วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ปัจเจกพุทธาปทานนิสสยะ (๒) คาถา ๙๐ - ๙๑ (ปฐมคาถา)

 

(๙๐) ปฐมคาถา

สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ,        อวิเหฐยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ;

เมตฺเตน จิตฺเตน หิตานุกมฺปี,       เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโปฯ

            บุคคลวางอาชญาในปวงสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่านั้นแม้ตัวหนึ่ง มีเมตตาจิต ปกติอนุเคราะห์สัตว์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ย่อมเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด

            (ปจฺเจกพุทฺโธ) พระปัจเจกพุทธเจ้า นิธาย = ฐเปตฺวา ละเว้น ทณฺฑํ = กายทุจฺจริตํ วจีทณฺฑํ มโนทณฺฑํ ซึ่งทัณฑ์ คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต  สพฺเพสุ ภูเตสุ = สกเลสุ ตเสสุ จ ถาวเรสุ จ สตฺเตสุ ในสัตว์ทั้งหลายถ้วนทั่วทุกตัวตนไม่ว่าจะมั่นคงและอ่อนไหว  วิเหฐยํ = อวิเหฐยนฺโต เมื่อไม่เบียดเบียน คือ อทุกฺขาเปนฺโต ไม่สร้างความทุกข์ทรมาน อญฺญตรํ = กญฺจิ เอกมฺปิ สตฺตํ ซึ่งบุคคลใดๆ แม้บุคคลหนึ่ง เตสํ = สตฺตานํ อนฺตเร ภายในสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เมตฺเตน จิตฺเตน = "สพฺเพ สตฺตา สุขิตา โหนฺตูติ เมตฺตาสหคเตน เจตสา เขามีเมตตาจิตอันปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายว่า จงเป็นผู้ถึงความสุขกายสุขใจ หิตานุกมฺปี = หิเตน อนุกมฺปนสภาโว จึงเป็นบุคคลที่่มีอุปนิสัยมักช่วยเหลือด้วยสิ่งเกื้อกูล (โหติ) ย่อมเป็น, (โส ปจฺเจกพุทฺโธ) พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เอโก = อทุติโย เป็นผู้เดียว จเร = จรติ = วตฺตติ ดำเนินไป คือ วิหรติ อิริยติ วตฺตติ ปาเลติ ยเปติ ยาเปติ อยู่รักษาตนดำรงชีพให้เป็นไป ขคฺควิสาณกปฺโป = ขคฺควิสาณสทิโส เหมือนนอแรด

***

 

๑ ทณฺฑ ศัพท์ เมื่อแปลตรงศัพท์ คือ การทำร้ายด้วยวิธีการต่างๆ อรรถกถาอธิบายวิธีการไว้ว่า ตชฺชนผาลนวธพนฺธนํ ซึ่งอาชญา คือ การข่มขู่ การทำลาย การฆ่าและการจองจำ แต่ในความหมายที่ประสงค์ในที่นี้คือ ทุจริต ๓ มีกายทุจริตเป็นต้น  ผู้ประพฤติทุจริตเป็นผู้สร้างทัณฑ์ คือเบียดเบียนให้สัตว์ทั้งหลายได้รับความลำบากนั่นเอง ดังอรรถกถาอธิบายว่า ติวิธํ ทณฺฑํ ซึ่งได้แก่ กายทณฺฑ คือ กายทุจริต ๓ วจีทณฺฑ คือ วจีทุจริต ๔ มโนทณฺฑ คือ มโนทุจริต ๓ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๕๓)

 

๒ สพฺเพสุ ในที่นี้เป็น ปริยาทิยวจน ถือเอาทั้งหมดโดยสมบูรณ์ ไม่เหลือ อาจใช้ศัพท์เหล่านี้ คือ  สพฺเพน สพฺพํ, สพฺพถา, สพฺพํ, อเสสํ, นิสฺเสสํ แทนได้ ซึงกลุ่มศัพท์เหล่านี้เป็นคำศัพท์ที่แสดงความถือเอาอย่างสมบูรณ์ไม่เหลือ ต่างจาก สพฺพ ในที่อื่น ที่ยังเป็น เสสสพฺพ คือ ถือเอาโดยมากทั้งหมด แต่เว้นบางกลุ่มบุคคล เพราะเหตุนั้น ในอรรถกถาเมื่อจะแสดงอรรถาธิบายให้ชัดกว่านี้จึงใช้คำว่า สพฺเพสุ = สกเลสุ  ภูเตสุ = สตฺเตสุ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๕๓)

 

๓ เอก ศัพท์ ในที่นี้ เป็นศัพท์ที่มิใช่หมายถึงจำนวน ๑  แต่หมายเอา ภาวะที่พระปัจเจกพุทธเจ้าขนานนามตัวเองว่า เป็นเอก คือ ตัวท่านเพียงคนเดียว เพราะอาศัยความมหาย ๘ คือ ปพฺฺพชฺชา การบรรพชา คือ เข้าถึงเพศบรรพชิต อสหาย ไม่มีเพื่อน ตณฺหาย ปหีน ละตัณหา วีตราค ปราศจากราคะ วีตโทส ปราศจากโทสะ วีตโมห โมหะ เอกนฺตนิกฺกิเลส สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง เอกายนมคฺคํ คต  ดำเนินไปหนทางหนึ่งเดียว เอโก อนุตฺตรํ ปจฺเจกสมฺโพธิํ อภิสมฺพุทฺธ บรรลุปัจเจกโพธิญาณอันหนึ่งเดียวคือยอดเยี่ยม (ขุ.อป.อ.๑/๑๕๖)

 

๔ จเร (จร + อ + ติ วัตตมานา ปรัสบท) แปลง ติ เป็น เอ ด้วยสูตรว่า กฺวจิ ธาตุฯ (ก.๕๑๗ รู.๔๘๘ นี. ๑๑๐๕) วัตตมานาวิภัตติในที่นี้นอกจากบ่งกิริยาปัจจุบันกาลแล้วยังบ่งถึงกิริยาอนาคตที่จะต้องเกิดอย่างแน่นอน (นีติ.สุตฺต ๘๗๕) ในที่นี้ พระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อไม่เบียดเบียดสัตว์ทั้งหลายให้ลำบาก เหตุที่มีใจประกอบด้วยเมตตา เป็นผู้เดียวเที่ยวไปดุจนอแรดอยู่เสมอ คำว่า จเร หรือ จรติ มีความหมายว่า ดำเนินไป เป็นไป รักษาตน ดำรงชีพอยู่ด้วยตนเองเพียงคนเดียว.ด้วยเหตุนี้ อรรถกถาจึงแปลความว่า การดำเนินไป คือ อิริยาปถจริยา, อายตนจริยา, สติจริยา, สมาธิจริยา, ญาณจริยา, มคฺคจริยา, ปตฺติจริยา, โลกตฺถจริยา ดังนี้เป็นต้น (ขุ.อป.อ.๑/๑๕๖)

 

๕ กปฺป ศัพท์ มีอรรถ อุปมา ความหมายเท่ากับ สทิส, ปฏิภาค ตัวอย่างเช่น โลณกปฺป รสเค็มจัดเหมือนเกลือ ติตฺตกปฺป ขมจัดเหมือนของขม มธุรกปฺป หวานจัดเหมือนน้ำหวาน อคฺคิกปฺป ร้อนจัดเหมือนไฟ หิมกปฺป เย็นจัดเหมือนหิมะ สมุทฺทกปฺป น้ำเยอะเหมือนมหาสมุทร สตฺถุกปฺป สาวกผู้บรรลุมหาอภิญญาพละ เหมือนพระศาสดา เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า เหมือนกับนอแรด ที่มีเพียงนอเดียว ไม่มีคู่ (เหมือนเขาของสัตว์อื่นมีโคเป็นต้น) เพราะเป็นผู้เดียวเที่ยวไปไม่มีเพื่อน หลุดพ้นจากเครื่องผูกพัน ในโลก (ขุ.อป.อ.๑/๑๕๖)

 

๖. คาถานี้ คัมภีร์อรรถกถาเรียกว่า ปฐมคาถา เพราะในอปทานนี้จัดเป็นคาถาที่ ๑ และในขัคควิสาณสูตร ในคัมภีร์สุตตนิบาต ก็เช่นกัน ส่วนคาถาต่อไปตั้งชื่อตามบทแรกของคาถาเป็นส่วนมาก เช่น สังสัคคคาถา มิตตสุหัชชคาถาเป็นต้น แต่ในคัมภีร์อรรถกถาอปทานภาษาไทยฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่๗๐ (อปทานภาค ๑ เล่ม ๑) หน้า ๒๓๘ เรียกว่า ขัคควิสาณคาถา เพราะอาศัยข้อความในอรรถกถาบาลีว่า ตตฺถ สพฺเพสุ ภูเตสูติ ขคฺควิสาณปจฺเจกพุทฺธาปทานสุตฺตํ ในคาถานั้น คำว่า ในปวงสัตว์ (สพฺเพสุ ภูเตสุ) เป็นสูตรแห่งปัจเจกพุทธาปทานที่กล่าว (เปรียบเทียบ) ว่า เหมือนนอแรด (ขัคควิสาณสูตร)" โดยนัยนี้ จัดเป็นการตั้งชื่อคาถาโดยอันติลัทธนามิกะ คือ นำบทสุดท้ายมาตั้งชื่อ ต่างจากสังสัคคคาถาเป็นต้น ที่อรรถกถานำบทแรกมาตั้งชื่อเรียกว่า อาทิลัทธนามิกะ สำหรับปฐมคาถาหรือขัคควิสาณคาถานี้เป็นอุทานคาถา หรือ เป็นคาถาพยากรณ์ทางมาแห่งโพธิญานของพระปัจเจกพุทธะรูปหนึ่งนามว่า พรหมทัตต เหตุเกิดคือ ท่านเคยเป็นพระราชาพรหมทัต เฉพาะคำอุทานว่า เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป คือ คำพยากรณ์ที่ประกาศปกติสภาพของท่านที่มีคติเป็นอันเดียวกันพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย

ข้อความที่เหลือคือพยากรณ์แจ้งเฉพาะกัมมัฏฐานที่เป็นเหตุให้ท่านบรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นัยว่า ท่านเคยเป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงพาราณสี ครองราชบัลลังก์ตั้งแต่พระชมม์พรรษา ๑๖ กระนั้นมีพระทัยฝักใฝ่ทางสงบ ทำกสิณบริกรรมกระทั่งบรรลุอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ได้ในเวลารวดเร็ว ด้วยราชกิจของพระเจ้าแผ่นดิน จึงต้องบริหารราชกิจอยู่เนืองๆ ไม่นานสมาบัติจึงเสื่อมลง มีดำริว่า การครองราชย์กับสมณธรรม (ธรรมของผู้สงบ ในที่นี้คือ อภิญญาและสมาบัติ) อย่างใดจะประเสริฐ ไตร่ตรองชั่วครู่ จึงตัดสินพระทัยว่า สมณธรรมประเสริฐ จึงยกราชสมบัติให้อำมาตย์คนหนึ่งปกครองบ้านเมืองแทน ต่อมาไม่นานเกิดศึกสงคราม อริราชา ยกทัพมาตีเมือง แต่แพ้พระเจ้าพรหมทัต กระนัั้น พระราชาพรหมทัตก็อภัยโทษให้พระอริราชานั้นบ้านเมืองเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง พระราชาพรหมทัตคิดว่า การทำศึกสงครามคือการเบียดเบียน เป็นปาณาติบาตต่อสัตว์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น การไม่รบ คือ การงดเว้นอาชญาแก่บุคคลด้วยเมตตาคือความรักความเอ็นดูปรารถนาดี และอนุเคราะห์สรรพสัตว์ด้วยประโยชน์ชีวิตของสัตว์ทั้งปวง ดำริเพียงแค่นี้ ก็ทรงทำเมตตาฌานให้เกิดขึ้น พิจารณาสังขารด้วยเมตตาฌานเป็นบาท บรรลุปัจเจกโพธิญาณ เพศคฤหัสถ์หายไปเป็นเพศบรรพชิตในภาวะแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าแทน (ในสมัยที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การบรรลุปัจเจกโพธิญาณ คือ การบรรลุอรหัตมรรคญาณเช่นเดียวกับสัมมาสัมพุทธเจ้าและสาวกพุทธเจ้า) ก็คำว่า สพฺเพสุ เป็นต้นนี่เอง คือ คาถาพยากรณ์เป็นทางมาหรือกัมมัฏฐานที่พระปัจเจกพุทธเจ้าพยากรณ์ว่า ด้วยเมตตาฌาน ต่อคำถามของพระสังฆเถระว่า "ท่านบรรลุมาได้อย่างไร?"   เหตุไรเล่า จึงกล่าวว่า ไม่ปรารถนาบุตรแล้วจะเหตุไรเล่าจะปรารถนามิตรสหาย เมื่อท่านบรรลุแล้ว จึงแจ้งแก่พวกอำมาตย์ทั้งหลายว่า ธรรมดาที่อยู่ของปัจเจกพุทธะ เช่นเดียวกับเรา  คือ คันธมาทน์บรรพต เราจักไป ณ ที่นั้น พวกอำมาตย์ทูลทัดทานว่า อย่าละทิ้งพวกเราไป พระปัจเจกพุทธพรหมทัตจึงตอบว่า เมื่อไม่ปรารถนาบุตร แล้วเหตุไรจะปรารถนามิตรสหายเล่า คำว่า เมื่อไม่ปรารถนาบุตร แล้วเหตุไรจะปรารถนามิตรสหายเล่า นี่เองเป็นปฏิปทาเบื้องต้น คือ ความคิดเห็นว่า ความเป็นผู้เดียวมีคุณประโยชน์แท้ แล้วมีจิตร่าเริง ปีติโสมนัส เปล่งอุทานว่า  พึงเป็นผู้เที่ยวไปเหมือนนอแรด

 

๗. คำว่า เหมือนนอแรด ขคฺควิสาณกปฺโป ความว่า ธรรมดา แรดมีนอเดียวเท่านั้น ไม่มีนอที่ ๒ ฉันใด พระปัจเจกสัมพุทธะ ก็ เป็นผู้เดียวเที่ยวไป ไม่มีเพื่อน  ฉันนั้นเหมือนกัน

***

(๙๑)

สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ,    อวิเหฐยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ;

น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ,    เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป

            บุคคลวางอาชญาในปวงสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่านั้นแม้ตัวหนึ่ง ไม่ปรารถนาบุตร เหตุไรจะปรารถนาสหาย ย่อมเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด

            (ปจฺเจกพุทฺโธ) พระปัจเจกพุทธเจ้า นิธาย = ฐเปตฺวา ละเว้น ทณฺฑํ = กายทุจฺจริตํ วจีทณฺฑํ มโนทณฺฑํ ซึ่งทัณฑ์ คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สพฺเพสุ ภูเตสุ ในสัตว์ทั้งหลายถ้วนทั่วทุกตัวตนไม่ว่าจะมั่นคงและอ่อนไหว เตสํ บรรดาหมู่สัตว์เหล่านั้น วิเหฐยํ เป็นผู้ไม่เบียดเบียน อญฺญตรํ ผู้ใดผู้หนึ่ง โหติ ย่อมเป็น, (โส ปจฺเจกพุทฺโธ) พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น น อิจฺเฉยฺย ไม่พึงปราถนา ปุตฺตํ ซึ่งบุตร (อันอาศัยตนเกิด บุตรอันเกิดในเขต  บุตรที่เขาให้ บุตรคืออันเตวาสิก สักคนในบรรดาสี่พวกบุตรเหล่านี้ กุโต เพราะเหตุใดเล่า อิจฺเฉยฺย จักปรารถนา สหายํ ซึ่งสหาย, โส พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เอโก ผู้เดียว จเร ย่อมเที่ยวไป ขคฺควิสาณกปฺโป คล้ายดังนอแรดข้างเดียว.

***

ประเภทของบุตรทั้ง ๔ ตามนัยที่คัมภีร์อรรถกถานั้นอรรถาธิบาย ว่า อตฺรโช ปุตฺโต, เขตฺตโช, ทินฺนโก, อนฺเตวาสิโก ส่วนอรรถกถาชาดกมีอรรถาธิบายว่า ปุตฺโต จ นาเมส อตฺรโช, เขตฺตโช, อนฺเตวาสิโก, ทินฺนโกติ จตุพฺพิโธฯ ตตฺถ อตฺตานํ ปฏิจฺจ ชาโต อตฺรโช นามฯ สยนปิฏฺเฐ ปลฺลงฺเก อุเรติเอวมาทีสุ นิพฺพตฺโต เขตฺตโช นามฯ สนฺติเก สิปฺปุคฺคณฺหนโก อนฺเตวาสิโก นามฯ โปสาวนตฺถาย ทินฺโน ทินฺนโก นามฯ (ชา.อฏฺ.๗) แปลความว่า "อตฺรโช บุตรโดยสายเลือด ซึ่งอาศัยตนเกิดขึ้น เขตฺตโช บุตรที่ได้รับการเลี้ยงดู  คือเด็กที่ปรากฏขึ้นคือเลี้ยงไว้บนตักและอกจนเติบโต,อนฺเตวาสิโก  บุตรคือศิษย์ที่มาเรียนวิชา และทินฺนโก บุตรที่เขาให้ คือมีผู้ส่งมอบให้เลี้ยงดู"

โดยเฉพาะคำว่า เขตตชบุตร นี้ ควรพิจารณา เพราะ เขตฺต แปลว่า เขต, นา, พื้นที่ส่วนตัว, ภรรยา (ตามมติของฉบับมหามกุฏฯแปล) ดังนั้น ปุตตช จึงแปลว่า บุตรเกิดในเขต มีบางแห่งแปลว่า บุตรเกิดแต่ภรรยา เรื่องนี้คาดว่าเป็นเพราะในสังคมอินเดียโบราณ คำว่า "เขตฺต" (นา) มีความหมายลึกซึ้งกว่าพื้นดินทั่วไป โดยเล็งเอา "พื้นที่ส่วนตัวที่มีการถือครองสิทธิ" ดังที่มาในบาฬีว่า นา (เขตฺต) คือพื้นที่ส่วนตัวที่จับจองแล้ว ส่วน พื้นดิน (ภูมิ) คือพื้นดินทั่วไปที่ยังไม่มีเจ้าของ อีกประการหนึ่ง คำว่า "ขตฺติยา" (กษัตริย์) คือผู้ระงับการทะเลาะวิวาทอันเกิดจากนา (เขตฺตานํ ปติ) โดยการแบ่งเขตให้เป็นสัดส่วนเพื่อมิให้แก่งแย่งกัน เพราะเหตุนั้น เขตฺตโช ในนัยแรกจึงหมายถึง บุตรที่ปรากฏขึ้นในพื้นที่อันเป็นสิทธิขาดของบุคคลนั้น เช่น เด็กที่เกิดในบ้าน ในที่ดิน หรือในอุทยานส่วนตัว ย่อมตกเป็นสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของเขตในการชุบเลี้ยง ดังปรากฏในอรรถกถาอปทานว่าอมฺหากํ เขตฺเต ชาตตฺตา เขตฺตโช นามายํ ปุตฺโต เด็กผู้นี้ ถือว่า เป็นบุตรที่เกิดจากเขต เพราะมาเกิดในเขตคือพื้นที่ของเรา"

เมื่อพิจารณาตามคัมภีร์อรรถกถาชาดกและฎีกา "เขต" ถูกอุปมาถึง "อวัยวะที่ใช้โอบอุ้มชุบเลี้ยง" เพื่อให้เด็กคนหนึ่งเจริญเติบโต แม้เขตคือการชุบเลี้ยง กล่าวคือ  บุตรที่ปรากฏขึ้นและเติบโตบนที่นอน (สยน), ตัก (ปลฺลงฺก), และอก (อุร) ก็อาจได้ชื่อว่า เขตฺตช (บุตรที่เกิดจากเขต) เพราะเอามาชุบเลี้ยงให้เจริญเติบโตในเขตคืออวัยวะเช่น บนหลัง ตัก และอก เป็นต้น มตินี้มาในคัมภีร์อรรถกถาชาดก ความ สยนปิฏฺเฐ ปลฺลงฺเก อุเรติเอวมาทีสุ นิพฺพตฺโต เขตฺตโช นาม ทารกที่เกิดในคือเติบโตบนอวัยวะคือที่นอน, ตัก, และอกเป็นต้น ซึ่งนัยนี้สอดคล้องกับคำว่า "โอรสา" (ผู้เกิดแต่อก) ที่เล็งเอาความรักและความใกล้ชิดทางจิตวิญญาณยิ่งกว่าสายเลือด

 

ขัคควิสาณคาถา นี้เป็นอุทานคาถา ซึ่งเป็นคาถาพยากรณ์ทางมาแห่งโพธิญานของพระปัจเจกพุทธะรูปหนึ่งนามว่า พรหมทัตต เหตุเกิดเหมือนปฐมคาถา  มีข้อต่างกันดังนี้ เมื่อท่านบรรลุแล้ว จึงแจ้งแก่พวกอำมาตย์ทั้งหลายว่า ธรรมดาที่อยู่ของปัจเจกพุทธะ เช่นเดียวกับเรา  คือ คันธมาทน์บรรพต เราจักไป ณ ที่นั้น พวกอำมาตย์ทูลทัดทานว่า อย่าละทิ้งพวกเราไป พระปัจเจกพุทธพรหมทัตจึงตอบว่า เมื่อไม่ปรารถนาบุตร แล้วเหตุไรจะปรารถนามิตรสหายเล่า คำว่า เมื่อไม่ปรารถนาบุตร แล้วเหตุไรจะปรารถนามิตรสหายเล่า นี่เองเป็นปฏิปทาเบื้องต้น คือ ความคิดเห็นว่า ความเป็นผู้เดียวมีคุณประโยชน์แท้ แล้วมีจิตร่าเริง ปีติโสมนัส เปล่งอุทานว่า  พึงเป็นผู้เที่ยวไปเหมือนนอแรด

 

***

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น