากล่าวมา เอวํ อย่างนี้
ดังนี้
ฆฏิการปญฺโห
สตฺตโมฯ
ฆฏิการปญฺโห
ปัญหาเกี่ยวกับช่างปั้นหม้อ ชื่อว่า ฆฏิการะ
สตฺตโม
ลำดับที่เจ็ด นิฏฺฐิโต จบแล้ว
***
[1] เอตฺถนฺตเร [ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส]
มชฺฌิมนิกายสฺส มชฺฌิมปณฺณาสเก (ม. ม.๑๓/๒๘๙) อตฺถิ.
[2] โอวสฺสติ = วสฺโสทกํ ปวิสติ (วิมติ.๒/๒๙๔) คำว่า
โอวสฺสติ ความหมายเท่ากับ น้ำฝน ย่อมไหลเข้าไป (รั่ว), อีกนัยหนึ่ง โอวสฺสติ = เตเมติ (เถร.อฏฺ.๒/๔๖๘) คำว่า โอวสฺสติ ความหมายเท่ากับ เปียก ดังนั้น โดยนัยนี้
ข้อความนี้ แปลได้อีกนัยหนึ่งว่า กุฏิ พระคันธกุฎี กสฺสปสฺส
ตถาคตสฺส ของพระตถาคตพระนามว่า กัสสปะ โอวสฺสติ ย่อมรั่วรด = เตเมติ ย่อมเปียก =
วสฺโสทกํ ปวิสติ คือ มีน้ำฝนไหลเข้าไป
[3] มีเรื่องใน ฆฏิการสูตร เกี่ยวกับความตอนนี้อย่างนี้ว่า ในกาลที่พระกัสสปพุทธเจ้าทรงอุบัติในโลก
ประกาศพระศาสนาอยู่นั้น คราวหนึ่ง พระคันธกุฎีของพระองค์ ฝนรั่วรดเข้าไปข้างในได้
จึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายไปยังบ้านของนายฆฎิการ ผู้เป็นอุบาสก
เป็นอุปัฏฐากที่ยอดเยี่ยม นำเอาหญ้ามาซ่อมหลังคาพระคันธกุฎี ภิกษุเหล่านั้นไปแล้วกลับมากราบทูลว่า
ไม่มีหญ้าที่บ้านของนายฆฏิการ
จึงรับสั่งให้ไปรื้อหลังคาบ้านของนายฆฏิการนำเอาหญ้าที่ใช้มุงหลังคานั้นมา
เมื่อภิกษุเหล่านั้นไปยังบ้านของนายช่างปั้นหม้ออีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำอย่างนั้น
ได้แจ้งให้มารดาบิดาของนายช่างหม้อทราบ คนทั้ง ๒ นั้นก็ดีใจนัก บอกให้ด้วยความเต็มใจ
เมื่อนายฆฏิการกลับมาทราบเรื่อง จากมารดาบิดาของตนแล้ว
ก็เกิดปีติโสมนัสมีประมาณยิ่ง กล่าวว่า เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ
ข้อที่พระกัสสปอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้คุ้นเคยกับเรายิ่งนัก อย่างนี้
ดังนี้ กุศลจิตของนายฆฏิการเป็นเหตุให้ที่อยู่อาศัยของตน ทั้งที่มีหลังคาโล่ง
ปราศจากหลังคา ฝนที่ตกลงมาก็ไม่รั่วรดเข้าไปภายใน ตลอด ๓ เดือน ในหน้าฝน
และพระราชาแคว้นกาสีทรงสดับแล้ว ก็ทรงอนุโมทนายิ่ง
พระราชทานสิ่งของเครื่องใช้แก่นายฆฏิการมากมาย
[4] แง่ปมที่ขัดแย้งในปัญหา มีอยู่ว่า ขึ้นชื่อว่าพระอานุภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
ยิ่งใหญ่ หาอานุภาพของผู้อื่นเทียบเสมอมิได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าหากว่า
พระองค์ทรงใช้พระอานุภาพเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ก็ย่อมป้องกันฝนไม่ให้รั่วรดพระคันธกุฎีได้แล้ว
เพราะเหตุไรจึงไม่ทรงกระทำอย่างนั้น ส่วนนายฆฏิการเป็นผู้ไม่มีฤทธิ์
ไม่มีอานุภาพอย่างนั้น ฝนก็ยังไม่อาจรั่วรดหลังคาเข้าไปข้างในได้ ถ้าคำหนึ่ง
ถูกต้อง ควรเชื่อถือได้ คำนอกนี้ก็ย่อมไม่ถูกต้องไม่ควรเชื่อถือ
[5] โอวสฺสติ = วสฺโสทกํ ปวิสติ (วิมติ.๒/๒๙๔) คำว่า
โอวสฺสติ ความหมายเท่ากับ น้ำฝน ย่อมไหลเข้าไป (รั่ว), อีกนัยหนึ่ง โอวสฺสติ = เตเมติ (เถร.อฏฺ.๒/๔๖๘) คำว่า โอวสฺสติ ความหมายเท่ากับ เปียก ดังนั้น
คำนี้ แปลว่า กุฏิ พระคันธกุฎี กสฺสปสฺส ตถาคตสฺส ของพระตถาคตพระนามว่า กัสสปะ
โอวสฺสติ ย่อมรั่วรด = เตเมติ ย่อมเปียก คือ
มีน้ำฝนไหลเข้าไป
[6] คำว่า ตถาคตก็ไม่ทรงหวั่นไหว เพราะอาการที่ผิดแปลกไปเพียงเท่านั้น คือ
เมื่อมีอาการผิดแปลกไป คือ มีเรื่องสร้างความไม่สะดวก สร้างความอยู่ไม่ผาสุก
อันได้แก่การที่ฝนตกรั่วรดพระคันธกุฎีเกิดขึ้น
พระตถาคตก็ไม่ทรงมีพระทัยหวั่นไหววุ่นวาย เที่ยวหาเครื่องมุงบัง โดยที่สุด
แม้ต้องรื้อหลังคาบ้านผู้อื่น เพื่อประโยชน์แก่พระองค์เอง
[7] หนังสือมิลินทปัญหา ฉบับพิศดาร อธิบายคำทิฏฐธัมมิก วิปาโก นี้ได้แก่
ฝนน้ำค้างมิได้ถูกต้องหลังคาเรือนเหมือนมุงไว้ให้ดีเป็นอัศจรรย์ ส่วนคำว่า ตาวตเกน
ที่เพิ่ม วิกาเรน นี้ ได้แก่ ความแปรปรวนแห่งจิตกล่าวคือความสะดุ้งกลัว
ด้วยอันตรายคือ ฝน ลม แดด น้ำค้าง เป็นต้น
แต่มิลินทปัญหาแปล ฉบับของอาจารย์ไชยวัฒน์ กปิลกาญจน์ อธิบายว่า คำว่า ตถาคตก็ไม่ทรงหวั่นไหว
เพราะอาการที่ผิดแปลกไปเพียงเท่านั้น คือ เมื่อมีอาการผิดแปลกไป คือ
มีเรื่องสร้างความไม่สะดวก สร้างความอยู่ไม่ผาสุก
อันได้แก่การที่ฝนตกรั่วรดพระคันธกุฎีเกิดขึ้น
พระตถาคตก็ไม่ทรงมีพระทัยหวั่นไหววุ่นวาย เที่ยวหาเครื่องมุงบัง โดยที่สุด
แม้ต้องรื้อหลังคาบ้านผู้อื่น เพื่อประโยชน์แก่พระองค์เอง.
[8] คำว่า ตถาคตก็ไม่ทรงหวั่นไหว เพราะอาการที่ผิดแปลกไปเพียงเท่านั้น คือ
เมื่อมีอาการผิดแปลกไป คือ มีเรื่องสร้างความไม่สะดวก สร้างความอยู่ไม่ผาสุก
อันได้แก่การที่ฝนตกรั่วรดพระคันธกุฎีเกิดขึ้น
พระตถาคตก็ไม่ทรงมีพระทัยหวั่นไหววุ่นวาย เที่ยวหาเครื่องมุงบัง โดยที่สุด
แม้ต้องรื้อหลังคาบ้านผู้อื่น เพื่อประโยชน์แก่พระองค์เอง
[9] คำว่า ไม่ทรงเสพปัจจัยที่ทรงเนรมิตขึ้นเอง คือ ไม่ทรงใช้สอยปัจจัย
คือ พระคันธกุฎีที่ทรงเนรมิตขึ้นมาด้วยพระองค์เอง
โดยประการที่ฝนไม่อาจรั่วรดได้หรือไม่เนรมิตปัจจัยแม้ทุกอย่างด้วยพระองค์เอง
เพื่อจะทรงใช้สอยเอง
[10] คำว่า สร้างแต่สิ่งแปลก ๆ สร้างแต่สิ่งที่น่าพิศวงให้ชาวโลกหลงงมงาย คือ
สร้างแต่สิ่งแปลก ๆ คือ น่าอัศจรรย์ สร้างแต่สิ่งน่าพิศวง คือ น่าฉงนใจ
ไม่มุ่งไปในอันอนุศาสน์สั่งสอน เพื่อให้ละอกุศล เจริญกุศล
แลเพื่อเพิ่มพูนปัญญาเป็นสำคัญ.
[11] สำนวนนี้เข้าใจยาก ความหมายคือ ท่านท้าวสักกะ หรือท่านท้าวมหาพรหม
หรือพระองค์เองพึงกระทำพระคันธกุฎีนั้น ไม่ให้ฝนรั่วไซร้ การกระทำนั้น
ก็พึงน่าติเตียน มีโทษ มีข้อที่นักปราชญ์อื่นจะข่มขี่เอาได้ว่า ท่านเหล่านี้
ทำแต่สิ่งแปลก ๆ ให้ชาวโลกงมงาย สร้างแต่สิ่งน่าพิศวง ดังนี้ เพราะฉะนั้น
การกระทำนั้น จึงจัดว่า น่าตำหนิ ขอถวายพระพร พระตถาคตทั้งหลาย จะไม่ตรัสขอสิ่งของ
เพราะการที่ไม่ตรัสของสิ่งของนั้น จึงเป็นผู้ที่ใคร ๆ ไม่อาจกล่าวติเตียนได้”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น