วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

.. อัทธานวรรค (๑) ธรรมสันตติปัญหา


๒. อทฺธานวคฺโค
๑. ธมฺมสนฺตติปญฺโห
๒. อทฺธานวคฺโค
อ.อัทธานวรรค
๑. ธมฺมสนฺตติปฃฺโห
อ.ปัญหาเกี่ยวกับความสืบกันแห่งธรรม
๑. ราชา อาห ‘‘ภนฺเต นาคเสน, โย อุปฺปชฺชติ, โส เอว โส, อุทาหุ อญฺโญ’’ติ?
ราชา อ.พระราชา อาห ตรัส อิติ ว่า
นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสน ภนฺเต ผู้เจริญ โย ทหโร อ.เด็ก คนใด อุปฺปชฺชติ ย่อม เกิด, โส ทหโร อ.เด็ก คนนั้น  อุปฺปชฺชติ ย่อมเกิด โส ปุคฺคโล เป็นบุคคลนั้น เอว นั่นแหละ หุตฺวา เป็น, อุทาหุ หรือว่า อฃฺโฃ ปุคฺคโล อ.บุคคลอื่น อีกคนหนึ่ง อุปฺปชฺชติ ย่อมเกิด โส ปุคฺคโล เป็นบุคคลนั้น หุตฺวา เป็น? ดังนี้.[1]
เถโร อาห ‘‘น จ โส, น จ อญฺโญ’’ติฯ

เถโร อ.พระเถระ อาห กล่าว อิติ ว่า
มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร โส ทหโร อ.เด็ก คนนั้น น อุปฺปชฺชติ ย่อมไม่เกิด โส ปุคฺคโล เป็นบุคคลนั้น หุตฺวา เป็น จ ด้วย, อฃฺโฃ ปุคฺคโล อ.บุคคลอื่นอีกคนหนึ่ง น อุปฺปชฺชติ ย่อมไม่เกิด โส ปุคฺคโล เป็นบุคคลนั้น หุตฺวา เป็น จ ด้วย ดังนี้.[2]
‘‘โอปมฺมํ กโรหี’’ติฯ

ราชา อ.พระราชา อาห ตรัส อิติ ว่า
ตฺวํ อ.ท่าน กโรหิ ขอจงกระทำ โอปมฺมํ ซึ่งการอุปมา ดังนี้.
‘‘ตํ กึ มญฺญสิ, มหาราช, ยทา ตฺวํ ทหโร ตรุโณ มนฺโท อุตฺตานเสยฺยโก อโหสิ, โส เยว ตฺวํ เอตรหิ มหนฺโต’’ติ?

เถโร อ.พระเถระ ปฏิปุจฺฉิ ย้อนถาม อิติ ว่า
มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร ตฺวํ อ.มหาบพิตร มฃฺฃสิ จะคิด ตํ ซึ่งเรื่องนี้ กึ อย่างไร, (โย) ทหโร อ.เด็กคนใด ตรุโณ ผู้เยาว์ มนฺโท ไม่รู้ความ อุตฺตานเสยฺยโก ยังนอนหงาย[3] ตฺวํ เป็นมหาบพิตร  อโหสิ ได้เป็นแล้ว ยทา เมื่อใด, โส ทหโร เอว อ.เด็กนั้น นั่นแหละตฺวํ เป็นมหาบพิตร มหนฺโต ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ เอตรหิ ณ บัดนี้ หรือ? ดังนี้.[4]
‘‘น หิ, ภนฺเต, อญฺโญ โส ทหโร ตรุโณ มนฺโท อุตฺตานเสยฺยโก อโหสิ, อญฺโญ อหํ เอตรหิ มหนฺโต’’ติฯ
ราชา อ.พระราชา อาห ตรัส อิติ ว่า
ภนฺเต ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หิ ก็ วจนํ อ.คำ ตว อันท่าน ปุจฺฉิตํ ถามแล้ว น ยุตฺตํ ไม่ถูกต้อง, โส ทหโร อ.เด็กคนนั้น  ตรุโณ ผู้เยาว์ มนฺโท ไม่รู้ความ อุตฺตานเสยฺยโก ยังนอนหงาย อฃฺโฃ เป็นอีกคนหนึ่ง อโหสิ ได้เป็นแล้ว, อฃฺโฃ อ.บุคคลอื่น อหํ เป็นข้าพเจ้า มหนฺโต ซึ่งเป็นผู้ใหญ่   เอตรหิ   ณ กาลบัดนี้  อโหสิ ได้เป็นแล้ว ดังนี้.
‘‘เอวํ สนฺเต โข, มหาราช, มาตาติปิ น ภวิสฺสติ, ปิตาติปิ น ภวิสฺสติ, อาจริโยติปิ น ภวิสฺสติ, สิปฺปวาติปิ น ภวิสฺสติ, สีลวาติปิ น ภวิสฺสติ, ปญฺญวาติปิ น ภวิสฺสติฯ













เถโร อ.พระเถระ อาห กล่าว [5]อิติ ว่า
มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร เอวํ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้น สนฺเต มีอยู่ โข แล มาตา อิติปิ วุตฺตา อิตฺถี แม้ อ.หญิง ผู้อันใครๆ เรียกว่า มารดา  น ภวิสฺสติ จักไม่มี [6], ปิตา อิติปิ วุตฺโต ปุริโส  แม้อ.บุรุษ ผู้ใครๆเรียกว่า บิดา ดังนี้ น ภวิสฺสติ จักไม่มี, อาจริโย อิติปิ วุตฺโต ปุคฺคโล แม้อ.บุคคล ผู้อันใครๆเรียกว่า อาจารย์ ดังนี้ น ภวิสฺสติ จักไม่มี, สิปฺปวา อิติปิ วุตฺโต ปุคฺคโล แม้ อ.บุคคล ผู้อันใครๆเรียกว่า ผู้มีศิลปะ ดังนี้ น ภวิสฺสติ ก็จักไม่มี, สีลวา  อิติปิ ปุคฺคโล แม้อ.บุคคล ผู้อันใครๆเรียกว่า ผู้มีศีล ดังนี้ น ภวิสฺสติ จักไม่มี, ปฃฺฃวา อิติปิ วุตฺโต ปุคฺคโล แม้อ.บุคคลผู้อันใครๆ เรียกว่า  ผู้มีปัญญา ดังนี้ จักไม่มี.
กึ นุ โข, มหาราช, อญฺญา เอว กลลสฺส มาตา, อญฺญา อพฺพุทสฺส มาตา, อญฺญา           เปสิยา มาตา, อญฺญา ฆนสฺส มาตา, อญฺญา ขุทฺทกสฺส มาตา, อญฺญา มหนฺตสฺส มาตา, อญฺโญ สิปฺปํ สิกฺขติ, อญฺโญ สิกฺขิโต ภวติ, อญฺโญ ปาปกมฺมํ กโรติ, อญฺญสฺส หตฺถปาทา ฉิชฺชนฺตี’’ติ?

มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร มาตา อ.มารดา กลลสฺส ของกลละ อฃฺฃา เอว เป็นอีกคนหนึ่ง นั่นเทียว โหติ ย่อมเป็น, มาตา อ.มารดา อพฺพุทสฺส ของอัพพุทะ อฃฺฃา เป็นอีกคนหนึ่ง โหติ ย่อมเป็น,  มาตา อ.มารดา เปสิยา ของเปสิ อฃฺฃา เป็นอีกคนหนึ่ง โหติ ย่อมเป็น, มาตา  อ.มารดา ฆนสฺส ของฆนะ อฃฺฃา เป็นอีกคนหนึ่ง โหติ ย่อมเป็น,[7] มาตา อ.มารดา   ขุทฺทกสฺส ของเด็กน้อย  อฃฺฃา เป็นอีกคนหนึ่ง โหติ ย่อมเป็น, มาตา อ.มารดา มหนฺตสฺส ของผู้ใหญ่ อฃฺฃา เป็นอีกคนหนึ่ง โหติ ย่อมเป็น[8], ปุคฺคโล อ.บุคคล  อฃฺโฃ อีกคนหนึ่ง สิกฺขติ ย่อมเรียน สิปฺปํ ซึ่งศิลปะ,  ปุคฺคโล อ.บุคคล สิกฺขิโต ผู้เรียนสำเร็จแล้ว อฃฺโฃ เป็นอีกคนหนึ่ง ภวติ ย่อมเป็น[9], ปุคฺคโล อ.บุคคล อฃฺโฃ อีกคนหนึ่ง กโรติ ย่อมกระทำ ปาปกมฺมํ ซึ่งบาปกรรม, หตฺถปาทา อ.มือและเท้าท. อฃฺฃสฺส ของคนหนึ่ง ฉิชฺชนฺติ ย่อมขาด กึ นุ โข หรือหนอแล ? ดังนี้ [10]
‘‘น หิ, ภนฺเตฯ ตฺวํ ปน, ภนฺเต, เอวํ             วุตฺเต กึ วเทยฺยาสี’’ติ?
ราชา อ.ราชา อาห ตรัสแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หิ ก็ เอตํ วจนํ คำ นั้น ตยา อันท่าน วุตฺตํ กล่าวแล้ว น โหติ ย่อมเป็นหามิได้, ภนฺเต ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ปน แต่ว่า เอวํ ครั้นเมื่อคำเช่นนี้  มยา  อันข้าพเจ้า วุตฺเต กล่าวแล้ว[11] ตฺวํ อ.ท่าน วเทยฺยาสิ พึงกล่าว กึ วจนํ ซึ่งคำอะไร?
เถโร อาห ‘‘อหญฺเญว โข, มหาราช,            ทหโร อโหสึ ตรุโณ มนฺโท อุตฺตานเสยฺยโก, อหญฺเญว เอตรหิ มหนฺโต, อิมเมว กายํ          นิสฺสาย สพฺเพ เต เอกสงฺคหิตา’’ติฯ
เถโร อ.พระเถระ อาห กล่าวแล้ว อิติ ว่า มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร อหํ เอว โข อ.อาตมภาพ นั่นเทียว แล ทหโร เป็นเด็ก ตรุโณ อ่อน มนฺโท ไม่รู้ความ  อุตฺตานเสยฺยโก นอนหงาย อโหสึ     ได้เป็นแล้ว, อหํ เอว อ.อาตมภาพนั่นแหละ มหนฺโต เป็นผู้ใหญ่ อมฺหิ ย่อมเป็น เอตรหิ ณ บัดนี้, สพฺเพ เต อ.บุคคลท.เหล่านั้น   ทั้งปวง เอกสงฺคหิตา รวมเป็นคนเดียวกัน นิสฺสาย เพราะอาศัย อิมํ กายํ เอว ซึ่งกายนี้นั่นเทียว” ดังนี้.[12]
‘‘ภิยฺโย โอปมฺมํ กโรหี’’ติฯ
ราชา อ.พระราชา อาห ตรัสแล้ว อิติว่า "ตฺวํ อ.ท่าน กโรหิ ขอจงกระทำ โอปมฺมํ ซึ่งอุปมา ภิยฺโย โดยยิ่งเถิด"ดังนี้.
‘‘ยถา, มหาราช, โกจิเทว ปุริโส ปทีปํ ปทีเปยฺย, กึ โส สพฺพรตฺตึ ปทีเปยฺยา’’ติ?
เถโร อ.พระเถระ อาห กล่าวแล้ว อิติ ว่า มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร ยถา เปรียบเหมือนว่า ปุริโส อ.บุรุษ โกจิ เอว บางคนนั่นเทียว ปทีปํ ยังประทีป ปทีเปยฺยํ พึงให้สว่างไสว, โส ปทีโป อ.ประทีปนั้น ปทีเปยฺย พึงสว่างไสว  สพฺพรตฺตึ ตลอดราตรีทั้งปวง กึ หรือ? ดังนี้
‘‘อาม, ภนฺเต, สพฺพรตฺตึ ปทีเปยฺยา’’ติฯ
ราชา อ.พระราชา อาห ตรัสแล้ว อิติว่า ภนฺเต ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อาม ถูกแล้ว โส ปทีโป อ.ประทีบนั้น ปทีเปยฺย พึงสว่างไสว สพฺพรตฺตึ ตลอดราตรีทั้งปวง"ดังนี้.
‘‘กึ นุ โข, มหาราช, ยา ปุริเม ยาเม       อจฺจิ, สา มชฺฌิเม ยาเม อจฺจี’’ติ?
เถโร อ.พระเถระ อาห กล่าวแล้ว อิติ ว่า   มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร ยา อจฺจิ อ.เปลวไฟ ใด ยาเม ในยาม ปุริเม อันมีในก่อน อตฺถิ มีอยู่, สา อจฺจิ อ.เปลวไฟอันนั้น  อจฺจิ เป็นเปลวไฟ ยาเม ในยาม มชฺฌิเม อันมีในท่ามกลาง โหติ ย่อมเป็น กึ นุ โข หรือหนอแล?" ดังนี้
‘‘น หิ ภนฺเต’’ติฯ
ราชา อ.พระราชา อาห ตรัสแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ยา อจฺจิ อ.เปลวไฟ ใด ยาเม ในยาม ปุริเม อันมีในก่อน อตฺถิ มีอยู่, สา อจฺจิ อ.เปลวไฟอันนั้น  อจฺจิ เป็นเปลวไฟ ยาเม ในยาม มชฺฌิเม อันมีในท่ามกลาง โหติ ย่อมเป็น น หามิได้." ดังนี้.
‘‘ยา มชฺฌิเม ยาเม อจฺจิ, สา ปจฺฉิเม ยาเม อจฺจี’’ติ?
เถโร อ.พระเถระ อาห กล่าว อิติ ว่า มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร  ยา อจฺจิ อ.เปลวไฟ ใด ยาเม ในยาม มชฺฌิเม อันมีในท่ามกลาง อตฺถิ มีอยู่, สา อจฺจิ  อ.เปลวไฟอันนั้น  อจฺจิ เป็นเปลวไฟ ยาเม ในยาม ปจฺฉิเม อันมีในที่สุด โหติ ย่อมเป็น กึ นุ โข หรือหนอแล?" ดังนี้
 ‘‘น หิ ภนฺเต’’ติฯ
ราชา อ.พระราชา อาห ตรัส อิติ ว่า "ภนฺเต ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ยา อจฺจิ อ.เปลวไฟอันใด ยาเม ในยาม มชฺฌิเม อันมีในท่ามกลาง อตฺถิ มีอยู่, สา อจฺจิ อ.เปลวไฟอันนั้น  อจฺจิ เป็นเปลวไฟ ยาเม ในยาม    ปจฺฉิเม อันมีในที่สุด โหติ ย่อมเป็น น  หามิได้ ดังนี้.
‘‘กึ นุ โข, มหาราช, อญฺโญ โส อโหสิ ปุริเม ยาเม ปทีโป, อญฺโญ มชฺฌิเม ยาเม ปทีโป, อญฺโญ ปจฺฉิเม ยาเม ปทีโป’’ติ?
เถโร อ.พระเถระ อาห กล่าวแล้ว อิติว่า มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร โส ปทีโป อ.ประทีป ยาเม ในยาม ปุริเม อันมีในเบื้องต้น อฃฺโฃ เป็นอีกดวงหนึ่ง อโหสิ ได้เป็นแล้ว, ปทีโป อ.ประทีป ยาเม ในยาม มชฺฌิเม อันมีในท่ามกลาง อฃฺโฃ เป็นอีกดวงหนึ่ง อโหสิ ได้เป็นแล้ว, ปทีโป อ.ประทีป ยาเม ในยาม ปจฺฉิเม อันมีในที่สุด อฃฺโฃ เป็นอีกดวงหนึ่ง อโหสิ ได้เป็นแล้ว กึ นุ โข หรือหนอแล"ดังนี้?.
‘‘น หิ ภนฺเต, ตํ เยว นิสฺสาย สพฺพรตฺตึ ปทีปิโต’’ติฯ
ราชา อ.พระราชา อาห กล่าวแล้ว        อิติ ว่า ภนฺเต ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โส ปทีโป อ.ประทีป ยาเม ในยาม ปุริเม อันมีในเบื้องต้น อฃฺโฃ เป็นอีกดวงหนึ่ง อโหสิ   ได้เป็นแล้ว, ปทีโป อ.ประทีป ยาเม ในยาม มชฺฌิเม อันมีในท่ามกลาง อฃฺโฃ เป็นอีกดวงหนึ่ง อโหสิ ได้เป็นแล้ว,  ปทีโป  อ.ประทีป ยาเม ในยาม ปจฺฉิเม  อันมีในที่สุด อฃฺโฃ เป็นอีกดวงหนึ่ง   อโหสิ   ได้เป็นแล้ว น หามิได้.  ปทีโป อ.ประทีป ปทีปิโต สว่างไสวแล้ว สพฺพรตฺตึ ตลอดราตรีทั้งปวง นิสฺสาย เพราะอาศัย ตํ กปลฺลวฏฺฏิเตลํ ซึ่งตะเกียง น้ำมันและไส้นั้น[13] เอว นั่นเทียว.
‘‘เอวเมว โข, มหาราช, ธมฺมสนฺตติ สนฺทหติ, อญฺโญ อุปฺปชฺชติ, อญฺโญ นิรุชฺฌติ, อปุพฺพํ อจริมํ วิย สนฺทหติ, เตน น จ โส, น จ อญฺโญ, ปุริมวิญฺญาเณ ปจฺฉิมวิญฺญาณํ สงฺคหํ คจฺฉตี’’ติฯ
เถโร อ.พระเถระ อาห กล่าว อิติ ว่า มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธมฺมสนฺตติ อ.ความสืบต่อแห่งธรรม  สนฺทหติ ย่อมสืบต่อ เอวํ เอว ฉันนั้นนั่นเทียว, อฃฺโฃ ธมฺโม อ.ธรรม อย่างหนึ่ง อุปฺปชฺชติ ย่อมเกิด, อฃฺโฃ อ.ธรรม อย่างหนึ่ง นิรุชฺฌติ ย่อมดับไป, ธมฺโม อ.ธรรม สนฺทหติ ย่อมสืบต่อ วิย ราวกับว่า อปุพฺพํ ไม่ก่อน อจริมํ ไม่หลัง, เตน สนฺทหเนน เพราะการสืบต่อนั้น โส ทหโร อ.เด็กนั้น อหํ เป็นอาตมภาพ โหติ ย่อมเป็น, อฃฺโฃ อ.บุคคลอื่นอีกคนหนึ่ง มหนฺโต ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ อหํ เป็นอาตมภาพ โหติ ย่อมเป็น,[14]   ปุริมวิฃฺฃาโณ อ.บุคคลผู้มีวิญญาณแรก คจฺฉติ ย่อมถึง ปจฺฉิมวิฃฺฃาณสงฺคหํ ซึ่งการรวมกันกับผู้มีวิญญาณหลัง.[15]
‘‘ภิยฺโย โอปมฺมํ กโรหี’’ติฯ
ราชา อ.พระราชา อาห ตรัส อิติ ว่า ตฺวํ อ.ท่าน กโรหิ จงกระทำ โอปมฺมํ ซึ่งอุปมา ภิยฺโย โดยยิ่งเถิด ดังนี้.
‘‘ยถา, มหาราช, ขีรํ ทุยฺหมานํ                กาลนฺตเรน ทธิ ปริวตฺเตยฺย, ทธิโต นวนีตํ, นวนีตโต ฆตํ ปริวตฺเตยฺย,

เถโร อ.พระเถระ อาห กล่าว อิติ ว่า มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขีรํ  อ.นมสด ทุยฺหมานํ ที่ถูกรีดมา ปริวตฺตยฺย พึงแปรรูป ทธิ เป็นนมส้ม หุตฺวา เป็น กาลนฺตเรน โดยลำดับแห่งกาล นวนีตํ อ.เนยสด ปริวตฺเตยฺย พึงแปรรูป ทธิโต จากนมส้ม, ฆตํ อ.เนยใส  ปริวตฺเตยฺย พึงแปรรูป นวนีตโต จากเนยสด,
โย นุ โข, มหาราช, เอวํ วเทยฺย ‘ยํ เยว ขีรํ ตํ เยว ทธิ, ยํ เยว ทธิ ตํ เยว นวนีตํ, ยํ เยว นวนีตํ ตํ เยว ฆต’นฺติ,

มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร โย ปุคฺคโล อ.บุคคลใด นุ โข หนอแล  วเทยฺย พึงกล่าว เอวํ อย่างนี้ อิติ ว่า ยํ ขีรํ อ.นมสดใด เอว นั่นเทียว, ตํ ขีรํ อ.นมสดนั้น เอว นั่นเทียว ทธิ เป็นนมส้ม โหติ ย่อมเป็น, ยํ ทธิ อ.นมส้มใด เอว นั่นเทียว, ตํ ทธิ       อ.นมส้มนั้น เอว นั่นเทียว  นวนีตํ  เป็นเนยสด, ยํ นวนีตํ อ.เนยสดใด เอว นั่นเทียว, ตํ นวนีตํ อ.เนยสดนั้น เอว นั่นเทียว ฆตํ เป็นเนยใส โหติ ย่อมเป็น ดังนี้,  
สมฺมา นุ โข โส, มหาราช, วทมาโน  วเทยฺยา’’ติ



มหาราช ขอถวายพระพร มหาบพิตร  โส ปุคฺคโล อ.บุคคลนั้น  วทมาโน ผู้กล่าว (เอวํ อย่างนี้) วเทยฺย  ชื่อว่า พึงกล่าว สมฺมา ถูกต้อง นุ โข หรือหนอแล ดังนี้
‘‘น หิ ภนฺเต, ตํเยว นิสฺสาย สมฺภูต’’นฺติฯ
ราชา อ.พระราชา อาห ตรัสแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หิ ก็ เอตํ วจนํ อ. คำนั้น วุตฺตํ เป็นคำอันเขากล่าวแล้ว น สมฺมา โดยชอบ หามิได้ โหติ ย่อมเป็น, ทธิ จ อ.นมส้มด้วย นวนีตํ จ อ.เนยสด ด้วย  ฆตํ จ อ.เนยใส ด้วย สมฺภูตํ เกิดขึ้นพร้อมแล้ว นิสฺสาย เพราะอาศัย ตํ ขีรํ เอว ซึ่งนมสดนั้นนั่นเทียว ดังนี้.
‘‘เอวเมว โข, มหาราช, ธมฺมสนฺตติ สนฺทหติ, อญฺโญ อุปฺปชฺชติ, อญฺโญ นิรุชฺฌติ, อปุพฺพํ อจริมํ วิย สนฺทหติ,

เถโร อ.พระเถระ อาห กล่าว อิติ ว่า  มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร, อฃฺโฃ ธมฺโม อ.ธรรม อย่างหนึ่ง อุปฺปชฺชติ ย่อมเกิด, อฃฺโฃ ธมฺโม อ.ธรรมอย่างหนึ่ง  นิรุชฺฌติ ย่อมดับไป, ธมฺโม อ.ธรรม   สนฺทหติ ย่อมสืบต่อ วิย ราวกับว่า อปุพฺพํ ไม่ก่อน อจริมํ ไม่หลัง,
เตน น จ โส, น จ อญฺโญ, ปุริมวิญฺญาเณ ปจฺฉิมวิญฺญาณํ สงฺคหํ คจฺฉตี’’ติ

เตน สนฺทหเนน เพราะการสืบต่อนั้น โส ทหโร อ.เด็กนั้น อหํ เป็นอาตมภาพ โหติ ย่อมเป็น, อฃฺโฃ อ.บุคคลอื่นอีกคนหนึ่ง มหนฺโต ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ อหํ เป็นอาตมภาพ โหติ ย่อมเป็น, ปุริมวิฃฺฃาโณ อ.บุคคลผู้มีวิญญาณแรก คจฺฉติ ย่อมถึง ปจฺฉิม-วิฃฺฃาณสงฺคหํ ซึ่งการรวมกันกับผู้มีวิญญาณหลัง ดังนี้.
‘‘กลฺโลสิ, ภนฺเต นาคเสนา’’ติ
ราชา อ.พระราชา อโวจ ได้ตรัสแล้ว      อิติ ว่า นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสน   ภนฺเต ผู้เจริญ, ตฺวํ อ.ท่าน กลฺโล เป็นผู้สามารถแก้ปัญหา อสิ ย่อมเป็น” ดังนี้.
ธมฺมสนฺตติปญฺโห ปฐโมฯ
ธมฺมสนฺตติปฃฺโห
อ.ปัญหาเกี่ยวกับการสืบต่อแห่งธรรม
ปฅโม ที่ ๑ นิฏฺฅิโต จบแล้ว.



[1] หมายความว่า เด็กคนที่เกิดมานั่นเอง เป็นคนเดียวกับผู้ใหญ่ในปัจจุบัน, หรือมีคนอื่น อีกคนหนึ่งที่มาเป็นผู้ใหญ่ในปัจจุบัน.  ส่วนอรรถกถาประกอบความโดยใช้พระนาคเสนเองเป็นตัวสื่อว่า  “โย ทหโร อ.เด็ก คนใด อุปฺปชฺชติ ย่อมเกิด อายสฺมา นาคเสโน เป็นท่านพระนาคเสน,  โส ทหโร อ.เด็ก คนนั้น เอว นั่นแหละ อุปฺปชฺชติ ย่อมเกิด อายสฺมา นาคเสโน เป็นพระนาคเสน (หุตฺวา เป็น) เอตรหิ ณ บัดนี้ กึ หรือ, อุทาหุ หรือว่า มหนฺโต  อ. บุรุษผู้ใหญ่ อฃฺโฃ อีกคนหนึ่ง เอว นั่นเทียว  อุปฺปชฺชติ ย่อมบังเกิด อายสฺมา นาคเสโน เป็นพระนาคเสน (หุตฺวา เป็น) เอตรหิ ณ บัดนี้. ความก็ว่า ผู้ใหญ่นาคเสนในปัจจุบันเป็นคนเดียวกับเด็กนาคเสนในอดีตใช่หรือไม่.
[2] หมายความว่า เด็กคนนั้นเกิดเป็นผู้ใหญ่ ณ ปัจจุบันนี้ ก็ไม่ใช่, ทั้งจะมีผู้ใหญ่อีกคนหนึ่ง ที่เกิดเป็นผู้ใหญ่ ณ ปัจจุบัน ก็ไม่ใช่อีกเช่นกัน. ส่วนอรรถกถาประกอบความว่า อหํ อ.อาตมภาพ น วทามิ มิได้กล่าว อิติ เอวํ ปิ แม้อย่างนี้ว่า  โส ทหโร เอว อ.เด็กคนนั้นนั่นแหละ อหํ (หุตฺวา) โข อุปฺปชฺชติ ย่อมเกิดเป็นอาตมภาพแล เอตรหิ ณ บัดนี้ ดังนี้ จ ด้วย, น วทามิ จ อีกทั้งไม่ได้กล่าว อิติ เอวํ ปิ แม้เช่นนี้ว่า อฃฺโฃ มหนฺโต เอว อ.บุรุษผู้ใหญ่อื่นอีกคนหนึ่งนั่นเทียว อหํ โข (หุตฺวา) อุปฺปชฺชติ ย่อมเกิด เป็นอาตมภาพ แล เอตรหิ ณ บัดนี้ ดังนี้ ด้วย. อธิบายเพิ่มเติมได้ว่า เด็กและผู้ใหญ่นั้น ซึ่งเป็นคนละบุคคล แต่อาศัยกายเดียวกันนี้แหละ ได้ดับไปแล้วและเกิดขึ้นใหม่สืบต่อกันมาและเข้าถึงความเป็นบุคคลเดียวกัน. ก็ความสืบต่อกันประหนึ่งว่าไม่ก่อนไม่หลังนั่นแหละ ได้โวหารบัญญัติว่า “วัย” เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงวิสัชชนาว่า  เด็กคนนั้นจะเป็นอาตมาภาพก็ไม่ใช่ ผู้ใหญ่อีกคนหนึ่ง จะเป็นอาตมาภาพ ณ บัดนี้ ก็ไม่ใช่.
[3] อุตฺตานเสยฺยโก นอนหงาย ความว่า นอนแบ, ตรุโณ มนฺโท อุตฺตานเสยฺยโก ๓ ศัพท์นี้เป็นไวพจน์ของ ทหร ศัพท์
[4] เมื่อพระราชากล่าวว่า พระคุณเจ้าจงอุปมา ดังนี้แล้ว ก่อนจะทำอุปมา พระเถระคิดว่า “ด้วยคำเพียงว่า เด็กเป็นอีกคนหนึ่ง ก็หามิได้ เป็นต้น เป็นการปฏิเสธโดยสังเขปแล้ว ดังนี้, ด้วยเหตุนี้ ท่านประสงค์จะเปิดเผยลัทธิอันควรคัดค้านของพระราชาเป็นอย่างยิ่ง โดยพิศดาร เสียก่อนจึงได้ย้อนถามว่า มหาบพิตร พระองค์คิดว่าอย่างไร, เด็กน้อยไม่เดียงสาผู้ยังนอนแบอยู่นั้น เคยเป็นพระองค์มาก่อน, ถึงเด็กคนนั้น ก็เป็นพระองค์ ในปัจจุบันนี้กระนั้นหรือ?.
[5] ข้อความนี้เป็นคำคัดค้านลัทธิความเห็นของพระราชาข้างต้นนั้นโดยพิศดาร
[6] ถ้าเด็กเป็นอีกคนหนึ่ง, ผู้ใหญ่เป็นอีกคนหนึ่งแล้วไซร้, ครั้นความสืบต่อแห่งธรรม (ที่เป็นโวหารว่าวัย) ขาดไป, ด้วยการกำหนดแยกเป็นแต่ละคนๆ ในภพเดียวกันอย่างนี้ ก็จะไม่มีมารดาของบุตร.
[7] ข้อความนี้เป็นคำกล่าวถึง ลำดับขั้นตอนความเกิดขึ้นแห่งอัตภาพของสัตว์ ด้วยอำนาจความเติบโตไปตามวัย เริ่มแต่ปฏิสนธิจนเกิดอวัยวะมีมือเท้าเป็นต้นบริบูรณ์ ดังพระบาฬีว่า ปฅมํ กลลํ โหติ, กลลา โหติ อพฺพุทํ, อพฺพุทา ชายเต เปสิ, เปสิ นิพฺพตฺติ ฆโน, ฆนา ปสาขา ชายนฺติ, เก สา โลมา นขาปิ จ, ยฃฺจสฺส ภุฃฺชติ มาตา,  อนฺนํ ปานฃฺจ โภชนํ, เตน โส ตตฺถ ยาเปติ, มาตุกุจฺฉิคฺคโต นโร แปลความว่า แรกเกิดเป็นกลละ ต่อจากกลละเป็นอัพพุทะ ต่อจากอัพพุทะ ก็เกิดเปสิ ต่อจากเปสิ ก็เกิดฆนะ, ต่อจากฆนะ ก็เกิดปัญจสาขา ทั้งผม ขนและเล็บ. อนึ่ง มารดาของสัตว์ผู้นั้น บริโภคอาหารคือข้าวและน้ำใด สัตว์ผู้อยู่ในท้องของมารดานั้น ย่อมเป็นไปในท้องของมารดานั้น ด้วยอาหารที่มารดาบริโภคนั้น. (ความจริงเป็นคาถา แต่ในที่นี้เขียนไว้ในรูปร้อยกรองเพื่อประหยัดหน้ากระดาษ)
            คำว่า กลละ ได้แก่ รูปที่เป็นเพียงน้ำใสๆ มีประมาณเท่าน้ำมันงาใส อันเปื้อนอยู่ที่ปลายขนแกะ, ต่อมามีปริมาณมากขึ้นและขุ่นขึ้น มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ เรียกว่า อัพพุทะ. เปสิ ได้แก่ รูปที่แข็งตัวขึ้นจนเป็นวุ้นเป็นชิ้นขึ้น มักเรียกว่า ก้อนเลือด, จากเปสินั้นนั่นแหละ มีวัยเจริญเติบโตต่อไปอีก จนเป็นก้อนเนื้อเรียกว่า ฆนะ ภายหลังต่อจากนั้น ก็เป็นปัญจสาขา (สาขา ๕) คือ มือ ๒ เท้า ๒ ศีรษะ ๑ ก็ปรากฏขึ้น เป็นอยู่ด้วยอาหารที่มารดากลืนกินซึ่งแผ่ซ่านอยู่ในตัวของมารดา และอาหารที่ถูกส่งไปทางสายสะดือ จนกว่าจะคลอดจากครรภ์.
[8] หมายความว่า เมื่อถือเอาโดยการแยกเป็นแต่ละคน มารดาของผู้ที่เป็นกลละ ก็จะเป็นอีกคนหนึ่ง มิได้เป็นมารดาของอัพพุทะ, มารดาของอัพพุทะ ก็จะเป็นอีกคนหนึ่ง มิใช่ของเปสิ, มารดาของเปสิ เป็นอีกคนหนึ่ง มิใช่ชองฆนะ, มารดาของฆนะ ก็จะเป็นอีกคนหนึ่ง, ว่าโดยวัย มารดาของผู้ยังเด็กเล็ก ก็เป็นอีกคนหนึ่ง มิใช่ของผู้ใหญ่, มารดาของผู้ใหญ่ ก็เป็นอีกผู้หนึ่ง มิใช่เป็นของผู้ยังเด็กเล็ก,
ขยายความว่า เมื่อเป็นคนละคนกันอย่างนี้ แม้ผู้ที่บุตรจะพึงเรียกว่า มารดา ก็จักไม่มี เพราะในภพเดียวกัน ในคราวที่ยังเป็นเพียงกละ ก็มีมารดาคนหนึ่ง เมื่อความเป็นกลละหมดไป ถึงความเป็นอัพพุทะ ก็มีมารดาอีกคนหนึ่ง เพราะในคราวนี้ เมื่อเป็นอัพพุทะ ก็ไม่ใช่บุตรของมารดาผู้เป็นเพียงกลละ เมื่อเป็นอย่างนี้ สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ จะพึงนับเอาใครว่า เป็นมารดาตนสักคนเล่า ก็เป็นอันว่า แม้มารดาก็จักไม่มี. ส่วนคำที่เหลือก็มีนัยนี้.
[9] เมื่อถือเอาโดยแยกจากกันเป็นคนละคน, บุคคลคนเดียวกัน จะกลายเป็นว่า คนหนึ่งเล่าเรียน แต่ไม่เป็นผู้เรียนสำเร็จ, คนหนึ่งเป็นผู้เรียนสำเร็จแต่ไม่ได้เล่าเรียน.
[10] เมื่อถือเอาโดยแยกเป็นคนละคน แม้บุคคลคนเดียวกัน  ในภพเดียวกัน , อีกคนหนึ่งทำบาปกรรมอันเป็นทิฏฐธรรมเวทนียะ,แต่มือเท้าของผู้นั้น จะได้ขาดไปเพราะกรรมนั้นเป็นปัจจัยก็หามิได้, ก็จะกลายเป็นว่า มือเท้าของอีกคนหนึ่ง ย่อมขาดไป เพราะมีบาปกรรมนั้นเป็นปัจจัย,  บุคคลผู้นั้น จะได้ชื่อว่า ทำบาปกรรมหามิได้ (คือ ผู้ที่ทำไม่ถูกลงโทษ, ส่วนที่ถูกลงโทษไม่ได้ทำ เพราะถือว่าเป็นคนละคนกัน) หรืออย่างไร มหาบพิตร ดังนี้
[11] ประกอบความว่า วจเน ครั้นเมื่อคำว่า ยทา ในกาลใด ทหโร ตรุโณ มนฺโท อุตฺตานเสยฺยโก เด็ก อ่อน ไม่รู้ความ ยังนอนหงาย ตฺวํ เป็นท่าน อโหสิ ได้เป็นแล้ว, โส ทหโร เอว เด็กคนนั้น ตฺวํ เป็นท่าน มหนฺโต ผู้ใหญ่  เอตรหิ ณ บัดนี้ หรือ ดังนี้ มยา จ อันข้าพเจ้า ก็ดี เกนจิปิ จ  แม้อันผู้หนึ่งผู้ใด ก็ดี วุตฺเต กล่าวแล้ว ปุจฺฉนวเสน ด้วยอำนาจคำถาม, ตฺวํ อ.ท่าน วเทยฺยาสิ พึงกล่าว กึ ซึ่งคำอะไร (ท่านจะตอบอย่างไร)?
[12] ความว่า  เด็กและผู้ใหญ่ถึงความเป็นคนเดียวกัน ด้วยอาศัยธรรมสันตติที่สืบต่อกันอยู่ในกายเดียวกันนี้.
[13] โยคมาตามนัยของอรรถกถา. ความว่า เปลวไฟที่ลุกโพลงตลอดราตรีต่างก็อาศัยตะเกียง น้ำมันและไส้ปัจจัยเหล่านี้ที่ประชุมกันเข้าเป็นโคมประทีป เปรียบได้กับบุคคลทุกวัย ล้วนต้องอาศัยธรรมอันประชุมกันที่เรียกว่ากายนี้ทั้งสิ้น.
[14] ประกอบความตามอรรถกถา ความว่า เพราะการสืบต่อกัน เด็กน้อย ไม่ได้เป็นอีกคนหนึ่ง, ผู้ใหญ่ ก็มิได้เป็นอีกคนหนึ่ง. ความจริง เด็กน้อยในเยาว์วัย ก็เป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งดับไปแล้ว แม้ผู้ใหญ่ ก็เป็นอีกคนหนึ่งก็เกิดขึ้น แต่อาศัยความสืบต่อแห่งธรรม จึงเป็นเหมือนกับว่า เป็นบุคคลคนเดียวกันซึ่งเกิดขึ้นอยู่ในขณะเดียวกัน
[15] ปาฐะในอรรถกถาเป็น ปุริมวิฃฺฃาโณ ปจฺฉิมวิฃฺฃาณสงฺคหํ คจฺฉติ, ในมิลินทปัญหานิสสยะพม่าเป็น ปุริมวิฃฺฃาโณ ปจฺฉิมวิฃฺฃาณํ สงฺคหํ, ฉบับของไทยเป็น ปจฺฉิมวิฺาณสงฺคห คจฺฉติ. ในที่นี้แปลตามปาฐะในอรรถกถา.
มีอธิบายตามอรรถกถานั้นว่า ผู้มีวิญญาณแรก คือ เด็ก, ส่วนผู้มีวิญญาณหลัง คือ ผู้ใหญ่.  ผู้อยู่ในวัยเด็ก ย่อมถึงการรวมกันเป็นคนเดียวกับผู้ที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่. จึงได้ข้อสรุปว่า จิตหรือนามธรรมสืบต่อกันไปโดยอาศัยรูปธรรม ส่วนคำว่า ผู้ใหญ่หรือเด็กนั้น เป็นคำกล่าวโดยโวหารบัญญัติว่าวัย.

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

สารัตถะภาษาบาฬีจากคัมภีร์ไวยากรณ์

ศึกษาบาฬีไวยากรณ์กับคัมภีร์นิรุตติทีปนี
ครั้งที่ ๘๓  : พยัญชนอาคม : การลง ต อาคม

การลงพยัญชนอาคม เป็นวิธีการหนึ่งที่นิยมใช้ในการเชื่อมบทเข้าหากัน ความเห็นเรื่องอักษรที่เพิ่มเข้ามาอาจมีแตกต่างกัน กล่าวคือ บางแห่งมองว่าเป็นอักษรอาคม บางแห่งมองว่าเป็นการอาเทศ แต่บางแห่งกลับมองว่าเป็นปัจจัย
ควรทราบหลักการใช้คำศัพท์อยู่ ๒ ประการ คือ
๑. หลักการในคัมภีร์ไวยากรณ์
๒. หลักการใช้ในพระบาฬีและอรรถกถาฎีกา
คัมภีร์ไวยากรณ์บาฬี จัดเป็นคัมภีร์ที่แสดงหลักการใช้ภาษาที่ถือเป็นมาตรฐานและมีความสอดคล้องกับการใช้ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาพระพุทธวจนะที่มาในพระบาฬีอยู่แล้วให้ได้ความหมายที่ถูกต้องของพระพุทธวจนะนั้น หรือเป็นการใช้ภาษาโดยการพูดหรือเขียนขึ้นใหม่อีก.  แต่หลักไวยากรณ์บาฬีถือว่าเป็นไปโดยส่วนมาก เพราะไวยากรณ์บาฬีนั้นยึดหลักภาษาสันสกฤตเป็นกฏเกณฑ์เบื้องต้นในการกำหนดหลักการ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องอนุโลมให้สอดคล้องกับตัวอย่างการใช้จริงในพระบาฬี. หลักไวยากรณ์จึงถือเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่สำคัญอย่างแรก ในการพิจารณาหาเกณฑ์การใช้คำศัพท์ในพระบาฬีนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการใช้ภาษาในการแสดงธรรมของพระผู้มีพระภาค ได้ปรับปรุงให้เหมาะสมแก่ผู้ฟังในวาระและสถานที่ต่างๆ ในพระบาฬีจึงมีคำศัพท์ที่นอกกฏเกณฑ์จากหลักไวยากรณ์เดิม ดังนั้น คัมภีร์ไวยากรณ์ จะต้องมีเงื่อนใขในการใช้ศัพท์ในหลักการ (สูตร) นั้นๆ ว่า กฏข้อนี้มีใช้ในบางแห่งเท่านั้น บ้าง ยกเว้นศัพท์ที่มาในพระบาฬีเหล่านี้ บ้าง อาจใช้ได้เป็น ๒ กรณี บ้าง เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับพระบาฬี ดังที่ท่านจะย้ำไว้เสมอๆว่า วิธีการในหลักไวยากรณ์ จะต้องเหมาะสมกับพระชินพจน์ และ ไม่ขัดแย้งกับพระชินพจน์นั้น ดังนั้น หลักไวยากรณ์ในภาษาบาฬี ท่านจึงบอกว่า เป็นไปโดยส่วนมาก. การมีคำศัพท์นั้นๆ ตามที่ใช้จริงในพระบาฬีและอรรถกถา ฎีกา จึงถือเป็นหลักการเครื่องกำหนดเกณฑ์การใช้ของคำศัพท์นั้นอีกด้วย.
ในพระบาฬีบางแห่ง อาจมีมุมมองเกี่ยวกับคำศัพท์ของอาจารย์ไวยากรณ์กับพระอรรถกถาจารย์เป็นต้นที่แตกต่างกัน และแม้อาจารย์ไวยากรณ์แต่ละสำนักก็ยังมีความเห็นที่ต่างกันอีกด้วย. ในกรณีนี้ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเกิดจากการพิจารณารูปศัพท์ที่สำเร็จแล้วเป็นสำคัญ ส่วนวิธีการคงเป็นทางมาเท่านั้น.
แม้ในเรื่องการลง ต อาคม นี้ก็พบว่า มีแตกต่างกันโดยหลักการทั้ง ๒ ดังกล่าว ดังนั้น ในวันนี้ จะแสดงทั้งสองกรณีไปพร้อมกัน

๑. หลักการในคัมภีร์ไวยากรณ์
คัมภีร์นิรุตติทีปนีแสดงการลง ต อาคมไว้ในตัวอย่างเหล่านี้

(๑). อชฺชตคฺเค  เริ่มแต่วันนี้เป็นต้นไป (ตามพยัญชนะ คือ กระทำวันนี้ให้เป็นวันแรก)
คำนี้ตัดเป็น  อชฺช + อคฺเค โดยลง ต อาคม
                                  
(๒) ตสฺมาติห เพราะเหตุนั้น ในพระศาสนานี้
คำนี้ตัดเป็น  ตสฺมา + อิห โดยลง ต อาคม

หลักการลง ต อาคมในกรณีนี้ คัมภีร์ปทรูปสิทธิให้หลักการไว้ว่า
ตกาโร ยสฺมา ตสฺมา อชฺชาทิโต อิหคฺคาทิมฺหิฯ ยสฺมาติห, ตสฺมาติห, อชฺชตคฺเคฯ
ลง ต อาคม ท้าย ยสฺมา ตสฺมา และ อชฺช เป็นต้น และ หน้า อิห และ อคฺค ศัพท์ เป็นต้น
                                  
(๓)      กตโม นาม โส รุกฺโข,  ยสฺส เตวํคตํ ผลํ
           ต้นไม้ของท่านที่มีผลเป็นรูปอย่างนี้ พวกไหน
(ในที่นี้แปลตามปาฐะในคัมภีร์นี้ แต่ปาฐะปัจจุบ้นเป็น
           อมฺโภ โก นาม โส รุกฺโข, ยสฺส เตวํคตํ ผลํ
          “พ่อมหาจำเริญ  ต้นไม้ของท่านชื่ออะไรที่มีผลเป็นอย่างนี้”)
ในตัวอย่างนี้ ศัพท์ที่มีการลง ตอาคม คือ เตวํ ซึ่งตัดบทเป็น เอ + ต + วํ ดังนั้น รูปว่า เตวํ ที่แท้คือ เอวํ นั่นเอง
-----------------

๒ หลักการใช้ในพระบาฬีและอรรถกถาฎีกา
ในคำศัพท์ว่า อชฺชตคฺเค นั่นเอง คัมภีร์อรรถกถากลับมองเห็นอีกแนวทางหนึ่งในการสำเร็จรูป. เมื่อหลักไวยากรณ์ระบุว่า ตัดบทเป็น อชฺช + อคฺค ลง ต อาคม ท้าย อชฺช และ หน้า อคฺค ศัพท์ แต่ในขณะเดียวคัมภีร์อรรถกถาบอกว่า ตัดเป็น อชฺชตา + อคฺค.   
ในเรื่องนี้ หากว่า คัมภีร์อรรถกถาถูก หลักไวยากรณ์ก็ผิด, ถ้าหลักไวยากรณ์ถูก คัมภีร์อรรถกถาก็ผิด. แต่อันที่จริงไม่ควรเห็นเช่นนั้น คัมภีร์อรรถกถามองว่า อชฺชตํ เป็นคำที่กลายมาจาก อชฺช โดย ลง ตา ศัพท์ ที่เป็นปัจจัยชนิดหนึ่ง ใช้แสดงความหมายว่า มี หรือ เป็น และไม่มีความหมายเหมือนกับการลง ต อาคมนั่นเอง.  ความเห็นทั้งสองจึงเป็นเพียงแนวทางที่ต่างกันโดยไม่ใช่ข้อขัดแย้งกัน.
อชฺชตคฺเค ศัพท์นี้มาในพระบาฬีหลายแห่ง และมีอรรถกถาอธิบายในแต่ละแห่งที่เหมือนกัน.ข้าพเจ้าจะยกมาเพียง ๑ แห่ง คือ  อรรถกถามัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สัพพาสวสูตร ม.มู.อ. ๑/๕๖ ตอนอธิบายข้อความว่าด้วยวิธีประกาศตนเป็นอุบาสก
ข้าพเจ้าใคร่ขอสาธกเนื้อความในอรรถกถานั้นดังนี้
อชฺชตคฺเคติ เอตฺถ อยํ อคฺคสทฺโท อาทิโกฏิโกฏฺฐาสเสฏฺเฐสุ ทิสฺสติ ฯปฯ อิธ ปนายํ อาทิมฺหิ ทฏฺฐพฺโพฯ  ตสฺมา อชฺชตคฺเคติ อชฺชตํ อาทิํ กตฺวา, เอวเมตฺถ อตฺโถ เวทิตพฺโพฯ อชฺชตนฺติ อชฺชภาวํฯ อชฺชทคฺเคติ วา ปาโฐ, ท-กาโร ปทสนฺธิกโร, อชฺช อคฺคํ กตฺวาติ อตฺโถฯ (ม.มู.อ. ๑/๕๖ สัพพาสวสูตร - อุปาสกวิธิกถาวณฺณนา)
อคฺค ศัพท์ ในคำว่า อชฺชตคฺเค (อชฺชตา + อคฺเค) มีความหมายอยู่ ๔ ประการ คือ
๑) อาทิ ลำดับแรก, เบื้องต้น
๒) โกฏิ ที่สุด, เบื้องปลาย
๓) โกฏฺฐาส ส่วน
๔) เสฏฺฐ ประเสริฐ, เลิศ
ฯลฯ (ในอรรถกถาช่วงนี้ท่านจะสาธกตัวอย่างการใช้อคฺคศัพท์ในความหมายทั้ง ๔ นั้น ข้าพเจ้าขอละไว้ก่อน)
ในคำว่า อชฺชตคฺเค นี้ ใช้ในความหมายว่า อาทิ แปลว่า เบื้องต้น. ดังนั้น คำนี้จึงมีความหมาย(ตามศัพท์ว่า) กระทำซึ่งความเป็นของวันนี้ให้เป็นเบื้องต้น. ส่วนคำว่า อชฺชตํ ใช้แทนคำว่า อชฺชภาวํ.  (อชฺช + ตา ปัจจัย ในภาวตัทธิต + อํ วิภัตติ แปลว่า ซึ่งความเป็นของวันนี้). ยังมีอีกรูปศัพท์หนึ่ง คือ อชฺชทคฺเค. ในรูปนี้ ท เป็นอักษรทำหน้าที่เชื่อมบท, ความหมายคือ ทำวันนี้ให้เป็นวันเริ่มต้น.
--
ในคำอธิบายของอรรถกถายังมีความลี้ลับที่ควรรู้บางประการ คือ
๑. คำว่า อชฺชตํ (อชฺชตา + อํ)  ที่ว่า อชฺชภาวํ (อชฺชภาว + อํ) นั้นเป็นอย่างไร
๒. เหตุไร จึงประกอบรูปเป็น อชฺชตคฺเค ควรเป็นทุติยาวิภัตติว่า อชฺชตคฺคํ
เรื่องนี้มีคำตอบ
๑. อชฺชตา เมื่อลงทุติยาวิภัตติเป็น อชฺชตํ มาจาก อชฺช + ตา ในภาวตัทธิตนั่นเอง คือ ใช้ อักษรว่า ตา แทนคำว่า ภาว ที่หมายถึง เหตุแห่งศัพท์และความรู้ว่า อชฺช (วันนี้). คำว่า เหตุแห่งศัพท์ ก็คือ สิ่ง ๕ ประการที่ทำให้สำเร็จคำนี้ ได้แก่ ชาติ ได้แก่ ความเหมือนกัน หรือ กำเนิดของวัตถุนั้น, คุณ ได้แก่ ลักษณะพิเศษที่ของวัตถุนั้น, ทัพพะ ได้แก่ วัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งที่อยู่ในวัตถุนั้น, กิริยา ได้แก่ อาการที่วัตถุนั้นเป็นไป, นาม ได้แก่ ชื่อเรียกของวัตถุนั้น.
ในกรณีนี้ อชฺชตา ความเป็นแห่งวัน คือ กิริยาเป็นไปของกาลซึ่งเข้าถึงความธำรงอยู่ในช่วงที่มีการแสดงธรรมนั้นเอง (การเป็นไปของเวลาในช่วงที่มีการแสดงธรรม). ดังนั้น ที่ว่า วันนี้ (อชฺช) คือ กาลเวลาที่เป็นไปในช่วงนี้คือ ตั้งแต่รุ่งเช้าที่อาศัยวันนั้นไปจนถึงรุ่งเช้าอีกวัน โดยอาศัยความที่กาลยังธำรงอยู่.
เพราะเหตุนั้น คำว่า กระทำความเป็นวันนี้ให้เป็นวันเริ่มต้น จึงมีความหมายอย่างนี้ว่า กระทำซึ่งความเป็นของวันนี้ คือ ความธำรงอยู่ในสมัยนั้นให้เป็นครั้งแรก

สรุปสั้นๆ ง่ายได้ใจความ ความเป็นวันนี้ คือ ความเป็นไปของกาลที่มีอยู่ในสมัยนั้นเริ่มตั้งแต่อรุณขึ้นจนถึงอรุณขึ้นอีกครั้ง
อีกกรณีหนึ่ง อชฺชตา ที่แท้ก็แปลว่า วัน นั่นเอง ในความหมายนี้ ตา ปัจจัย ไม่มีความหมายพิเศษ แต่เป็นไปในความหมายของศัพท์ที่ตนประกอบอยู่นั่นเอง เรียกตาปัจจัย นี้ว่า สกัตถะหรือ ตัพพภาววุตติ

นี่เป็นความหมายของ อชฺช + ตา + อคฺค ในคัมภีร์อรรถกถา ซึ่งมีมุมมองที่ต่างจากคัมภีร์ไวยากรณ์. อย่างไรก็ตาม คัมภีร์อรรถกถายังเสนอว่า มีรูปอื่นที่ใกล้เคียงกับ อชฺชตคฺเค กล่าวคือ อชฺชทคฺเค ในกรณีนี้ ทอักษรนั่นเอง เป็นอาคม ซึ่งเพิ่มเข้ามาเพื่อเชื่อมบทว่า อชฺช และ อคฺเค เข้าหากัน. ดังนั้น ในกรณีนี้ อชฺชทคฺเค ก็มีความหมายว่า ทำวันนี้ให้เป็นวันเริ่มต้นเหมือนกัน.

๒. คำว่า อคฺเค ไม่เป็น อคฺคํ เรื่องนี้ มีเรื่องที่ควรยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า ในการใช้ภาษาในพระบาฬีแม้ออกนอกเกณฑ์ไวยากรณ์ไปบ้าง เป็นเพราะเป็นสำเนียงท้องถิ่น และเมื่อมีการสร้างระบบไวยากรณ์นั้น คำศัพท์ที่เป็นสำเนียงพูดของท้องถิ่นนั้น ก็ติดเข้ามาในพระบาฬีอย่างเลี่ยงไม่พ้น. คำพูดที่ไม่ตรงกับวิภัตติ ก็ดี วจนะ ก็ดี ลิงค์ ก็ดี วิเสสนะ ก็ดี เรียกว่า วิปลาส หมายถึง การใช้ศัพท์ไม่ตรงกับความหมาย และไม่ได้หมายความว่า วิปลาส ในที่นี้ คือ การใช้ผิดวิภัตติ เป็นต้น.

คำว่า อคฺเค ในที่นี้ ก็จัดเป็นวิภัตติวิปัลลาส เพราะใช้สัตตมีวิภัตติแทนทุติยาวิภัตตินั่นเอง
อีกกรณีหนึ่ง คำว่า อคฺเค เกิดจากการแปลง อํ ที่เป็นทุติยาวิภัตติ เป็น เอ. [1]

****
อีกตัวอย่างหนึ่ง ไม่มีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างอรรถกถาและคัมภีร์นี้.
การลง ตอาคม ในกรณีที่นอกเหนือไปจาก ตัวอย่างว่า อชฺชตคฺเค ตสฺมาติห ยสฺมาติห ดังกล่าวมาก็ได้แก่ เตวํ. แม้ตัวอย่างนี้ท่านไม่ได้แสดงไว้ในคัมภีร์ไวยากรณ์อื่นคือ กัจจายนไวยากรณ์และปทรูปสิทธิ แต่ก็สงเคราะห์ได้ด้วยอาทิศัพท์ในคำอธิบายของปทรูปสิทธิปกรณ์นั้น

ข้าพเจ้าจะนำบาฬีชาดกพร้อมท้้งอรรถกถามาแสดง ตัวอย่างนี้มาในนฬิการิชาดก ปัณณาสนิบาต (ขุ.ชา.๒๙/๑๐)
๑๐.    “อมฺโภ โก นาม โส รุกฺโข ยสฺส เตวํคตํ ผลํ.
ทูเรปิ ขิตฺตํ ปจฺเจติ, น ตํ โอหาย คจฺฉติ’’ฯ
[๑๐]     พ่อมหาจำเริญ  ต้นไม้ของท่านชื่ออะไรที่มีผลเป็นอย่างนี้  ถึงท่านจะขว้างไปแล้วแม้ในที่ไกล  มันก็ย้อนกลับมา  ไม่ละทิ้งท่านไป 

คัมภีร์อรรถกถาชาดกได้อธิบายการลง ตอาคม ที่เอวํ ศัพท์ ไว้ในคาถาถัดมา ดังนี้
๑๑. “อสฺสมสฺส มม พฺรหฺเม สมีเป คนฺธมาทเน.
พหโว ตาทิสา รุกฺขา ยสฺส เตวํคตํ ผลํ.
ทูเรปิ ขิตฺตํ ปจฺเจติ น มํ โอหาย คจฺฉตี”ติฯ
ตตฺถ สมีเป คนฺธมาทเนติ คนฺธมาทนปพฺพเต มม อสฺสมสฺส สมีเป. ยสฺส เตวํคตนฺติ ยสฺส เอวํคตํ ต-กาโร พฺยญฺชนสนฺธิกโรติ.

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ต้นไม่ที่มีผลเป็นไปอย่างนี้นั้น มีอยู่มากที่ภูเขาคันธมาทน์ ณ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า ผลไม้นั้น แม้ข้าพเจ้าขว้างไปไกลก็กลับมา ไม่ละข้าพเจ้าไปเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมีเป คนฺธมาทเน ได้แก่ ที่ภูเขาคันธมาทน์ ณ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า.
บทว่า ยสฺส เตวํ คตํ ได้แก่ ต้นไม้ที่มีผลเป็นไปอย่างนี้. ต อักษร กระทำการเชื่อมบทพยัญชนะ.


สำหรับการลง ต อาคม มีความเป็นไปเพียงเท่านี้

ขออนุโมทนา
สมภพ สงวนพานิช.




[1] สีลกขันธวรรคฎีกา อธิบายว่า อคฺเค ในคำนี้ เป็นวจนวิปัลลาส
อคฺเคติ เอตฺถ อุปโยควจนสฺส เอการาเทโส, วจนวิปลฺลาโส วา, กตฺวาสทฺโท จ เสโสติ วุตฺตํ ‘‘อาทิํ กตฺวา’’ติฯ ภาวตฺเถ ตาสทฺโทติ ทสฺเสติ ‘‘อชฺชภาว’’นฺติ อิมินา, อชฺชภาโว จ นาม ตสฺมิํ ธมฺมสฺสวนสมเย ธรมานกตาปาปุณกภาโวฯ ตทา หิ ตํ นิสฺสยวเสน ธรมานตํ นิมิตฺตํ กตฺวา ตํทิวสนิสฺสิตอรุณุคฺคมนโต ปฏฺฐาย ยาว ปุน อรุณุคฺคมนา เอตฺถนฺตเร อชฺชสทฺโท ปวตฺตติ, ตสฺมา ตสฺมิํ สมเย ธรมานกตาสงฺขาตํ อชฺชภาวํ อาทิํ กตฺวาติ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพฯ อชฺชตนฺติ วา อชฺชอิจฺเจว อตฺโถ ตาสทฺทสฺส สกตฺถวุตฺติโต ยถา ‘‘เทวตา’’ติ, อยํ อาจริยานํ มติฯ เอวํ ปฐมกฺขเรน ทิสฺสมานปาฐานุรูปํ อตฺถํ ทสฺเสตฺวา อิทานิ ตติยกฺขเรน ทิสฺสมานปาฐานุรูปํ อตฺถํ ทสฺเสตุํ ‘‘อชฺชทคฺเคติ วา ปาโฐ’’ติอาทิ วุตฺตํฯ                        อาคมมตฺตตฺตา ทกาโร ปทสนฺธิกโรฯ อชฺชาติ หิ เนปาติกมิทํ ปทํฯ เตนาห ‘‘อชฺช อคฺคนฺติ อตฺโถ’’ติฯ (สี.ฎี.๒/๒๕๑ สามัญญผลสูตร)

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อภิธัมมาวตาราวตาร : เพื่อเข้าถึงคัมภีร์อภิธัมมาวตาร

กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๓ และ ที่ ๔ : ความต่างกันของจิตดวงที่ ๑ ที่ ๒  ที่ ๓ และ ๔

ได้กล่าวถึง #กามาวจรกุศลจิตดวงที่๒ โดยชี้ให้เห็นว่ามีความต่างกันกับ #กามาวจรกุศลจิตดวงที่๑ เพียงความมีการกระตุ้นชักชวนเท่านั้น แม้ #กามาวจรจิตดวงที่๓ ก็มีความคล้ายกับดวงที่ ๑ เพียงความเป็นจิตที่ #ไม่ประกอบด้วยญาณ

คำว่า ไม่ประกอบด้วยญาณ มีคำศัพท์ที่นำมาใช้เป็นที่นิยมในวงการศึกษาพระอภิธรรมว่า “ญาณวิปยุต” โดยคำว่า วิปยุต ก็คือ ไม่ประกอบ คือ เว้น ได้แก่ เว้นด้วยญาณ.

สำหรับเหตุของกุศลจิตที่ไม่ประกอบด้วยญาณ พึงนำเหตุของกุศลจิตที่ประกอบด้วยญาณ มาเทียบเคียงแล้วเพิ่มคำว่า ไม่ใช่ ไม่มี เป็นต้น เพื่อแสดงความตรงข้ามกัน.

ส่วน #กามาวจรกุศลจิตดวงที่๔ ก็ต่างจากดวงที่ ๒ เพียงความเป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยญาณเช่นกัน.

เป็นอันสรุปกามาวจรกุศลจิต ๔ ดวงแรกได้ว่า มีเวทนาเป็นโสมนัสเหมือนกันทุกดวง, ที่มีโสมนัสเวทนานั้นมีสองดวงที่ประกอบด้วยญาณ และสองดวงที่ไม่ประกอบด้วยญาณ, ที่มีโสมนัสเวทนาที่ประกอบด้วยญาณสองดวงนั้น มีการกระตุ้นชักชวน ๑ ดวง และ ไม่มีการกระตุ้นชักชวน ๑ ดวง ที่มีโสมนัสเวทนาที่ไม่ประกอบด้วยญาณสองดวงนั้น มีการกระตุ้นชักชวน ๑ ดวง และ ไม่มีการกระตุ้นชักชวน ๑ ดวง  ดังนี้

#จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา #ไม่มีการกระตุ้นเตือน #ประกอบด้วยญาณ ดวงหนึ่ง

จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา #มีการกระตุ้นเตือน ประกอบด้วยญาณ ดวงหนึ่ง

จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ไม่มีการกระตุ้นเตือน #ไม่ประกอบด้วยญาณ ดวงหนึ่ง

จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา มีการกระตุ้นเตือน ไม่ประกอบด้วยญาณ ดวงหนึ่ง

ขออนุโมทนา
สมภพ สงวนพานิช

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สานสนอันตรธานกถา ครั้งที่ ๑

อันตรธานกถา
จำเดิมแต่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้แจ้งโลก มีสายพระเนตรยาวไกล ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จึงประกาศพระสัทธรรมคำสอนของพระองค์ให้แผ่ไพศาลไปทั่วพื้นที่ชมพูทวีป มีอริยสาวกทั้งที่เป็นมนุษย์และเทวดาเกิดขึ้นมากมาย พระสัทธรรมที่พระองค์ประกาศไว้เป็นดุจดังประทีบที่จุดเพื่อบอกทางในยามค่ำคืน พระศาสนารุ่งเรืองอย่างโดดเด่น. แต่ทว่า ท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระศาสนานั้น พระองค์ผู้เป็นเจ้าของแห่งธรรม กลับตรัสว่า ใช่ว่าศาสนาของพระองค์จะตั้งอยู่ตลอดไปก็หามิได้ โดยที่แท้ ก็มีสักวันหนึ่งที่จะต้องถึงกาลที่ล่มสลายไปในที่สุด นอกจากจะมีกาลเวลาเป็นเงื่อนไขแล้ว ยังมีเหตุปัจจัยอื่นๆ อีกที่ทำให้เกิดความล่มสลายสาบสูญแห่งพระสัทธรรม.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึงเหตุปัจจัยภายในศาสนา ดังนี้1
๑) เพราะมีมาตุคามหรือสตรีเข้ามาบวชในพระศาสนา ดังปรากฏอยู่ในพระบาฬีโคตมีสูตร อัฏฐกนิบาต อังคุตตรนิกาย ความว่า
‘‘สเจ, อานนฺท, นาลภิสฺส มาตุคาโม ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชํ, จิรฏฺฐิติกํ, อานนฺท, พฺรหฺมจริยํ อภวิสฺส, วสฺสสหสฺสเมว สทฺธมฺโม ติฏฺเฐยฺยฯ ยโต จ โข, อานนฺท, มาตุคาโม ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต, น ทานิ, อานนฺท, พฺรหฺมจริยํ จิรฏฺฐิติกํ ภวิสฺสติฯ ปญฺเจว ทานิ, อานนฺท, วสฺสสตานิ สทฺธมฺโม ฐสฺสติฯ
‘‘เสยฺยถาปิ, อานนฺท, ยานิ กานิจิ กุลานิ พหุตฺถิกานิ, อปฺปปุริสกานิ, ตานิ สุปฺปธํสิยานิ โหนฺติ โจเรหิ กุมฺภตฺเถนเกหิ; เอวเมวํ โข, อานนฺท, ยสฺมึ ธมฺมวินเย ลภติ มาตุคาโม อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชํ, น ตํ พฺรหฺมจริยํ จิรฏฺฐิติกํ โหติฯ
‘‘(องฺ. อฏฺฐก. โคตมีสุตฺต)
อานนท์ ! ถ้ามาตุคามจักไม่ได้ซึ่งการออกจากเรือนเข้ามาบรรพชาในธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้วไซร้, พรหมจรรย์ (ศาสนาคำสอน) จักเป็นอันตั้งอยู่สิ้นกาลยาวนาน, สัทธรรม พึงดำรงอยู่ชั่วพันปีทีเดียว. แต่เพราะเหตุที่มาตุคามออกจากการครองเรือนเข้ามาบรรพชาในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้แล้ว, บัดนี้ พรหมจรรย์จักมิได้เป็นอันดำรงอยู่ยาวนานแล้ว. บัดนี้ สัทธรรมจักดำรงอยู่ชั่วห้าร้อยปีเท่านั้น นะอานนท์ !.
เปรียบเหมือนกับบ้านเรือนที่มีบุรุษน้อย มากด้วยสตรี ก็จะถูกโจรปล้นทรัพย์ เข้าปล้นได้ ฉันใด, ถ้ามีมาตุคามออกเรือนเข้ามาบรรพชาในธรรมวินัยใด ในธรรมวินัยนั้นจักตั้งอยู่ได้ไม่นานเลยทีเดียว ฯลฯ
๒) เพราะภิกษุแสดงอธรรมว่าเป็นธรรม อวินัยว่าเป็นวินัย เป็นต้นดังปรากฏอยู่ในพระบาฬีอังคุตรนิกาย เอกนิบาต ทุติยปมาทาทิวรรค ความว่า
‘‘เย เต, ภิกฺขเว, ภิกฺขู อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปนฺติ เต, ภิกฺขเว, ภิกฺขู พหุชนอหิตาย ปฏิปนฺนา พหุชนอสุขาย, พหุโน ชนสฺส อนตฺถาย อหิตาย ทุกฺขาย เทวมนุสฺสานํฯ พหุญฺจ เต, ภิกฺขเว, ภิกฺขู อปุญฺญํ ปสวนฺติ, เต จิมํ สทฺธมฺมํ อนฺตรธาเปนฺตี’’ติฯ (ทุติยปมาทาทิวคฺค. เตตฺตึสติม. องฺ.เอก ข้อ ๑๓๐ สูตรที่ ๓๓ ทุติยปมาทิวคฺค)
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใด แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม, ภิกษุเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเปล่าประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก, เพื่อความไม่ใช่สุขแก่ชนเป็นอันมาก, ย่อมปฏิบัติเพื่อความเสื่อมเสีย ความเปล่าประโยชน์ และความทุกข์แก่ชนเป็นอันมาก แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่านั้น ก็ย่อมประสบบาปกรรมเป็นอันมาก อีกทั้งจะกระทำให้พระสัทธรรมนี้เสื่อมสูญอีกด้วย
๓) เพราะมีสัทธรรมปฏิรูป โมฆบุรุษเกิดในพระศาสนา และพุทธบริษัทไม่เคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ ดังปรากฏอยู่ในพระบาฬีสัทธัมมัปปติรูปกสูตร กัสสปสังยุต นิทานวรรค สังยุตนิกาย ความว่า
‘‘เอวญฺเจตํ, กสฺสป, โหติ สตฺเตสุ หายมาเนสุ สทฺธมฺเม อนฺตรธายมาเน, พหุตรานิ เจว สิกฺขาปทานิ โหนฺติ อปฺปตรา จ ภิกฺขู อญฺญาย สณฺฐหนฺติฯ น ตาว, กสฺสป, สทฺธมฺมสฺส อนฺตรธานํ โหติ ยาว น สทฺธมฺมปฺปติรูปกํ โลเก อุปฺปชฺชติฯ ยโต จ โข, กสฺสป, สทฺธมฺมปฺปติรูปกํ โลเก อุปฺปชฺชติ, อถ สทฺธมฺมสฺส อนฺตรธานํ โหติ’’ฯ … เปฯ ..
‘‘น โข, กสฺสป, ปถวีธาตุ สทฺธมฺมํ อนฺตรธาเปติ, น อาโปธาตุ สทฺธมฺมํ อนฺตรธาเปติ, น เตโชธาตุ สทฺธมฺมํ อนฺตรธาเปติ, น วาโยธาตุ สทฺธมฺมํ อนฺตรธาเปติ; อถ โข อิเธว เต อุปฺปชฺชนฺติ โมฆปุริสา เย อิมํ สทฺธมฺมํ อนฺตรธาเปนฺติฯ เสยฺยถาปิ, กสฺสป, นาวา อาทิเกเนว โอปิลวติ; น โข, กสฺสป, เอวํ สทฺธมฺมสฺส อนฺตรธานํ โหติฯ
‘‘ปญฺจ โขเม, กสฺสป, โอกฺกมนิยา ธมฺมา สทฺธมฺมสฺส สมฺโมสาย อนฺตรธานาย สํวตฺตนฺติฯ กตเม ปญฺจ? อิธ, กสฺสป, ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย สตฺถริ อคารวา วิหรนฺติ อปฺปติสฺสา, ธมฺเม อคารวา วิหรนฺติ อปฺปติสฺสา, สงฺเฆ อคารวา วิหรนฺติ อปฺปติสฺสา, สิกฺขาย อคารวา วิหรนฺติ อปฺปติสฺสา, สมาธิสฺมึ อคารวา วิหรนฺติ อปฺปติสฺสา – อิเม โข, กสฺสป, ปญฺจ โอกฺกมนิยา ธมฺมา สทฺธมฺมสฺส สมฺโมสาย อนฺตรธานาย สํวตฺตนฺติฯ
กัสสปะ ! ข้อนั้นเป็นฉะนี้แล, กล่าวคือ เมื่อสัตว์ทั้งหลายเสื่อมถอย, เมื่อสัทธรรมใกล้อันตรธาน, สิกขาบทย่อมมีมาก, และภิกษุทั้งหลายที่ดำรงอยู่ในพระอรหัตต์ ก็มีจำนวนน้อย. กัสสปะ ! สัทธรรมปฏิรูป (ธรรมที่คล้ายจะเป็นสัทธรรม) ยังไม่เกิดขึ้นในโลกเพียงใด, สัทธรรมแท้ก็จะไม่เป็นอันอันตรธานไปตราบเพียงนั้น. กัสสปะ ในกาลที่เกิดสัทธรรมปฏิรูปแล้ว กาลนั้นนั่นแลสัทธรรมแท้ๆจะอันตรธานไป. ฯลฯ
กัสสปะ ปถวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ หาได้ทำให้สัทธรรมอันตรธานไปไม่ แต่ทว่า โมฆบุรุษ ที่เกิดขึ้นในศาสนานี้นั่นแหละที่จะให้ทำให้สัทธรรมอันตรธาน. จงดูเรือที่อัปปาง ก็ย่อมอัปปางไปเพราะนายต้นหนเรือเป็นอุทาหรณ์เถิด กัสสปะ.
อีกประการหนึ่งนะกัสสปะ, ธรรมเป็นเหตุตกไปสู่ที่ต่ำ ๕ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้สัทธรรมเลอะเลือน ถึงกับอันตรธานได้ คือ ข้อที่ภิกษุ ภิกษุนี อุบาสก อุบาสิกา เป็นผู้ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดาอยู่, ... ไม่เคารพยำเกรงในพระธรรมอยู่ ..., ในพระสงฆ์, ... ในสิกขา ... , ในสมาธิอยู่. กัสสปะ ธรรมเป็นเหตุตกไปสู่ที่ต่ำ ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเลือนหาย ถึงกับให้พระสัทธรรมอันตรธานได้ เหล่านี้แล.
ถึงแม้พระองค์จะได้แนะนำวิธีประพฤติปฏิบัติเพื่อป้องการล่มสลายก็ตาม โดยนัยว่า "เมื่อตถาคตได้บัญญัติครุธรรม ๘ ประการสำหรับภิกษุนีต้องประพฤติไปจนชั่วชีวิต, ภิกษุควรแสดงธรรมว่าเป็นธรรม, ภิกษุไม่พึงเป็นผู้ติดอยู่ในสัทธรรมปฏิรูป ไม่เป็นบุรุษว่างเปล่า ไม่ปรารถนากระทำคุณวิเศษอันเป็นที่พึ่งให้บังเกิดแก่ตนเอง, และละเว้นธรรมฝ่ายฉุดลงต่ำกล่าวคือการมีความเคารพในพระศาสดาเป็นต้นเหล่านั้น" ดังนี้เป็นต้น ตามนัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยตรง และที่พระอรรถกถาจารย์ขยายความไว้.2
แต่เมื่อกาลล่วงไป ปัญญาญาณของชาวโลกก็ย่อมเสื่อมถอย ความสามารถในการทำคุณวิเศษให้บังเกิดก็ลดน้อยลง แม้แต่การที่ปัจฉิมชนจะทรงพระธรรมไว้ก็เป็นไปได้ยาก. การเสื่อมสลายแห่งพระสัทธรมจงยกไว้ แม้แต่พระศาสนาโดยรวมทั้งสิ้น ก็จะถึงวันที่แตกดับไปโดยไม่มีอะไรเหลือโดยแน่แท้ ซึ่งล้วนเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งของโลกที่จะต้องแตกดับไป.
เกี่ยวกับเรื่องนี้ คัมภีร์อรรถกถา ได้เรียบเรียงลำดับการเสื่อมสูญของพระศาสนาไว้อย่างละเอียดชัดเจน ไว้ในหลายแห่ง. ก็โดยเหตุที่ในอรรถกถาแต่ละแห่งได้แสดงไว้ต่างๆ กัน กล่าวคือ บางแห่งแสดงเฉพาะสาสนาอันตรธาน (การอันตรธานของพระศาสนาทั้งสิ้น) บางแห่งเฉพาะติปิฎกอันตรธาน (การอันตรธานแห่งพระสัทธรรมเท่านั้น) บางแห่งมีครบทั้งสอง ดังนั้น จะใคร่นำข้อความที่ท่านกล่าวไว้ในที่นั้น มานำเสนอไว้ โดยยกจากคัมภีร์ที่กล่าวไว้อย่างละเอียดที่สุดเป็นหลัก โดยเทียบกับคัมภีร์อื่นไว้เพื่อให้ได้รับสาระครบถ้วน.

--------------------------------------------------------

1 ในที่นี้อาศัยนัยที่พระฏีกาจารย์นำเสนอในฏีกาโคตมีสูตร ที่กล่าวถึงคำอธิบายลำดับการอันตรธานของพระสัทธรรม.


2 ความโดยละเอียดเหล่านี้ ควรศึกษาเพิ่มเติมในพระบาฬีที่มาพร้อมทั้งอรรถกถาเหล่านั้น.