วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

๓. (๘) มนสิการลักขณปัญหา

๘. มนสิการลกฺขณปฃฺโห
๘. โยนิโสมนสิการปฃฺโห
อ.ปัญหาเกี่ยวกับโยนิโสมนสิการ
๘. ราชา อาห ‘‘กึลกฺขโณ, ภนฺเต นาคเสน, มนสิกาโร, กึลกฺขณา ปญฺญา’’ติ?






‘‘อูหนลกฺขโณ โข, มหาราช, มนสิกาโร,  เฉทนลกฺขณา ปญฺญา’’ติฯ






‘‘กถํ อูหนลกฺขโณ มนสิกาโร, กถํ เฉทน -ลกฺขณา ปญฺญา, โอปมฺมํ กโรหี’’ติฯ






‘‘ชานาสิ, ตฺวํ มหาราช, ยวลาวเก’’ติฯ






‘‘อาม, ภนฺเต, ชานามี’’ติฯ



‘‘กถํ, มหาราช, ยวลาวกา ยวํ ลุนนฺตี’’ติ?





‘‘วาเมน,    ภนฺเต,   หตฺเถน   ยวกลาปํ   คเหตฺวา ทกฺขิเณน หตฺเถน ทาตฺตํ คเหตฺวา ทาตฺเตน ฉินฺทนฺตี’’ติฯ






 ‘‘ยถา, มหาราช ยวลาวโก วาเมน หตฺเถน ยวกลาปํ  คเหตฺวา  ทกฺขิเณน    หตฺเถ  ทาตฺตํ คเหตฺวา ยวํ ฉินฺทติ, 








เอวเมว โข, มหาราช, โยคาวจโร มนสิ-  กาเรน มานสํ คเหตฺวา ปญฺญาย กิเลเส ฉินฺทติ,





เอวํ โข, มหาราช, อูหนลกฺขโณ มนสิกาโร, เอวํ เฉทนลกฺขณา ปญฺญา’’ติฯ





‘‘กลฺโลสิ, ภนฺเต นาคเสนา’’ติฯ




มนสิการลกฺขณปญฺโห อฏฺฐโมฯ



๘. ราชา อ.พระราชา อาห ตรัสถามแล้ว อิติ ว่า   นาคเสน      ข้าแต่พระนาคเสน ภนฺเต ผู้เจริญ, มนสิกาโร  อ.มนสิการ กึลกฺขโณ มีอะไรเป็นลักษณะ, ปฃฺฃา อ.ปัญญา กึลกฺขณา มีอะไรเป็นลักษณะ” ดังนี้.[๑]
เถโร อ.พระเถระ อาห ถวายพระพรแล้ว อิติ ว่า มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร มนสิกาโร อ.มนสิการ  อูหน-ลกฺขโณ มีการจับไว้เป็นลักษณะ, ปฃฺฃา อ.ปัญญา เฉทนลกฺขณา มีการตัดเป็นลักษณะ  โข แล” ดังนี้[๒].
ราชา อ.พระราชา อาห ตรัสถามแล้ว อิติ ว่า มนสิกาโร อ.มนสิการ อูหนลกฺขโณ มีการจับไว้เป็นลักษณะ กถํ เป็นอย่างไร, ปฃฺฃา อ.ปัญญา เฉทนลกฺขณา มีการตัดเป็นลักษณะ กถํ เป็นอย่างไร, ตฺวํ อ.ท่าน กโรหิ ขอจงกระทำ โอปมฺมํ ซึ่งการเปรียบเทียบ” ดังนี้.[๓]
เถโร อ.พระเถระ อาห ถวายพระพรแล้ว อิติ ว่า มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร ตฺวํ อ.ท่าน ชานาสิ ย่อมทรงรู้จัก ยวลาวเก  ซึ่งชนผู้เกี่ยวข้าวท. หรือไม่?” ดังนี้[๔]
ราชา อ.พระราชา อาห ตรัสถามแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  อาม ใช่ อหํ อ.ข้าพเจ้า ชานามิ ย่อมรู้จัก” ดังนี้.
เถโร อ.พระเถระ อาห ถวายพระพรแล้ว อิติ ว่า มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร ยวลาวกา อ.ชนผู้เกี่ยวซึ่งข้าวท. ลุนนฺติ ย่อมเกี่ยว ยวํ ซึ่งข้าว กถํ อย่างไร?” ดังนี้.
ราชา อ.พระราชา อาห ตรัสถามแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต ข้าแต่ผู้เจริญ ยวลาวกา  อ.ชนผู้เกี่ยวซึ่งข้าวท. คเหตฺวา จับแล้ว ยวกลาปํ ซึ่งกำแห่งข้าว หตฺเถน ด้วยมือ วาเมน ข้างซ้าย คเหตฺวา จับแล้ว ทาตฺตํ ซึ่งเคียว หตฺเถน ด้วยมือ ทกฺขิเณน ข้างขวา ฉินฺทนฺติ ย่อมตัด” ดังนี้.
เถโร อ.พระเถระ อาห ถวายพระพรแล้ว อิติ ว่า มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร ยวลาวกา อ.ชนผู้เกี่ยวซึ่งข้าวท. คเหตฺวา จับแล้ว ยวกลาปํ ซึ่งกำแห่งข้าว หตฺเถน ด้วยมือ วาเมน ข้างซ้าย คเหตฺวา จับแล้ว ทาตฺตํ ซึ่งเคียว หตฺเถน ด้วยมือ ทกฺขิเณน ข้างขวา ฉินฺทนฺติ ตัดอยู่  ยถา ฉันใด,
 มหาราช ขอถวายพระพรมหาบพิตร โยคาวจโร อ.พระโยคาวจร คเหตฺวา จับแล้ว  มานสํ ซึ่งจิต มนสิกาเรน  ด้วยมนสิการ ฉินฺทติ ย่อมตัด กิเลเส  ซึ่งกิเลสท. ปฃฺฃาย ด้วยปัญญา เอวํ ฉันนั้นเอว นั่นเทียว โข แล. [๕]
มหาราช ขอถวายพระพร มหาบพิตร มนสิกาโร อ.มนสิการ อูหนลกฺขณา  มีการจับไว้เป็นลักษณะ เอวํ อย่างนี้, ปฃฺฃา  อ.ปัญญา เฉทนลกฺขณา มีการตัดเป็นลักษณะ เอวํ อย่างนี้ โข แล” ดังนี้.
ราชา อ.พระราชา อาห ตรัสถามแล้ว อิติ ว่า นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสน   ภนฺเต ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ตฺวํ อ.ท่าน กลฺโล เป็นผู้สามารถแก้ปัญหา อสิ ย่อมเป็น” ดังนี้.

มนสิการลกฺขณปฃฺโห
อ.ปัญหาเกี่ยวกับโยนิโสมนสิการ
อฏฺฅโม ที่ ๘ นิฏฺฅิตํ จบแล้ว.


**********


[๑] พระเจ้ามิลินท์ครั้นได้ทราบแล้วว่า มนสิการและปัญญาเป็นธรรมคนละประเภทกัน จึงตั้งปัญหานี้ขึ้นเพื่อให้พระเถระอธิบายลักษณะเฉพาะตน (ปัจจัตตลักษณะ) ของมนสิการและปัญญาที่ต่างกัน. พระนาคเสนเถระได้วิสัชชนาว่า ที่แท้มนสิการ นั้นเป็นสภาวธรรมที่จับจิตเป็นต้นไว้กับอารมณ์ เพื่อที่จะให้ปัญญาสามารถตัดกิเลสอันอาศัยอารมณ์นั้นได้ ซึ่งมีอุปมาดังได้วิสัชนาต่อไป.
[๒] อูหนลกฺขโณ มีการจับไว้เป็นลักษณะ แปลโดยอิงคำอธิบายของพระเถระเองว่า “มนสิกาเรน มานสํ  คเหตฺวา จับจิตไว้ด้วยมนสิการ” และคำไขความจากอธิบายจากอรรถกถาและฏีกาของคัมภีร์นี้ว่า “คหณลกฺขโณ มีการจับไว้เป็นลักษณะ”. จริงอย่างนั้น ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถามิลินทปัญหาว่า "การน้อมนึกอันเป็นลักษณะของวิตก ย่อมยกจิตเข้าไว้ในอารมณ์ ฉันใด, การน้อมนึก อันเป็นลักษณะของมนสิการ จะยกจิตเข้าไว้ในอารมณ์ฉันนั้นก็หามิได้, แท้แล้ว พระโยคาวจร ใช้มนสิการจับเอาจิตที่เป็นสภาวธรรมรู้อารมณ์แล้ว ใช้วิปัสสนาปัญญาและมรรคปัญญาตัด กล่าวคือ ละกิเลสทั้งหลาย ในจิตนั้นนั่นแหละ ไปตามลำดับ". ส่วนคัมภีร์มธุรัตถปกาสินี ซึ่งเป็นคัมภีร์อธิบายมิลินทปัญหาอีกคัมภีร์หนึ่งได้อรรถาธิบายว่า "อูหนลกฺขโณ’ติ สมฺปยุตฺตานํ อารมฺมเณ สํโยชนวเสน อุสฺสหนลกฺขโณ คณฺหนลกฺขโณ วาฯ มนสิการมีการน้อมนึกเป็นลักษณะ หมายถึง มีการยกขึ้นหรือจับเป็นลักษณะโดยเกี่ยวกับการผูกมัดสัมปยุตธรรมไว้ที่อารมณ์."
            รวมความได้ว่า มนสิการเป็นสภาวธรรมที่ประคองจิตพร้อมทั้งสัมปยุตธรรมไว้ให้ผูกติดกับอารมณ์ เพื่อให้ปัญญาได้ทำหน้าที่ละกิเลส.  โดยต่างกับวิตกที่มีการน้อมนึกเหมือนกัน แต่การน้อมนึกของวิตกเป็นการพาจิตเข้าไปในอารมณ์เท่านั้น, ส่วนมนสิการทำหน้าที่ช่วยเหลือแก่กุศล โดยจับจิตพร้อมทั้งสัมปยุตธรรมให้ดำเนินตรงต่อกุศลอันเป็นธรรมที่ละอกุศล ซึ่งโดยเจาะจงในที่นี้ได้แก่ปัญญา. ควรศึกษามนสิการโดยละเอียดในมนสิการเจตสิก.
            โดยนัยแห่งการปฏิบัติ, เมื่อพระโยคาวจรใส่ใจพิจารณาต่ออารมณ์กรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเกี่ยวกับเป็นนามรูปบ้าง โดยความเป็นทุกข์เป็นต้นบ้าง ตามคำสอนจากกัลยาณมิตร, ไม่ส่งจิตออกไปสู่อารมณ์ภายนอกแล้วประคองจิตในกรรมฐานนั้นติดต่อกันเรื่อยไป ในไม่ช้าก็จะเกิดวิปัสสนาปัญญาเล็งเห็นอารมณ์เหล่านั้นตามความเป็นจริงจนกระทั่งเกิดมรรคปัญญาทำลายกิเลสภายในจิตจนหมดสิ้นในที่สุด.
[๓] พระเจ้ามิลินท์ ทรงดำริว่า สภาวธรรมเป็นของละเอียดลึกซึ้ง เห็นความต่างกันได้ยาก จึงขอให้พระเถระนำอุปมาที่ปรากฏชัดหรือเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปมาแสดง เพื่อให้เห็นความต่างกันระหว่างมนสิการและปัญญาได้อย่างชัดเจน. เรื่องการอุปมานี้ มีอรรถาธิบายโดยสังเขปดังนี้
            โอปมฺม, อุปมาน, อุปมา สามศัพท์นี้แปลว่า ข้อเปรียบเทียบ หรือ การเปรียบเทียบ ได้แก่ ความมีสภาพเสมอกันระหว่างสิ่งที่ยกมาเปรียบ และ สิ่งที่ถูกเปรียบ. (โอปมฺม มุปมานํ จุ, ปมา. - ธาน. ๕๓๐, อุปมาโนปเมยฺยานํ, สธมฺมตฺตํ- สุโพธ.) ซึ่งก็หมายความว่า เป็นการนำเอาวัตถุอีกอย่างหนึ่งมาเปรียบกับวัตถุอีกอย่างหนึ่ง เพื่อช่วยให้เห็นลักษณะของวัตถุที่ถูกเปรียบได้ง่ายขึ้น โดยทั่วไปแล้วสิ่งที่เปรียบนั้นเป็นสิ่งที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว จะช่วยให้เห็นลักษณะของสิ่งที่ถูกเปรียบซึ่งรู้ได้ยากนั้นได้รู้ง่ายขึ้น.  (โดยนัยนี้อุปมาเป็นต้น คือ อุปเมตพฺพาการ อาการที่ควรเปรียบ อุป + มาน เปรียบเทียบ)
            ข้อความอุปมาจะต้องไม่ถูกถือเอาไว้โดยตรงแน่นอน แต่เป็นไปใกล้เคียงกับข้อความที่จะถูกอุปมา. โดยนัยนี้ อุปมา คือ ลักษณะที่ใกล้เคียงของอุปมากับลักษณะของข้อความที่ถูกเปรียบ (อุป ใกล้ + มาน สิ่งที่ถูกเปรียบ).
ตัวอย่างเช่น สีโห วิย ภควา (พระผู้มีพระภาคทรงเปรียบดังราชสีห์) ในเรื่องนี้ ราชสีห์เป็นอุปมา พระผู้มีพระภาคเป็นอุปไมย เพราะเป็นผู้ที่ควรเปรียบด้วยเดชและความเพียรเป็นต้น ส่วนเดชและความเพียรเป็นต้น เป็นอุปเมตัพพาการหรืออาการที่ควรเปรียบ. ในตัวอย่างนี้ พึงสังเกตว่า ประโยคที่แสดงการอุปมา จะมีส่วนสำคัญอยู่ ๔ ประการคือ
๑) อุปมา สิ่งที่ยกมาเปรียบ ได้แก่ สีโห ราชสีห์ (ในที่นี้ไม่ใช่การเปรียบดังที่แสดงไว้ก่อน)
๒) อุปไมยะ สิ่งที่ถูกเปรียบ ได้แก่ ภควา พระผู้มีพระภาค
๓) อุปมานะหรือโอปมฺม ความเหมือนกันของอุปมาและอุปไมยะ ได้แก่ เดชและความเพียร
๔) อุปมาโชตกะ บทนิบาตเป็นต้นที่แสดงความเปรียบเช่น อิว, วิย เพียงดัง เป็นต้น ได้แก่ วิย.
            โอปมฺม มาจาก อุป + มา มาน การนับ มนฺ กรณสาธนะ ,
วิ. อุปมียเต เอเตนาติ โอปมฺมํ.
สภาวธรรมอันบุคคลย่อมเปรียบด้วยข้อความนี้ เหตุนั้น ข้อความนี้ ชื่อว่า โอปมฺม.
อุปมา มาจาก อุป + มา ปริมาน นับ + อปัจจัย กรณสาธนะ + อา อิตถีโชตกปัจจัย
วิ.อุปมียเต สทิสีกรียติ เอเตนาติ อุปมา สภาวธรรมอันบุคคลย่อมกระทำให้เหมือนกันด้วยข้อความนี้ เหตุนั้น ข้อความนี้ชื่อว่า อุปมา ข้อเปรียบ
อุปมาน มาจาก อุป + มา ปริมาณ กำหนดนับ + ยุ ปัจจัย ภาวสาธนะ
วิ. อุปมียเต อุปมานํ, อุปเมตพฺพากาโร. (นีติ.ธาตุ) การอุปมา ชื่อ อุปมานะ ได้แก่ อาการที่ควรเปรียบ
ในบรรดาศัพท์มีโอปมฺมเป็นต้นนั้น พระเจ้ามิลินท์อาราธนาพระเถระให้กระทำอุปมาคือนำสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกับลักษณะของโยนิโสมนสิการและปัญญามาอธิบาย ด้วยคำว่า โอปมฺม.

[๔] ยวลาวก มาจาก ยว ข้าว + ลาวก ผู้เกี่ยว (ลุ + ณฺวุ กัตตุสาธนะ)  จัดเป็นบทสมาสประเภทกิตันตทุติยาตัปปุริสสมาส ทุติยาตัปปุริสสสมาสที่มีบทกิตเป็นที่สุด. โดยทั่วไป กิตันตสมาสนี้ จะถูกใช้ในกรณีที่บทกิตนั้นไม่สามารถให้สำเร็จเนื้อความได้โดยสมบูรณ์ถ้าไม่มีบทกรรมเป็นต้นมาประกอบ ตัวอย่าง กุมฺภกาโร ผู้กระทำซึ่งหม้อ ถ้าให้ กาโร ผู้กระทำ เป็นบทกิตลำพัง ก็ไม่สามารถบอกความได้ชัดว่า ผู้กระทำอะไร ดังนั้น ท่านจึงต้องเพิ่ม กุมภ หม้อเข้ามาเพื่อทำบทกิตนั้นให้สมบูรณ์ จึงจัดเป็นบทสมาสพิเศษ. สำหรับในคำว่า ยวลาวก นี้ คำว่า ลาวก แปลว่า ผู้ตัดหรือเกี่ยว ท่านจึงเพิ่ม ยว ข้าว เข้ามาเป็นบทสมาสเพื่อทำให้บทกิตนั้นสื่อความได้สมบูรณ์โดยนัยเดียวกับคำว่า กุมฺภกาโร.
[๕]ในข้อความนี้ –
 มือซ้ายที่จับข้าว และเคียวที่เกี่ยวข้าว ก็ดี คนเกี่ยวข้าวก็ดี ข้าวก็ดี เป็นอุปมา เพราะเป็นสิ่งที่นำมาเปรียบ,  
โยนิโสมนสิการและปัญญา ก็ดี พระโยคาวจร ก็ดี จิต ก็ดี เรียกว่า อุปไมย เพราะเป็นสิ่งที่ถูกเปรียบ,
กิริยาที่จับและตัด เป็นโอปัมมะ (อุปมา) เพราะเป็นความเสมอกันของอุปมาและอุปไมยกล่าวคือ เป็นลักษณะของมือกับโยนิโสมนสิการ และเคียวกับปัญญา.
ยถา และ เอวํศัพท์ เป็นอุปมาโชตก เพราะแสดงการอุปมาให้เห็น.
อนึ่ง อุปมาคือมือที่จับข้าว  และเคียวนั้น ไม่ถูกถือเอาโดยแน่นอน กล่าวคือ ไม่ได้โดยตรง แต่เป็นไปในอรรถที่ใกล้เคียงอุปไมยคือมนสิการที่มีลักษณะจับจิตและปัญญาที่มีลักษณะละกิเลสที่มีในจิต.

๓. นมักการฎีกา อธิบายคำว่า สุคตํ ในคาถาที่ ๑


        ปุน สุคตนฺติ สมฺมา คทตฺตา สุคโต. โส หิ สมฺมา คทติ ภาสตีติ สุคโตติ วุจฺจติ.  สุปุพฺพคทธาตุ ภาสายํ วิยตฺติยํ วาจายํ วา.  ต, ทสฺส โต. ฉสุ วาจาสุ ยุตฺตฏฺฐาเน ยุตฺตเมว  ทฺวิวาจํ ภาสตีติ อตฺโถ.
         คำว่า สุคตํ อีกคำหนึ่งอีก คือ ทรงพระนามว่า สุคต เพราะตรัสโดยชอบ. จริงอยู่ บัณฑิตขนานนามพระองค์ว่า สุคต เพราะตรัสโดยชอบ.  คท ธาตุ ในการกล่าว , หรือ ในการกล่าวคำปรากฏอรรถ ที่มี สุ เป็นบทหน้า . ต ปัจจัย.  แปลง ท เป็น ต. หมายความว่า ในวาจา คือ การกล่าว ๖ ประการ ย่อมตรัสเฉพาะวาจา ๒ ประการที่สมควร ในฐานะที่สมควร เท่านั้น.
        
         วุตฺตญฺหิ  มชฺฌิมปณฺณาสปาฬิยํ อภยราชกุมารสุตฺเต 
            ๑ ราชกุมาร ยํ ตถาคโต ตํ วาจํ ชานาติ อภูตํ อตจฺฉํ อนตฺถสํหิตํ.  สา จ ปเรสํ  อปฺปิยา อมนาปา.  น ตํ ตถาคโต วาจํ ภาสติ.
         ข้อนี้สมดังที่ตรัสไว้ในพระบาลีมัชฌิมปัณณาสก์  อภยราชกุมารสูตร ว่า
         ๑. ดูกรราชกุมาร ตถาคต ทราบวาจาใด ที่ไม่มีอยู่ ไม่แท้จริง ประกอบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์.  และวาจานั้น ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่น่าพอใจของชนเหล่าอื่น, ตถาคต ก็จะไม่กล่าววาจานั้น.
        
         ๒. ยมฺปิ ตถาคโต วาจํ ชานาติ ภูตํ ตจฺฉํ อนตฺถสํหิตํ. สา จ ปเรสํ อปฺปิยา อมนาปา. ตมฺปิ ตถาคโต วาจํ น ภาสติ.
         ๒. ตถาคต ทราบวาจาแม้ใด ที่มีอยู่  เป็นจริง (แต่) ประกอบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์. และวาจานั้น ก็มิได้เป็นที่รัก มิได้เป็นที่น่าพอใจของชนเหล่าอื่น, ตถาคต ก็จะไม่กล่าววาจานั้น.

         ๓. ยญฺจ โข ตถาคโต วาจํ ชานาติ ภูตํ ตจฺฉํ อตฺถสํหิตํ, สา จ ปเรสํ อปฺปิยา อมนาปา, ตตฺร กาลญฺญู ตถาคโต โหติ ตสฺสา วาจาย เวยฺยากรณาย.
         แต่ตถาคตทราบวาจาใดแล มีอยู่ จริงแท้ ทั้งประกอบด้วยอัตถะ , และวาจานั้น มิได้เป็นที่รัก ที่ชอบใจ แก่ชนเหล่าอื่น, ในวาจานั้น ตถาคต ย่อมเป็นกาลัญญู (ผู้ที่รู้จักกาลอันสมควรกล่าว) เพื่อการเปิดเผยวาจานั้น

         ๔. ยํ ตถาคโต วาจํ ชานาติ อภูตํ อตจฺฉํ อนตฺถสํหิตํ, สา จ ปเรสํ ปิยา มนาปา, น ตํ ตถาคโต วาจํ ภาสติ.
         ตถาคตทราบวาจาใด อันไม่มี ไม่จริงแท้ ทั้งประกอบด้วยอนัตถะ, และ วาจานั้น เป็นที่รัก ที่ชอบใจแก่ชนเหล่าอื่น , ตถาคตจะไม่กล่าววาจานั้น.

         ๕. ยมฺปิ ตถาคโต ชานาติ ภูตํ ตจฺฉํ อนตฺถสํหิตํ, สา จ ปเรสํ ปิยา มนาปา, ตมฺปิ ตถาคโต วาจํ น ภาสติ.
         ตถาคตทราบแม้วาจาใด ที่มี ที่จริงแท้ (แต่) ประกอบด้วยอนัตถะ, และวาจานั้น เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจแก่ชนเหล่าอื่น, ตถาคต ก็จะไม่กล่าววาจาแม้นั้น.

         ๖.  ยญฺจ โข ตถาคโต วาจํ ชานาติ ภูตํ ตจฺฉํ อตฺถสํหิตํ, สา จ ปเรสํ ปิยา มนาปา, ตตฺร กาลญฺญู ตถาคโต โหติ ตสฺสา วาจาย เวยฺยากรณายาติ.
         แต่ตถาคต ทราบวาจาใดแล ที่มี จริงแท้ ประกอบด้วยอัตถะ, และวาจานั้น เป็นที่รัก เป็นที่น่าชอบใจ แก่ชนเหล่าอื่น, ในข้อนั้น ตถาคต ย่อมเป็นกาลัญญู (รู้กาล) ที่จะเปิดเผย วาจานั้น.

         เอตฺถ ปาฬิยํ ปเนสา สุขคฺคหณตฺถํ สงฺเขเปน เวทิตพฺพา.
         นักศึกษา พึงทราบวาจานั้น (ที่มา) ในพระบาลีนี้โดยสังเขป เพื่อจับความได้สะดวก.

         กถํ เหสา อภูตา อนตฺถสํหิตา อปฺปิยา วาจา จ, ภูตา อนตฺถสํหิตา อปฺปิยา วาจา จ,  ภูตา อตฺถสํหิตา อปฺปิยา วาจา จ, อภูตา อนตฺถสํหิตา ปิยา วาจา จ, ภูตา อนตฺถสํหิตา ปิยา วาจา จ, ภูตา อตฺถสํหิตา ปิยา วาจาติ ฉพฺพิธา โหตีติ.
         ก็ วาจา ๖ ประการนี้ คือ
         ๑. ไม่มีอยู่จริง ประกอบด้วยอนัตถะ และไม่เป็นที่รัก
         ๒. มีอยู่จริง ประกอบด้วยอนัตถะและไม่เป็นที่รัก
         ๓. มีอยู่จริง ประกอบด้วยอัตถะ และไม่เป็นที่รัก
         ๔. ไม่มีอยู่จริง ประกอบด้วยอนัตถะ และเป็นที่รัก
         ๕. มีจริง ประกอบด้วยอนัตถะและเป็นที่รัก
         ๖. มีจริง ประกอบด้วยอัตถะ และเป็นที่รัก
เป็นอย่างไร ?
          
         ตตฺถ อโจรํเยว โจโร อยนฺติอาทิวเสน วตฺตพฺพวาจา ปฐมวาจา.  โจรํเยว โจโร  อยนฺติอาทิวเสน วตฺตพฺพวาจา ทุติยวาจา นาม. 
         ในวาจา ๖ ประการนั้น วาจาอย่างที่ ๑  ได้แก่ วาจาที่พึงกล่าวโดยเกี่ยวกับนัยมีอาทิว่า (การตู่) คนที่มิได้เป็นโจรนั่นแหละว่า คนนี้เป็นโจร.
         วาจาอย่างที่ ๒ ได้แก่ วาจาที่พึงกล่าวโดยเกี่ยวกับนัยมีอาทิว่า (การชี้) คนที่เป็นโจรนั่นแหละว่า คนนี้เป็นโจร.

         อกตปุญฺญาย ทุคฺคโต ทุพฺพณฺโณ อปฺเปสกฺโข, อิธ ปน ฐตฺวาปิ ปุน ปุญฺญํ น กโรติ, ทุติยจิตฺตวาเร กถํ จตูหิ อปาเยหิ มุจฺจิสฺสตีติ เอวํ มหาชนสฺส อตฺถปุเรกฺขาเรน ธมฺมปุเรกฺขาเรน อนุสาสนีปุเรกฺขาเรน วตฺตพฺพวาจา ตติยวาจา นาม.
         วาจาอย่างที่ ๓ ได้แก่ วาจาที่พึงกล่าวโดยมีอรรถ(ประโยชน์) เป็นปุเรกขาระ (ออกหน้า, หรือกระทำไว้ในเบื้องหน้า) โดยมีธรรม (เหตู) เป็นปุเรกขาระ โดยมีการพร่ำสอนเป็น ปุเรกขาระ (หรือแปลอีกนัยหนึ่งว่า โดยมุ่งถึงประโยชน์, ธรรมและอนุสาสนี) แก่มหาชนอย่างนี้ว่า เพราะเขามิได้สร้างบุญไว้ จึงเป็นผู้มีความเป็นไปลำบาก ผิวพรรณทราม มีอำนาจน้อย, แม้ดำรงอยู่ในโลกนี้ แล้วก็ยังมิได้กระทำบุญอีก. แล้วในวาระจิต (อัตตภาพ) ที่ ๒ จักพ้นจากอบาย ๔ได้อย่างไร ?.

         เอโก  ธุตฺโต อาห  “มยฺหํ โภ มาตุ มยิ  กุจฺฉิคเต กปิฏฺฐผลโทหโฬ อโหสิ. สา อญฺญํ กปิฏฺฐหารกํ อลภมานา มํเยว เปเสสิ.  อหํ คนฺตฺวา รุกฺขํ   อภิรุหิตุํ อสกฺโกนฺโต  อตฺตนาว  อตฺตานํ ปาเท  คเหตฺวา  มุคฺครํ  วิย  รุกฺขสฺส อุปริ ขิปึ.  อถ สาขโต สาขํ วิจรนฺโต ผลานิ คเหตฺวา โอตริตุํ อสกฺโกนฺโต ฆรํ คนฺตฺวา นิสฺเสณึ อาหริตฺวา โอรุยฺห  มาตุ  สนฺติเก  คนฺตฺวา ผลานิ มาตุยา อทาสึ ตานิ ปน มหนฺตานิ โหนฺติ จาฏิปฺปมาณานิ.   ตโต  เม  มาตรา  เอกาสเน  นิสินฺนาย สมสฏฺฐิผลานิ  ขาทิตานีติ เอวมาทิวเสน  วตฺตพฺพวาจา  จตุตฺถวาจา นาม.
            วาจาประเภทที่ ๔ ได้แก่ วาจาที่พึงกล่าวโดยนัยมีอาทิว่า นักต้มตุ๋นผู้หนึ่งกล่าวว่า “นี่แนะท่าน เมื่อเรายังอยู่ในท้องแม่ แม่ ได้แพ้ท้องอยากกินมะขวิด เมื่อยังหาคนอื่นไปเก็บมะขวิดไม่ได้ ท่านจึงได้ใช้ให้เรานั่นแหละไป. เราไปแล้ว แต่ ขึ้นต้นไม้ไม่ได้  จึงเอาตัวเองจับตัวเองที่เท้า ขว้างไปที่ยอดไม้ เหมือนกับขว้างไม้กระบอง.  ทีนั้น เมื่อไต่จากกิ่งหนึ่งสู่อีกกิ่งหนึ่ง เก็บลูกมะขวิดได้ แต่ะลงมา ไม่ได้ เลยกลับไปบ้าน เอาบันไดมา ถึงลงได้  ก็ไปหาแม่ ได้เอาผลมะขวิดมาให้แม่. และลูกมะขวิดนั้น ใหญ่เท่าตุ่มน้ำ. หลังจากนั้นเรากับแม่นั่งที่เดียวกัน กินมะขวิดไปตั้ง ๖๐ ลูก.

         อามิสเหตุ   จาฏุกมฺยตาทิวเสน   นานปฺปการกํ  ปเรสํ  โถมนา วาจา  เจว ราชกถํ   โจรกถนฺติอาทินยปฺปวตฺตา  ติรจฺฉานนกถา จ  ปญฺจมวาจา นาม.
        วาจาประเภทที่ ๕ ได้แก่ วาจาที่ชมเชยผู้อื่นเป็นประการต่าง ๆ โดยหวังจะเยินยอเพราะอามิสเป็นต้น และติรัจฉานกถา ที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า ราชกถา (เรื่องพระราชา)  โจรกถา (เรื่องโจร) ดังนี้

       อริยสจฺจสนฺนิสฺสิตา ธมฺมกถา  ฉฏฺมวาจา นาม.  ตํ  ปน  วสฺสสตมฺปิ  สุณนฺตา  ปณฺฑิตา  เนว   ติตฺตึ คจฺฉนฺติ.
            วาจาประเภทที่ ๖ ได้แก่ ธรรมกถา ที่อิงอาศัยอริยสัจ. อนึ่ง บัณฑิตฟังวาจา (ที่ ๖) นั้น แม้ตั้ง ๑๐๐ ปี ก็หาได้ถึงความอิ่มไม่.

            ตาสุ ปน ภควา ตติยฉฏฺฐมา ทฺวิวาจา เอว ภาสติ.  ตสฺมา สปฺปุริเสหิ สาเยว ทฺวิวาจา วตฺตพฺพาติ. 
            ในวาจา ๖ ประเภทนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสเฉพาะวาจา ๒ ประเภท คือ ประเภทที่ ๓ และที่ ๖ เท่านั้น. ดังนั้น ท่านผู้เป็นสัปบุรุษ ควรกล่าวแต่วาจา ๒ ประเภทนั้น แล. 

            อยํ ตทฏฺฐกถายํ อาคโต สงฺเขปนโย. วิสุทฺธิมคฺคมหาฏีกายํ ปน สารตฺถทีปนีฏีกายํ ตทญฺญากาเรน วณฺณิโต.  ตาสุ ปน โอโลเกตฺวา คเหตพฺพนฺติ.
            นี้เป็นนัยโดยสังเขปที่มาในอรรถกถาแห่งอภยราชกุมารสูตรนั้น.  แต่ในวิสุทธิมรรคมหาฎีกาและสารัตถทีปนีฎีกา ท่านพรรณนาโดยอาการอย่างอื่นจากอรรถกถานั้น. นักศึกษา พึงตรวจดูในคัมภีร์ทั้งสองนั้นแล้วถือเอาเถิด.


         อยํ ปเนตฺถ สงฺคหคาถา
                        โย ภูตมตฺถสํหีตํ                     ปเรสมปฺปิยา วาจํ
                        ภูตมตฺถสหีตญฺจ                    ปเรสํ ปิยวาจนฺติ
                        ทฺวิวาจํ ยุตฺตฏฺฐาเนว            วทตีติ สุคโตติ
                        วุจฺจตี จ ทการสฺส                  กตฺวา  ตการวิญฺญุนาติ

            ในคำว่า สุคโต ผู้ตรัสดีแล้ว นี้ จึงมีสังคหคาถา (คาถารวมเพื่อท่องจำ)ว่า
                 พระผู้มีพระภาคพระองค์ใด ย่อมกล่าววาจา ๒ อย่าง
         คือ วาจาที่มีจริง ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นที่รักของชนอื่น ๑,
         วาจาที่มีจริง ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นที่รักของชนอื่น ๑
         ในฐานะที่ควร เท่านั้น เพราะเหตุนั้น วิญญูชนจึงขนานพระนาม
         พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ว่า พระสุคต เพราะแปลง ท อักษร
         เป็น ต อักษร ด้วยประการนี้แล.

        จบ คาถาที่ ๑
           

๒. นมักการฎีกา อธิบายคำว่า สุคตํ ในคาถาที่ ๑

ตตฺถ สุคตนฺติ โสภนคมนตฺตา สุนฺทรํ ฐานํ คตตฺตา สมฺมา คตตฺตา จ สุคโต.  โส หิ โสภนํ อริยมคฺเคน คจฺฉตีติ สุคโตติ วุจฺจติ.  สุปุพฺโพ คมุ ธาตุ ต. สุ สทฺโท โสภนตฺโถ.  อริยมคฺคคมเนน ปริสุทฺธํ อนวชฺชํ เขมํ ทิสํ อสชฺชมาโน คโตติ อตฺโถ.
จะแสดงอรรถาธิบายสืบไป. คำว่า สุคตํ พระสุคตเจ้า ได้แก่ พระผู้เสด็จไปดีแล้ว เพราะเสด็จไปดี เพราะเสด็จไปสู่สถานที่ดี และเพราะเสด็จไปโดยชอบ. เป็นความจริงว่า พระพุทธเจ้านั้น บัณฑิตได้ขนานนามพระองค์ว่า สุคต เพราะทรงเสด็จไปดี ทางอริยมรรค. มี สุ เป็นบทหน้า คมุ ธาตุ ในการไป ลง ต ปัจจัย.  สุ ศัพท์ มีอรรถว่า ดีงาม. มีอรรถาธิบายว่า ทรงเป็นผู้ไม่ติดขัด เสด็จไปยังทิศ อันบริสุทธิ์ ปราศจากโทษ เกษม โดยทางไปคืออริยมรรค.
 
ตญฺจ  คมนํ  ทุวิธํ  โหติ  กายคมนํ,  ญาณคมนญฺจาติ.   ตตฺถ  ภควโต    เวเนยฺยชนุปสงฺกมนํ เอเกนฺเตน เตสํ หิตสุขาย นิปฺผาทนโต โสภนํ กาเยน คมนํ กายคมนํ นาม.  สยมฺภูญาเณน ปน สกลมฺปิ โลกํ ปริญฺญาภิสมยวเสน ปริชานนโต[1] ญาเณน คมนํ ญาณคมนํ นาม.  อิธ ปน ญาณคมนํ อธิปฺเปตํ.  องฺคุตฺตรฏีกายํ ปน โสภนํ คตํ คมนํ    เอตสฺสาติ สุคโตติ วุตฺตํ.
การไปมีอยู่ ๒ ประการ คือ กายคมนํ การไปด้วยกาย ๑  ญาณคมนํ คือ การไปด้วยพระญาณ ๑.  และในการไปทั้ง ๒ ประการนั้น การเสด็จเข้าไปสู่มวลเวไนยชน ของพระผู้มีพระภาค เป็นการเสด็จไปที่ดีงามทางกาย เพราะทรงให้สำเร็จประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์เหล่านั้น โดยส่วนเดียว ชื่อว่า กายคมนํ การไปด้วยกาย.  แต่ การไปด้วยญาณ ชื่อว่า ญาณคมนํ การไปด้วยญาณ เพราะได้กำหนดรู้ โลกทั้งสิ้น ด้วยพระสยัมภูญาณ ด้วยอำนาจปริญญาภิสมัย (การตรัสรู้ธรรมคือการกำหนดรู้). ในที่นี้ประสงค์เอาการไปด้วยญาณ.  แต่ในฏีกาอังคุตรนิกายว่า ชื่อว่า พระสุคต เพราะอรรถว่า ทรงมีการเสด็จไปที่งดงาม.

สุนฺทรํ ฐานํ คจฺฉตีติ สุคโตติ จ วุจฺจติ.  อารมฺมณกรณวเสน อมตํ นิพฺพานํ    คโตติ อตฺโถ.
ทรงพระนามว่า สุคต เพราะเสด็จไปสู่ฐานะอันดีงาม. หมายความว่า ทรงเสด็จไปสู่พระนิพพาน อันอมตะ เกี่ยวกับว่า ทรงทำให้เป็นอารมณ์

สมฺมา อวิปรีตํ เจส คจฺฉตีติ สุคโตติ วุจฺจติ .  สุสทฺโท สมฺมาสทฺทตฺโถ.  เตน เตน มคฺเคน เย กิเลสา ปหีนา. เต กิเลเส น ปุเนติ น ปจฺเจติ น ปจฺจาคจฺฉตีติ อตฺโถ. 
อนึ่ง บัณฑิตขนานพระนามว่า สุคต เพราะพระพุทธองค์นี้ ทรงเสด็จไปโดยชอบ ไม่วิปริต ผันแปร. คำว่า สุ มีความหมายแห่ง สัมมา ศัพท์ ที่แปลว่า โดยชอบ (ไม่ผันแปร). หมายความว่า กิเลสเหล่าใด ถูกอริยมรรคละขาดแล้ว ก็มิได้ทรงคืน ไม่ทรงกลับ ไม่ทรงหวนมาสู่อีกกิเลสเหล่านั้นอีกเลย.
        
อถวา สมฺมา อาคจฺฉตีติ สุคโตติ จ วุจฺจติ. ทีปงฺกรปาทมูลโต ปภุติ ยาว โพธิมณฺฑา ตาว สมตึสปารมิปูริกาย[2] สมฺมาปฏิปตฺติยา สพฺพโลกสฺส หิตสุขเมว กโรนฺโต สสฺสตํ อุจฺเฉทํ กามสุขํ อตฺตกิลมถญฺจาติ อิเม จนฺเต อนุปคจฺฉนฺโต อาคโตติ อตฺโถ.
อีกนัยหนึ่ง ทรงขนานพระนามว่า สุคต เพราะย่อมเสด็จมาโดยชอบ. จริงอย่างนั้น พระองค์ เมื่อทรงสร้างแต่ประโยชน์และความสุขแก่ชาวโลกทั้งปวง ด้วยสัมมาปฏิบัติ  อันจะสร้างบารมี ๓๐ ประการให้บริบูรณ์ นับตั้งแต่เบื้องบาทของพระทีปังกรพุทธเจ้า ตราบจนถึงโพธิมณฑล ก็ไม่ทรงเข้าใกล้ส่วนสุดเหล่านี้ คือ สัสสทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ กามสุขและอัตตกิลมถะ  ทรงเสด็จมาแล้ว.

ตํ สุคตํ พุทฺธํ นเม นมามีติ สมฺพนฺโธ.
มีการเชื่อมความ(ที่ขาดไป) ว่า ข้าพเจ้า ขอถวายนมัสการ พระพุทธเจ้า ผู้เสด็จไปดีแล้ว พระองค์นั้น.


(ยังมีต่อ)


[1] ในวิสุทธิมรรคมหาฎีกาเป็น ปริชานนฺโต เมื่อถือเอานัยนี้ ควรแปลว่า เมื่อทรงกำหนดรู้ ...
[2] ในวิสุทธิมรรคเป็น สมตึสปารมีปูริตาย เมื่อถือเอานัยนี้ ควรแปลว่า โดยความเป็นผู้กระทำบารมี ๓๐ ให้บริบูรณ์แล้ว

๒. อภิธัมมัตถสังคหทีปนีฎีกา (๑)

๒. อธิบายกถาเริ่มปกรณ์ (๑)

คนฺถารมฺภกถาวณฺณนา
            ๑.  โภ อาจริย ตตฺถ วุตฺตาภิธมฺมติถาตฺยาทิวจนํ เอว อวตฺวา สมฺมาสมฺพุทฺธนฺติอาทิคาถา กิมตฺถํ อนุรุทฺธาจริเยน วุตฺตาติ โจทนา.   โภ โสตุชนรตนตฺตยปณามปณามารห-คุณกตฺตาปฏิญฺญาปฏิญฺญาตพฺพอภิเธยฺยกรณปฺปการปกรณาภิธานปโยชนานิ ทสฺเสตุ ํ  วุตฺตา.
อธิบายกถาเริ่มปกรณ์
            ๑. ท้วงว่า ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ พระอนุรุทธาจารย์ไม่กล่าวคำอาทิว่า ตตฺถ  วุตฺตาภิธมฺมตฺถา อรรถแห่งพระอภิธรรม  อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในพระอภิธรรมนั้น แต่กล่าวคาถามีอาทิว่า  สมฺมาสมฺพุทธมตุลํ ข้าพเจ้า  (พระอนุรุทธาจารย์)  ขอถวายอภิวาท  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่ออะไร ?.
            ตอบว่า ท่านผู้เจริญ ที่ท่านกล่าวไว้ก็เพื่อจะแสดงการนอบน้อมพระรัตนตรัย ๑ คุณแห่งบุคคลผู้ควรนอบน้อม ๑ ผู้แต่ง ๑ การปฏิญญา (การรับรอง) ๑ คำหรือปกรณ์ที่พึงปฏิญญา ๑ เนื้อเรื่องที่จะพึงกล่าว ๑ วิธีการแต่ง ๑ ชื่อปกรณ์ ๑ และประโยชน์      ให้แก่ผู้ฟัง.

            ตตฺถ สมฺมาสมฺพุทธมตุลํ สสทฺธมฺมคณุตฺตมํ อภิวาทิยาติ อิมินา รตนตฺตยปณามปณามรหคุเณ ทสฺเสติ.  กตฺตา ปน ภาสิสฺสนฺติ เอตฺถ สฺสามิวิภตฺติยา ทสฺสิโต. ภาสิสฺสนฺติ อิมินา ปฏิญฺญา ทสฺสิตา.  ปฏิญฺญาตพฺพํ ปน ภาสิสฺสนฺติ เอตฺถ ภาสธาตุสฺส สามตฺถิเยน ทสฺสิตพฺพํ.  อถวา อภิธมฺมตฺถสงฺคหนฺติ ปเทน ทสฺสิตํ.
        ในคำดังกล่าวนั้น แสดงการนอบน้อมพระรัตนตรัยและคุณแห่งบุคคลผู้ควรนอบน้อม ด้วยคำว่า สมฺมาสมฺพุทธมตุลํ สสทฺธมฺมคณุตฺตมํ อภิวาทิย ขอถวายอภิวาท         พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ผู้มีพระคุณอันหาผู้เปรียบปานมิได้ พร้อมทั้งพระสัทธรรมและหมู่แห่งพระอริยสงฆ์อันสูงสุด
            แสดงผู้แต่งด้วย สฺสามิ วิภัตติ ในกิริยาบทว่า ภาสิสฺสํ ข้าพเจ้า ฯลฯ จักกล่าว นี้. แสดงการปฏิญญา ด้วยกิริยาบทนี้ว่า ภาสิสฺสํ ข้าพเจ้า ฯลฯ จักกล่าว.
ส่วน คำที่พึงปฏิญญา ได้แก่ คำที่พึงแสดงด้วยความสามารถแห่งภาส ธาตุ ในกิริยาบทนี้ว่า ภาสิสฺสํ ข้าพเจ้า ฯลฯ จักกล่าว.  หรืออีกนัยหนึ่ง แสดงไว้ด้วยบทว่า อภิธมฺมตฺถสงฺคหํ (จักกล่าว)ปกรณ์อภิธัมมัตถสังคหะ.
อิมินา ปกรเณน ทสฺสิตา จตฺตาโร ปรมตฺถา อภิเธยฺยา นาม. จตุนฺนํ อภิธมฺมตฺถานํ เอกสฺมึเยว ปกรเณ สงฺคโห สมฺปิณฺเฑตฺวา คหณํ กรณปฺปกาโร นาม.  อภิธมฺมตฺถสงฺคหนฺติ ปกรณสฺส นามํ ปกรณาภิธานํ.
เนื้อเรื่องที่จะพึงกล่าว ได้แก่ ปรมัตถธรรม ๔ ที่แสดงไว้ด้วยปกรณ์นี้. วิธีการแต่งปกรณ์ ได้แก่ การสงเคราะห์ คือรวบรวมถือเอาอรรถแห่งพระอภิธรรมทั้ง ๔ ไว้ในปกรณ์เดียวเท่านั้น. ชื่อแห่งปกรณ์ว่า อภิธัมมัตถสังคหะ เป็นชื่อปกรณ์.

อิเม ตโย อตฺถา อภิธมฺมตถสงฺคหนฺติ ปเทน ทสฺสิตา.  กถํ ทสฺสิตา. อภิธมฺมตฺถานํ อิธ สงฺคเหตพฺพภาวทสฺสเนน เตสํ อภิธมฺมตฺถานํ สมุทิเตน อิมินา ปกรเณน   ปฏิปาเทตพฺพภาวทีปนโต อภิเธยฺโย ทสฺสิโต โหติ. จตุนฺนํ อภิธมฺมตฺถานํ เอกตฺถสงฺคยฺหกถนาการทีปนโต ปกรณปฺปกาโร ทสฺสิโต โหติ. อภิธมฺมตฺถสงฺคหนฺติ อตฺถานุคตสมญฺญาปริทีปนโต ปกรณาภิธานํ ทสฺสิตํ โหติ.
คำว่า อภิธมฺมตฺถสงฺคหํ อภิธัมมัตสังคหะ ได้แสดงอรรถ ๓ ประการนี้. อย่างไร ? คือ
๑. ได้แสดงเนื้อเรื่องที่จะพึงกล่าว เพราะแสดงการที่อรรถแห่งพระอภิธรรมเหล่านั้น อันปกรณ์นี้ ที่เกิดขึ้นโดยแสดงการรวบรวมอรรถแห่งพระอภิธรรมไว้ในที่นี้ พึงให้ปรากฏ.
๒. ได้แสดงวิธีการแต่งปกรณ์ เพราะแสดงอาการคือกล่าวสงเคราะห์อรรถแห่งพระอภิธรรมทั้ง ๔ ไว้ในที่เดียว.
๓. ได้แสดงชื่อแห่งปกรณ์ เพราะแสดงสมญานามที่เป็นไปตามความหมายว่า อภิธัมมัตถสังคหะ (ปกรณ์ที่สงเคราะห์ รวบรวมอรรถแห่งพระอภิธรรม).

            ปโยชนํ ปน ทุวิธํ โหติ มุขฺยานุสงฺคิกวเสน. ตํ ทุวิธมฺปิ ปโยชนํ สงฺคหปเทน สามตฺถิยโต ทสฺสิตํ โหติ. กตมํ มุขฺยปโยชนํ ? สตฺตปฺปกรเณ นานานเยหิ วิตฺถารโต เทสิเต อภิธมฺมตฺเถ เอกสฺมึเยว อภิธมฺมตฺถสงฺคหปฺปกรเณ สงฺขิปิตฺวา คเหตฺวา กถนํ.  ตํ ปกรณํ อุคฺคหปริปุจฺฉาสวนธารณสชฺฌายนจินฺตนวเสน เตสํ อภิธมฺมตฺถานํ อนายาเสน สรูปาวโพธสฺส  สํสิชฺฌนํ มุขฺยปฺปโยชนํ นาม.
            สำหรับประโยชน์ก็มีสองอย่างเกี่ยวกับเป็นมุขยประโยชน์ (ประโยชน์โดยตรง)และอนุสังคิกประโยชน์ (ประโยชน์ที่มีโดยติดต่อสืบ ๆ กัน).
            มุขยประโยชน์ คือ การที่ย่ออรรถแห่งพระอภิธรรมที่ทรงแสดงไว้โดยพิสดารมีนัยต่าง ๆ ในพระอภิธรรมทั้ง ๗ ปกรณ์แล้วจับมากล่าวไว้ในปกรณ์อภิธัมมัตถสังคหะปกรณ์เดียวเท่านั้น. ปกรณ์อภิธัมมัตถสังคหะนั้น ก็เป็นเหตุให้สำเร็จการหยั่งรู้สภาวะแห่งอรรถพระอภิธรรมเหล่านั้น เนื่องด้วยการเล่าเรียน สอบถาม สดับฟัง ทรงจำไว้ได้ สาธยาย ขบคิด ได้โดยไม่ยาก.

            กตมํ อนุสงฺคิกปโยชนํ ? ตํมูลิกาย ทิฏฐธมฺมิกสมฺปรายิกตฺถสิทฺธิยา อนายาเสน สํสิชฺฌนํ อนุสงฺคิกปโยชนํ  นาม.           
วุตฺตญฺหิ
                        ทิฏเฐ ธมฺเม จ โย อตฺโถ            โย จตฺโถ สมฺปรายิโก
                        อตฺถาภิสมยา ธีโร                    ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจตี ติ.

            อนุสังคิกประโยชน์ คือ การให้ความสำเร็จเป็นทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ (ประโยชน์ที่พึงได้ในโลกนี้) และสัมปรายิตกัตถประโยชน์ (ประโยชน์ที่พึงได้รับในโลกหน้า) อันมีการหยั่งรู้สภาวะแห่งอรรถพระอภิธรรมนั้นเป็นมูล สำเร็จโดยไม่ยาก.
            สมดังที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ใน อังคุตรนิกาย ปัญจกนิบาตว่า
            ท่านเรียกบุคคลผู้เป็นปราชญ์ รู้ประโยชน์ ในทิฏฐธรรมและ
ที่เป็นไปในโลกอื่น ว่าเป็นบัณฑิต.[1]

            อิทํ วุตฺตํ โหติ, อภิธมฺมตฺถานํ เอกสฺมึเยว ปกรเณ อาจริเยน สงฺขิปิตฺวา คหเณ วิชฺชมาเน โสตูนํ ตุทคฺคหปริปุจฺฉาทิวเสน เตสํ อภิธมฺมตฺถานํ สรูปาวโพโธ โหติ.   ตทวโพธสฺส สมฺมาปฏิปตฺติยา ปริปูรณํ โหติ.  ตํ ปริปูเรนฺตสฺส ปริปุณฺณํ วต เม สีลนฺติ อวิปฺปฏิสาโร โหติ.  อวิปฺปฏิสาโร ปาโมชฺชตฺถาย โหติ.  ปาโมชฺชํ ปีติตฺถาย.  ปีติ     ปสฺสทฺธตฺถาย. ปสฺสทฺธิ สุขตฺถาย.  สุขํ สมาธตฺถาย.  สมาธิ ยถาภูตญาณทสฺสนตฺถาย.  ยถาภูตญาณทสฺสนํ นิพฺพิทตฺถาย.  นิพฺพิทา วิราคตฺถาย.  วิราโค วิมุตฺตฺถาย. วิมุตฺติ         วิมุตฺติญาณทสฺสนตฺถาย.  วิมุตฺติญาณทสฺสนํ อนุปาทาปรินิพฺพานตฺถาย โหติ.
            มีอธิบายว่า เมื่อมีการถือเอาอรรถแห่งพระอภิธรรม อันอาจารย์ย่อไว้ในปกรณ์เดียวเท่านั้น ก็ย่อมมีการหยั่งรู้สภาวะแห่งอรรถของพระอภิธรรมเหล่านั้น แก่ผู้ศึกษา เกี่ยวกับการเรียนและสอบถามอรรถพระอภิธรรมเหล่านั้นได้.
        สัมมาปฏิบัติ ก็ย่อมเป็นอันบริบูรณ์แก่เธอผู้หยั่งรู้อรรถเหล่านั้นได้. เมื่อเธอให้สัมมาปฏิบัติบริบูรณ์นั้น ก็ไม่วิปปฏิสารด้วยคิดว่า ศีลเราบริบูรณ์หนอ. ความไม่วิปปฏิสารนั้น ก็เพื่อประโยชน์แก่ปราโมทย์.  ปราโมช ก็เพื่อประโยชน์ปีติ. ปีติ ก็เพื่อประโยชน์แก่ปัสสัทธิ. ปัสสัทธิ ก็เพื่อประโยชน์แก่สุข. สุข ก็เพื่อประโยชน์แก่สมาธิ. สมาธิ ก็เพื่อประโยชน์แก่ยถาภูตญาณทัสสนะ. ยถาภูตญาณทัสสนะ ก็เพื่อประโยชน์แก่นิพพิทา. นิพพิทา ก็เพื่อประโยชน์แก่วิราคะ.  วิราคะ ก็เพื่อประโยชน์แก่วิมุตติ. วิมุตติ ก็เพื่อประโยชน์ แก่วิมุตติญาณทัสสนะ.  วิมุตติญาณทัสนะ ก็เพื่อประโยชน์แก่อนุปาทาปรินิพพาน.
           
            ยทิ ทิฏฺเฐว ธมฺเม มคฺคผลาธิคโม น โหติ.  สมฺปราเย ภวโภคสมฺปตฺติอาทิปฏิลาโภ โหติ.  สติปิ มคฺคผลาธิคเม ยทิ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อรหตฺตํ น สจฺฉิกโรติ.   ทุติยภวาทีสุ   สจฺฉิกโรติ โภคสมฺปตติอาทิปฏิลาโภ จ โหติ. 
            ถ้ายังไม่บรรลุมรรคผลในปัจจุบันเทียว ก็จะได้สมบัติมีภพและโภคะเป็นต้นในสัมปรายภพ. แม้ถ้ามีการบรรลุมรรคผล หากยังไม่แทงตลอดพระอรหัตต์ในปัจจุบันภพนั่นเอง ก็จะมีการแทงตลอดพระอรหัตต์ และได้โภคสมบัติเป็นต้นในภพที่สองเป็นต้น.


ตสฺมา ทุวิธปโยชนาธิคมาย อญฺญกิจฺจานิ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา อภิธมฺมตฺถสงฺคหปฺ   -ปกรเณเยว อุคฺคหปริปุจฺฉาสวนธารณสชฺฌายนจินฺตนวเสน อติวิย โยโค กรณีโยติ.
เพราะฉะนั้น ครั้นเล็งเอากิจที่ควรรู้ทั่ว เพื่อบรรลุประโยชน์ทั้งสองประการนั้นแล้ว ความหมั่นเพียรในปกรณ์อภิธัมมัตถสังคหะนั่นแหละ เกี่ยวกับการเรียน สอบถาม ฟัง ทรงจำ สาธยาย ขบคิด จัดเป็นกิจที่ควรกระทำอย่างยิ่ง.
           
            ตตฺถ รตนตฺตยปณาโม กสฺมา ทสฺสิโตติ โจทนา.  ยํ กิญฺจิ คนฺถํ สมารภิตุกาเมน   ตาวาจริเยน รตนตฺตยปณามํ กตฺวา ตพฺพิหตนฺตราเยน สมารภิตพฺโพติ กตฺวา ทสฺสิโต. เอตฺถ หิ ตพฺพิหตนฺตรายตา นาม ยถาปฏิญฺญาตตฺถาภินิปฺผาทนสมตฺถตา, สารรตนตฺตยปณาเมน โหติ.  รตนตฺตยปณาเมน หิ อนฺตรายวิโสธิเตน ปญฺญา พลวา      โหตีติ.

            ถามว่า เพราะเหตุไร จึงแสดงการนอบน้อมพระรัตนตรัยในปณามคาถานั้น
      ตอบว่า ที่แสดงการนอบน้อมไว้ เพราะธรรมดา อาจารย์ผู้ประสงค์จะเริ่มแต่งคัมภีร์ใด ๆ  ควรนอบน้อมพระรัตนตรัยเสียก่อน แล้วจะเป็นผู้ขจัดอันตรายได้ด้วยการนอบน้อมนั้น จึงเริ่มปกรณ์ได้.  จริงอยู่ ในเรื่องนี้ ธรรมดาแล้ว ความเป็นผู้มีอันตรายอันการนอบน้อมพระรัตนตรัยขจัดได้ ก็คือ การที่สามารถทำความมุ่งหวังที่ตนปฏิญญาไว้ให้สำเร็จได้ โดยการนอบน้อมพระรัตนตรัยเป็นสำคัญ.  อนึ่ง ปัญญา เป็นสภาพมีกำลัง ก็ด้วยการขจัดอันตรายได้ด้วยการนอบน้อมพระรัตนตรัย.

*******
(อ่านครั้งที่ ๓ ต่อ)




[1] อง. ปญฺจ 

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

มหาชนกอรรถกถา ๓

ตสฺส เตเชน สกฺกสฺส ภวนํ กมฺปิฯ สกฺโก อาวชฺเชนฺโต ตํ การณํ ญตฺวา ‘‘ตสฺสา กุจฺฉิยํ นิพฺพตฺตสตฺโต มหาปุญฺโญ, มยา คนฺตุํ วฏฺฏตี’’ติ จินฺเตตฺวา ปฏิจฺฉนฺนโยคฺคํ มาเปตฺวา ตตฺถ มญฺจํ ปญฺญาเปตฺวา มหลฺลกปุริโส วิย โยคฺคํ ปาเชนฺโต ตาย นิสินฺนสาลาย ทฺวาเร ฐตฺวา ‘‘กาลจมฺปานครํ คมิกา นาม อตฺถี’’ติ ปุจฺฉิฯ ‘‘อหํ, ตาต, คมิสฺสามี’’ติฯ ‘‘เตน หิ โยคฺคํ อารุยฺห  นิสีท, อมฺมา’’ติฯ ‘‘ตาต, อหํ ปริปุณฺณคพฺภา, น สกฺกา มยา โยคฺคํ อภิรุหิตุํ, ปจฺฉโต ปจฺฉโต คมิสฺสามิ, อิมิสฺสา ปน เม ปจฺฉิยา โอกาสํ เทหี’’ติฯ ‘‘อมฺม, กิํ วเทสิ, โยคฺคํ ปาเชตุํ  ชานนสมตฺโถ นาม มยา สทิโส นตฺถิฯ อมฺม, มา ภายิ, อารุยฺห นิสีทา’’ติฯ สา ‘‘ตาต, สาธู’’ติ วทติฯ โส ตสฺสา อาโรหนกาเล อตฺตโน อานุภาเวน วาตปุณฺณภสฺตจมฺมํ วิย ปถวิํ อุนฺนาเมตฺวา โยคฺคสฺส ปจฺฉิมนฺเต ปหราเปสิฯ สา อภิรุยฺห สยเน นิปชฺชิตฺวาว ‘‘อยํ เทวตา ภวิสฺสตี’’ติ  อญฺญาสิฯ สา ทิพฺพสยเน นิปนฺนมตฺตาว นิทฺทํ โอกฺกมิฯ

ภวนํ ภพเป็นที่ประทับอยู่ สกฺกสฺส ของท้าวสักกะ กมฺปิ หวั่นไหวแล้ว เตเชน ด้วยเดช ตสฺส ของพระมหาสัตว์นั้น. สกฺโก ท้าวสักกะ อาวชฺเชนฺโต ทรงใคร่ครวญอยู่ ญตฺวา ทรงทราบแล้ว ตํ การณํ ซึ่งเหตุการณ์นั้น จินฺเตตฺวา ทรงทราบแล้ว อิติ ว่า นิพฺพตฺตสตฺโต สัตว์ผู้บังเกิดแล้ว กุจฺฉิยํ ในท้อง ตสฺสา แห่งพระเทวีนั้น มหาปุญฺโญ เป็นผู้มีบุญมาก โหติ ย่อมเป็น, มยา คนฺตุ– การที่เราไป วฏฺฏติ ย่อมควร ดังนี้ มาเปตฺวา ทรงเนรมิตแล้ว ปฏิจฺฉนฺนโยคฺคํ ซึ่งรถอันปกปิดแล้ว (รถเก๋ง, รถประทุน) ปญฺญาเปตฺวา ปูลาดแล้ว มญฺจํ ซึ่งเตียง  ตตฺถ บนรถนั้น มหลฺลกปุริโส วิย ผู้ราวกับว่า บุรุษผู้แก่ ปาเชนฺโต ขับไปอยู่ โยคฺคํ ซึ่งรถ ฐตฺวา ยืนแล้ว ทฺวาเร ใกล้ประตู ตาย นิสินฺนสาลาย แห่งศาลาอันพระเทวีนั้นประทับนั่งแล้ว ปุจฺฉิ ตรัสถามแล้ว อิติ ว่า คมิกา นาม ชื่อว่า บุคคลผู้ไป กาลจมฺปานครํ สู่เมืองกาลจัมปา อตฺถิ มีอยู่ หรือ ? ดังนี้.  สา เทวี พระเทวีนั้น อาห ตรัสแล้ว อิติ ว่า ตาต แน่ะพ่อ อหํ ดิฉัน คมิสฺสามิ จักไป ดังนี้. สกฺโก ท้าวสักกะ อาห ตรัสแล้ว อิติ ว่า อมฺม แน่ะแม่ เตนหิ ถ้าอย่างนั้น ตฺวํ เธอ อารุยฺห ขึ้นแล้ว โยคฺคํ สู่รถ นิสีท จงนั่งเถิด ดังนี้.  สา เทวี พระเทวีนั้น อาห ตรัสแล้ว อิติ ว่า ตาต แน่ะพ่อ อหํ ดิฉัน ปริปุณฺณคพฺภา เป็นหญิงมีสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์อันเต็มรอบแล้ว, มยา ดิฉัน น สกฺกา ไม่อาจา อภิรุหิตุ– เพื่ออันขึ้น โยคฺคํ สู่รถ, อหํ ดิฉัน คมิสฺสามิ จักไป ปจฺฉโต ปจฺฉโต ข้างหลังๆ, ปน แต่ว่า ตฺวํ ท่าน เทหิ จงให้ โอกาสํ ซึ่งที่ว่าง ปจฺฉิยา แก่ตะกร้า อิมิสฺสา นี้ เม ของดิฉัน ดังนี้. สกฺโก ท้าวสักกะ อาห ตรัสแล้ว อิติ ว่า อมฺม แน่ะแม่ ตฺวํ ท่าน วเทสิ ย่อมกล่าว กึ ซึ่งคำอะไร, ชานนสมตฺโถ นาม ชื่อว่า  บุคคลผู้สามารถในการรู้ ปาเชตุ– เพื่ออันขับ โยคฺคํ ซึ่งรถ สทิโส ผู้อันบุคคลอื่นพึงเห็นเสมอ มยา กับด้วยเรา  นตฺถิ ย่อมไม่มี. อมฺม แน่ะแม่ ตฺวํ เธอ มา ภายิ อย่ากลัวแล้ว, อารุยฺห นิสีท จงขึ้นมาแล้วนั่งเถิด ดังนี้. สา เทวี พระเทวีนั้น อาห ตรัสแล้ว อิติ ว่า ตาต แน่ะพ่อ สาธุ ดีละ ดังนี้. อาโรหนกาเล ในกาลเป็นที่เสด็จขึ้นไป ตสฺสา แห่งพระเทวีนั้น โส ท้าวสักกะนั้น ปถวึ ยังแผ่นดิน วิย ให้เป็นราวกับว่า วาตปุณฺณภสฺตจมฺมํ  ถุงหนังอันเต็มแล้วด้วยลม อุนฺนาเมตฺวา ปหราเปสิ ให้น้อมขึ้นไปกระทบแล้ว ปจฺฉิมนฺเต ที่ส่วนอันมีในข้างหลัง โยคฺคสฺส แห่งรถ อานุภาเวน ด้วยอานุภาพ อตฺตโน ของพระองค์. สา พระเทวีนั้น อารุยฺห เสด็จขึ้นแล้ว นิปชฺชิตฺวา ว ทรงบรรทมแล้วเทียว สยเน บนที่พระบรรทม อญฺญาสิ ได้ทรงทราบแล้ว อิติ ว่า อยํ บุรุษนี้ เทวตา เป็นเทวดา ภวิสฺสติ จักเป็น ดังนี้. สา พระเทวีนั้น นิปนฺนมตฺตา ว ผู้สักว่านอนแล้วเทียว ทิพฺพสยเน บนที่บรรทมอันเป็นทิพย์ โอกฺกมิ ก้าวลงแล้ว นิทฺทํ สู่ความหลับ.

มหาชนกอรรถกถา ๒

อถ นํ ยุทฺเธ โปลชนกสฺส โยธา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสุํฯ ตทา ‘‘ราชา มโต’’ติ สกลนคเร เอกโกลาหลํ ชาตํฯ เทวีปิ ตสฺส มตภาวํ ญตฺวา สีฆํ สีฆํ สุวณฺณสาราทีนิ คเหตฺวา ปจฺฉิยํ ปกฺขิปิตฺวา มตฺถเก กิลิฏฺฐปิโลติกํ อตฺถริตฺวา อุปริ ตณฺฑุเล โอกิริตฺวา กิลิฏฺฐปิโลติกํ นิวาเสตฺวา สรีรํ วิรูปํ กตฺวา ปจฺฉิํ สีเส ฐเปตฺวา ทิวา ทิวสฺเสว นิกฺขมิ, น โกจิ นํ สญฺชานิฯ สา อุตฺตรทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา กตฺถจิ อคตปุพฺพตฺตา มคฺคํ อชานนฺตี ทิสํ ววตฺถาเปตุํ อสกฺโกนฺตี เกวลํ ‘‘กาลจมฺปานครํ นาม อตฺถี’’ติ สุตตฺตา ‘‘กาลจมฺปานครํ คมิกา นาม อตฺถี’’ติ ปุจฺฉมานา เอกิกา สาลายํ นิสีทิฯ กุจฺฉิมฺหิ ปนสฺสา นิพฺพตฺตสตฺโต น โย วา โส วา, ปูริตปารมี มหาสตฺโต นิพฺพตฺติฯ

อถ ครั้งนั้น โยธา ทหารท. โปลชนกสฺส ของพระโปลชนก นํ ยังพระราชาอริฏฐชนก ปาเปสุ– ให้ทรงถึงแล้ว ชีวิตกฺขยํ ซึ่งการสิ้นไปแห่งพระชนม์ชีพ ยุทฺเธ ในเพราะการรบ. ตทา ในกาลนั้น เอกโกลาหลํ การแตกตื่นเป็นอันเดียวกัน ชาตํ เกิดแล้ว สกลนคเร ในพระนครทั้งสิ้น อิติ ว่า ราชา พระราชา มโต เสด็จสวรรคคตแล้ว”. เทวีปิ แม้พระเทวี ญตฺวา ทรงทราบแล้ว ตสฺส มตภาวํ ซึ่งความที่แห่งพระราชาโปลชนกนั้น เป็นผู้เสด็จสวรรคตแล้ว คเหตฺวา ทรงเก็บเอาแล้ว สุวณฺณสาราทีนิ ซึ่งวัตถุท.มีทองและสิ่งมีค่าเป็นต้น สีฆํ สีฆํ อย่างเร็วๆ ปกฺขิปิตฺวา ใส่แล้ว ปจฺฉิยํ ในห่อ อตฺถริตฺวา คลี่แล้ว กิลิฏฺฐปิโลติกํ ซึ่งท่อนผ้าอันเศร้าหมองแล้ว มตฺถเก บนสุด โอกิริตฺวา เกลี่ยลงแล้ว ตณฺฑุเล ซึ่งข้าวสารท. อุปริ ข้างบน นิวาเสตฺวา นุ่งห่มแล้ว กิลิฏฺฐปิโลติกํ ซึ่งท่อนผ้าอันเก่า กตฺวา ทรงกระทำแล้ว สรีรํ ซึ่งพระสรีระ วิรูปํ ให้เป็นสรีระน่าเกลียด ฐเปตฺวา ทรงวางแล้ว ปจฺฉึ ซึ่งตะกร้า สีเส บนศีรษะ นิกฺขมิ เสด็จออกแล้ว ทิวา ทิวสฺเสว ในเวลากลางวันแห่งวันนั่นเทียว, โกจิ ใครๆ น สญฺชานิ จำไม่ได้แล้ว นํ ซึ่งพระเทวีนั้น. สา พระเทวีนั้น นิกฺขมิตฺวา เสด็จออกแล้ว อุตฺตรทฺวาเรน ทางประตูด้านทิศเหนือ อชานนฺตี ไม่รู้อยู่ มคฺคํ ซึ่งหนทาง อคตปุพฺพตฺตา เพราะความที่แห่งพระองค์เป็นผู้ไม่เคยเสด็จไปแล้ว กตฺถจิ ในที่ไหน อสกฺโกนฺตี เมื่อไม่อาจ ววตฺถาเปตุ– เพื่ออันกำหนด ทิสํ ซึ่งทิศ ปุจฺฉมานา ตรัสถามอยู่ อิติ ว่า คมิกา นาม ชื่อ บุคคลผู้ไป กาลจมฺปานครํ สู่เมืองกาลจัมปา อตฺถิ มีอยู่หรือ ดังนี้ สุตตฺตา เพราะความที่แห่งพระองค์เป็นผู้ทรงสดับแล้ว อิติ ว่า กาลจมฺปานครํ นาม ชื่อว่า เมืองกาลจัมปา อตฺถิ มีอยู่ ดังนี้ เอกิกา เป็นผู้คนเดียว หุตฺวา เป็น นิสีทิ ประทับนั่งแล้ว สาลายํ ในศาลา. ปน ก็ นิพฺพตฺตสตฺโต สัตว์ผู้บังเกิดแล้ว กุจฺฉิมฺหิ ในท้อง อสฺสา ของพระเทวีนั้น โย วา โส วา เป็นผู้ใดผู้หนึ่ง น โหติ ย่อมเป็น หามิได้, มหาสตฺโต อ.พระมหาสัตว์ ปูริตปารมี ผู้มีบารมีอันให้เต็มแล้ว นิพฺพตฺติ ทรงบังเกิดแล้ว.

มหาชนกชาดกอรรถกถา แปลยกศัพท์

[๕๓๙] ๒. มหาชนกชาตกวณฺณนา
มหาชนกชาตกวณฺณนา อรรถกถามหาชนกชาดก มยา อันข้าพเจ้า วุจฺจเต จะกล่าว

โกยํ มชฺเฌ สมุทฺทสฺมินฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มหาภินิกฺขมนํ อารพฺภ กเถสิฯ เอกทิวสญฺหิ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ สนฺนิสินฺนา ตถาคตสฺส มหาภินิกฺขมนํ วณฺณยนฺตา นิสีทิํสุฯ  สตฺถา อาคนฺตฺวา ‘‘กาย นุตฺถ, ภิกฺขเว, เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนา’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘อิมาย นามา’’ติ วุตฺเต ‘‘น, ภิกฺขเว, อิทาเนว, ปุพฺเพปิ ตถาคโต มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขนฺโตเยวา’’ติ วตฺวา เตหิ  ยาจิโต อตีตํ อาหริฯ
สตฺถา พระศาสดา วิหรนฺโต เมื่อประทับอยู่ เชตวเน ในพระเชตวัน อารพฺภ ทรงปรารภ มหาภินิกฺขมนํ มหาภิเนษกรมณ์[1] กเถสิ ตรัส อิทํ ชาตกํ พระชาดก นี้  อิติ = อาทิ เป็นต้น ว่า โกยํ มชฺเฌ สมุทฺทสฺสมึ ดังนี้. หิ มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้, เอกทิวสํ วันหนึ่ง ภิกฺขู ภิกษุท. สนฺนิสินฺนา นั่งประชุม ธมฺมสภายํ ในธรรมสภา[2]  วณฺณยนฺตา นิสีทึสุ นั่งสรรเสริญ มหาภินิกฺขมนํ มหาภิเนษกรมณ์ ตถาคตสฺส ของพระตถาคต. สตฺถา พระศาสดา อาคนฺตฺวา เสด็จมาแล้ว ปุจฺฉิตฺวา ตรัสถาม อิติ ว่า ภิกฺขเว ภิกษุท. เอตรหิ บัดนี้ ตุมฺเห พวกเธอ  สนฺนิสินฺนา อตฺถ เป็นผู้นั่งสนทนากัน กถาย ด้วยเรื่อง กาย นุ อะไรกันอยู่หรือ?” ภิกฺขูหิ วุตฺเต เมื่อภิกษุท. กราบทูล อิติ ว่า ภนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มยํ พวกข้าพระองค์ สนฺนิสินฺนา อมฺห เป็นผู้นั่งสนทนากัน อิมาย กถาย ด้วยเรื่องนี้” วตฺวา ตรัสแล้ว อิติ ว่า ภิกฺขเว ภิกษุท. ตถาคโต พระตถาคต มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขนฺโต ออกมหาภิเนษกรมณ์ อิทาเนว ในเวลานี้เท่านั้น ก็หามิได้,   ปุพฺเพปิ แม้ในกาลก่อน ตถาคโต พระตถาคต มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขนฺโต     ออกมหาภิเนษกรมณ์ เอว เหมือนกัน” ดังนี้แล้ว เตหิ ยาจิโต ครั้นภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนแล้ว อาหริ จึงทรงนำ อตีตํ เรื่องอดีต (มาตรัสเล่า).

อตีเต วิเทหรฏฺเฐ มิถิลายํ มหาชนโก นาม ราชา รชฺชํ กาเรสิฯ ตสฺส เทฺว ปุตฺตา อเหสุํ อริฏฺฐชนโก จ โปลชนโก จาติฯ เตสุ ราชา เชฏฺฐปุตฺตสฺส อุปรชฺชํ อทาสิ, กนิฏฺฐสฺส  เสนาปติฏฺฐานํ อทาสิฯ อปรภาเค มหาชนโก กาลมกาสิฯ ตสฺส สรีรกิจฺจํ กตฺวา รญฺโญ อจฺจเยน อริฏฺฐชนโก ราชา หุตฺวา อิตรสฺส อุปรชฺชํ อทาสิฯ ตสฺเสโก ปาทมูลิโก อมจฺโจ รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา ‘‘เทว, อุปราชา ตุมฺเห ฆาเตตุกาโม’’ติ อาหฯ ราชา ตสฺส ปุนปฺปุนํ กถํ สุตฺวา กนิฏฺฐสฺส สิเนหํ ภินฺทิตฺวา โปลชนกํ สงฺขลิกาหิ พนฺธาเปตฺวา ราชนิเวสนโต อวิทูเร เอกสฺมิํ    เคเห  วสาเปตฺวา อารกฺขํ ฐเปสิฯ
อตีเต ในอดีตกาล มหาชนโก นาม ราชา พระราชาทรงพระนามว่า มหาชนก รชฺชํ กาเรสิ ทรงครองรัชสมบัติ มิถิลายํ ในเมืองมิถิลา วิเทหรฏฺเฐ ในแคว้นวิเทหรัฐ.  ปุตฺตา พระโอรส ตสฺส ของพระราชามหาชนกนั้น เทฺว สองพระองค์ อิติ คือ อริฏฺฐชนโก จ พระโอรสอริฏฐกชนก โปลชนโก จ และพระโอรสโปลชนก อเหสุ ได้มีแล้ว. เตสุ บรรดาพระโอรสสองพระองค์นั้น ราชา พระราชา อทาสิ พระราชทานแล้ว อุปรชฺชํ ซึ่งตำแหน่งแห่งอุปราช เชฏฺฐ-ปุตฺตสฺส แก่พระโอรสองค์โต, อทาสิ พระราชทานแล้ว เสนาปติฏฺฐานํ ซึ่งตำแหน่งเสนาบดี  กนิฏฐสฺส แก่พระโอรสองค์น้อง. อปรภาเค ในกาลต่อมา มหาชนโก พระราชามหาชนก กาลํ อกาสิ เสด็จสวรรคต. อริฏฺฐชนโก พระโอรสอริฏฐชนก กตฺวา กระทำแล้ว สรีรกิจฺจํ ถวายเพลิงพระบรมศพ ตสฺส แก่พระราชามหาชนก ราชา หุตฺวา เป็นพระราชา อจฺจเยน โดยการล่วงไป รญฺโญ แห่งพระราชา  อทาสิ ได้พระราชทาน อุปรชฺชํ ซึ่งตำแหน่งแห่งอุปราช อิตรสฺส แก่พระโปลชนกกนิฏฐภาดานอกนี้.  อมจฺโจ อำมาตย์    ปาทมูลิโก ผู้ใกล้ชิด เอโก คนหนึ่ง ตสฺส ของพระราชาอริฏฐชนก  คนฺตฺวา เข้าไปแล้ว สนฺติกํ ถึงที่ประทับ รญฺโญ  ของพระราชา อาห กราบทูลแล้ว อิติ ว่า เทว   ข้าแต่พระสมมุติเทพ อุปราชา พระอุปราช ฆาเตตุกาโม ประสงค์จะปลงพระชนม์   ตุมฺเห พระองค์” ดังนี้. ราชา พระราชา สุตฺวา ทรงสดับแล้ว กถํ คำกราบทูล ตสฺส    ของอำมาตย์นั้น ปุนปฺปุนํ บ่อยๆ ภินฺทิตฺวา ทำลายแล้ว สิเนหํ ความรัก กนิฏฐสฺส   แห่งพระกนิฏฐภาดา พนฺธาเปตฺวา รับสั่งให้ล่าม โปลชนกํ  ซึ่งพระโปลชนก สงฺขลิกาหิ ด้วยโซ่ วสาเปตฺวา ให้อยู่แล้ว เคเห ในคฤหาสน์ เอกสฺมึ หลังหนึ่ง อวิทูเร    ในที่ไม่ไกล ฐเปสิ ตั้งไว้แล้ว อารกฺขํ ซึ่งการรักษา.


กุมาโร ‘‘สจาหํ ภาตุ เวรีมฺหิ, สงฺขลิกาปิ เม หตฺถปาทา มา มุจฺจนฺตุ, ทฺวารมฺปิ มา วิวรียตุ, สเจ โน เวรีมฺหิ, สงฺขลิกาปิ เม หตฺถปาทา มุจฺจนฺตุ, ทฺวารมฺปิ  วิวรียตู’’ติ สจฺจกิริยมกาสิฯ ตาวเทว สงฺขลิกาปิ ขณฺฑาขณฺฑํ ฉิชฺชิํสุ, ทฺวารมฺปิ วิวฏํฯ  โส นิกฺขมิตฺวา เอกํ ปจฺจนฺตคามํ คนฺตฺวา วาสํ กปฺเปสิฯ
กุมาโร อ.พระกุมาร อกาสิ ได้ทรงกระทำแล้ว สจฺจกิริยํ ซึ่งการตั้งสัจจะ อิติ ว่า สเจ ถ้าว่า อหํ เรา เวรี เป็นผู้มีเวร ภาตุ ต่อพระภาดา อมฺหิ ย่อมเป็น, สงฺขลิกาปิ แม้อ.เครื่องจองจำท. มา มุจฺจนฺตุ จงอย่าหลุด หตฺถปาทา จากมือและเท้าท. เม ของเรา, ทฺวารมฺปิ แม้ประตู มา วิวรียตุ จงอย่าเปิด, สเจ ถ้าว่า อหํ เรา เวรี เป็นผู้มีเวร อมฺหิ ย่อมเป็น, สงฺขลิกาปิ แม้เครื่องจองจำท.  มุจฺจนฺตุ จงหลุด หตฺถปาทา จากมือและเท้าท. เม ของเรา, ทฺวารมฺปิ แม้ประตู วิวริยตุ จงเปิด ดังนี้. ตาวเทว ในขณะนั้นนั่นเทียว สงฺขลิกาปิ แม้เครื่องจองจำท. ฉิชฺชึสุ ขาดแล้ว ขณฺฑาขณฺฑํ เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ หุตฺวา เป็น. ทฺวารมฺปิ แม้ประตู วิวฏํ เปิดแล้ว. โส พระกุมารนั้น คนฺตฺวา ไปแล้ว เอกํ ปจฺจนฺตคามํ สู่หมู่บ้านที่ชายแดนแห่งหนึ่ง กปฺเปสิ สำเร็จแล้ว วาสํ ซึ่งการอยู่.

ปจฺจนฺตคามวาสิโน ตํ สญฺชานิตฺวา อุปฏฺฐหิํสุฯ ราชาปิ ตํ คาหาเปตุํ นาสกฺขิฯ โส    อนุปุพฺเพน ปจฺจนฺตชนปทํ หตฺถคตํ กตฺวา มหาปริวาโร หุตฺวา ‘‘อหํ ปุพฺเพ ภาตุ น เวรี, อิทานิ ปน เวรีมฺหี’’ติ มหาชนปริวุโต มิถิลํ คนฺตฺวา พหินคเร ขนฺธาวารํ กตฺวา วาสํ กปฺเปสิฯ นครวาสิโน โยธา ‘‘กุมาโร กิร อาคโต’’ติ สุตฺวา เยภุยฺเยน หตฺถิอสฺสวาหนาทีนิ คเหตฺวา ตสฺเสว สนฺติกํ อาคมิํสุ, อญฺเญปิ นาครา อาคมิํสุฯ โส ภาตุ สาสนํ เปเสสิ ‘‘นาหํ ปุพฺเพ ตุมฺหากํ เวรี, อิทานิ ปน เวรีมฺหิ, ฉตฺตํ วา เม เทถ, ยุทฺธํ วา’’ติฯ ราชา ตํ สุตฺวา ยุทฺธํ กาตุํ อิจฺฉนฺโต อคฺคมเหสิํ   อามนฺเตตฺวา ‘‘ภทฺเท, ยุทฺเธ ชยปราชโย นาม น สกฺกา ญาตุํ, สเจ มม อนฺตราโย โหติ, ตฺวํ  คพฺภํ รกฺเขยฺยาสี’’ติ วตฺวา มหติยา เสนาย ปริวุโต นครา นิกฺขมิฯ
ปจฺจนฺตคามวาสิโน ชนท. ผู้อยู่ในปัจจันตคามโดยปกติ สญฺชานิตฺวา จำได้แล้ว ตํ   ซึ่งพระโปลชนกนั้น อุปฏฺฐหึสุ บำรุงแล้ว. ราชาปิ แม้พระราชา น อสกฺขิ ไม่ได้อาจแล้ว  คาหาเปตุ– เพื่ออันยังบุคคลให้จับ ตํ ซึ่งพระโปลชนกนั้น. โส พระโปลชนกนั้น กตฺวา กระทำแล้ว ปจฺจนฺตชนปทํ ซึ่งปัจจันตชนบทนั้น หตฺถคตํ ให้เป็นชนบทไปแล้วในมือ มหาปริวาโร หุตฺวา เป็นผู้มีบริวารมาก เป็น อนุปุพฺเพน โดยลำดับ จินฺเตตฺวา คิดแล้ว อิติ ว่า อหํ เรา เวรี เป็นผู้มีเวร ภาตุ ของพระภาดา ปุพฺเพ ในกาลก่อน น หามิได้, ปน แต่ว่า อิทานิ ในบัดนี้ อหํ เรา เวรี เป็นผู้มีเวร อมฺหิ ย่อมเป็น” ดังนี้ มหาชนปริวุโต ผู้อันมหาชนแวดล้อมแล้ว คนฺตฺวา ไปแล้ว มิถิลํ สู่เมืองมิถิลา กตฺวา กระทำแล้ว ขนฺธาวารํ ซึ่งค่าย กปฺเปสิ สำเร็จแล้ว วสํ ซึ่งการอยู่ พหินคเร ในภายนอกแห่งพระนคร. โยธา ทหารท. นครวาสิโน ผู้อยู่ในพระนครโดยปกติ สุตฺวา ฟังแล้ว อิติ ว่า กิร ได้ยินว่า  กุมาโร พระกุมาร อาคโต เสด็จมาแล้ว” ดังนี้ คเหตฺวา พาเอา หตฺถิอสฺสวาหนาทีนิ ซึ่งวัตถุท.มีช้าง ม้าและพาหนะเป็นต้น อาคมึสุ มาแล้ว สนฺติกํ สู่สำนัก ตสฺส เอว ของพระโปลชนกนั่นเทียว เยภุยฺเยน โดยมาก. นาครา ชนท. ผู้อยู่ในพระนครโดยปกติ อญฺเญปิ แม้เหล่าอื่น อาคมึสุ มาแล้ว. โส พระโปลชนก เปเสสิ ยังบุคคลให้ส่งไปแล้ว สาสนํ ซึ่งข่าวสาร อิติ ญาปนเหตุกํ อันเป็นให้รู้ว่า ปุพฺเพ ในกาลก่อน อหํ หม่อมฉัน เวรี เป็นผู้มีเวร หุตฺวา เป็น ตุมฺหากํ ของพระองค์ น หามิได้, ปน แต่ว่า อิทานิ บัดนี้ อหํ หม่อมฉัน เวรี เป็นผู้มีเวร อมฺหิ ย่อมเป็น, ตุมฺเห พระองค์ท. เทถ จงให้ ฉตฺตํ ซึ่งฉัตร เม แก่ข้าพระองค์ วา หรือ, วา หรือว่า ตุมฺเห พระองค์ท. เทถ จงให้ ยุทฺธํ ซึ่งการรบ ดังนี้. ราชา พระราชาพระนามว่า อริฏฐชนก สุตฺวา ฟังแล้ว ตํ ซึ่งคำนั้น อิจฺฉนฺโต ทรงปรารถนาอยู่ กาตุํ เพื่ออันทรงกระทำ ยุทฺธํ ซึ่งการรบ อามนฺเตตฺวา เรียกมาแล้ว  อคฺคมเหสึ ซึ่งพระมเหสีผู้เลิศ วตฺวา ตรัสแล้ว อิติ ว่า ภทฺเท แน่นางผู้เจริญ ชยปราชโย นาม ชื่อว่า ความชนะหรือความพ่ายแพ้ ยุทฺเธ ในการรบ มยา อันเรา น สกฺกา ญาตุํ ไม่อาจ เพื่ออันรู้, สเจ หากว่า อนฺตราโย อันตราย โหติ ย่อมมี มม แก่เราไซร้,  ตฺวํ เธอ รกฺเขยฺยาสิ พึงรักษา คพฺภํ ซึ่งสัตว์ผู้เกิดแล้วในครรภ์ ดังนี้ เสนาย ผู้อันกองทัพ มหติยา ใหญ่ ปริวุโต ทรงแวดล้อมแล้ว นิกฺขมิ เสด็จออกแล้ว นครา จากพระนคร.



[1] (การเสด็จออกเพื่อคุณยิ่งใหญ่)
[2] (สถานที่เป็นที่สนทนาธรรมร่วมกัน)