วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568

วิเคราะห์ศัพท์ในคาถาพาหุง (๘/๘)





 วิเคราะห์ศัพท์ในคาถาพาหุง (๘/๘)

*****

ทุคฺคาหทิฏฺฐิภุชเคน สุทฏฺฐหตฺถํ

พฺรหฺมํ วิสุทฺธิชุติมิทฺธิพกาภิธานํ

ญาณาคเทน วิธินา ชิตวา มุนินฺโท

ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ.

มุนินฺโท พระจอมมุนีพุทธเจ้า ชิตวา ทรงชนะ พฺรหฺมํ ซึ่งพรหม อิทฺธิพกาภิธาน นามว่า พกาพรหม ผู้มีฤทธิ์ ทุคฺคาหทิฏฺฐิภุชเคน สุทฏฺฐหตฺถํ มีมืออันอสรพิษคือมิจฉาทิฏฐิที่ตนยึดไว้ขบกัดแล้ว วิสุทฺธิชุตึ สาคัญตนว่ารุ่งเรืองด้วยคุณบริสุทธิ์ (หรืออีกนัยหนึ่ง  วิสุทฺธิชุตึ ซึ่งบริสุทธิผ่องใส.) ญาณาคเทน วิธินา ด้วยวิธีคือการประกอบโอสถคือเทสนาญาณ. ตนฺเตชสา ด้วยอานุภาพของพระพุทธชัยมงคลนั้น ชยมงฺคลานิ ขอชัยมงคล ภวตุ จงมี เต แก่ท่าน.

---

๑๒ ชัยมงคลคาถาที่ ๘ นี้ปรากฏในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พรหมนิมันตนิกสูตร บาฬีข้อ ๕๐๑.

******

วิเคราะห์ศัพท์ในคาถาพาหุง (๘/๘)



**** 

[๘] ทุคฺคาหทิฏฺฐิภุชเคน สุทฏฺฐหตฺถํ

พฺรหฺมํ วิสุทฺธิชุติมิทฺธิพกาภิธานํ

ญาณาคเทน วิธินา ชิตวา มุนินฺโท

ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ.

----

๑. ทุคฺคาหทิฏฺฐิภุชเคน (ทุคฺคาห + ทิฏฺฐิ + ภุชค + นา ตติยาวิภัตติ) อันงูพิษคือความเห็นเป็นเครื่องยึดถือผิด  (มิจฉาทิฏฐิ) เป็นบทอนภิหิกัตตาในบทว่า สุทฏฺฐ-...

ทุคฺคาหทิฏฺฐิ เอว ภุชโค ทุคฺคาหทิฏฺฐิภุชค, เตน.

งูคือความเห็นเป็นเครื่องยึดถืออันผิด ชื่อว่า ทุคฺคาหทิฏฺฐิภุชค, อันงู...เครื่องยึดถือผิด นั้น ฉกกัดแล้ว

๑.๑ ทุคฺคาห (ทุ ผิด + คห ธาตุมีอรรถว่า ยึดถือ + ณ ปัจจัย) เป็นเครื่องยึดถือผิด ความหมายเท่ากับ มิจฺฉา ผิด[1]

๑.๒ ทิฏฺฐิ (ความเห็น ทิส มีอรรถว่า เห็น + ติปัจจัย)

ทสฺสนํ ทิฏฺฐิ

ความคิดเห็นชื่อว่า ทิฏฐิ.

๑.๓ ภุชค (คมุ ธาตุมีอรรถว่า ไป โดยมี ภุช ขนด เป็นอุปบท + กฺวิ ปัจจัย) งู

ภุเชน คจฺฉตีติ ภุชโค

สัตว์ผู้ไปด้วยขนด ชื่อว่า ภุชค

 

๒. สุทฏฺฐหตฺถํ (สุ + ทฏฺฐ + หตฺถ + อํ ทุติยาวิภัตติ) ผู้มีมืออันงูคือมิจฉาทิฏฐิฉกกัดแล้ว เป็นบทวิเสสนะของบทว่า พฺรหฺมํ.

               (ทุคฺคาหทิฏฺฐิภุชเคน) สุทฏฺโฐ หตฺโถ ยสฺส โส สุทฏฺฐหตฺโถ, ตํ พฺรหฺมํ.

               มือของพรหมใด อันงูคือความเห็นเป็นเครื่องยึดถือผิด ฉกกัดแล้ว พรหมนั้น ชื่อว่า สุทฏฺฐหตฺโถ มีมืออันงูคือมิจฉาทิฏฐิฉกกัดแล้ว.

               ๒.๑ สุทฏฺฐ (ทํส ธาตุ มีอรรถว่า ขบ, กัด + ตปัจจัย) ผู้อันงูคือมิจฉาทิฏฐิขบกัด (ฉก) แล้ว

ท้ายธาตุที่มี ส เป็นที่สุด แปลง ต ปัจจัยพร้อมกับที่สุดธาตุเป็น ฏฺฐ.

               ๒.๒ หตฺถ มือ เป็นคำนาม มีรากศัพท์จาก หส หสเน + ถ ปัจจัย

               หสนฺติ อเนนาติ หตฺโถ

               มือที่ช่วยให้สนุกสนาน (คือเป็นเหตุให้รู้ว่ากำลังสนุกสนาน โดยกริยาต่างๆมีการปรบมือ, ร่ายรำ, ส่ายมือเป็นต้น) ชื่อว่า หตฺถ. แปลง สฺ เป็นตฺ

               หรือมาจาก หนธาตุ หิํสายํ ในการเบียดเบียน + ถ, แปลง นฺ เป็น ต

               อวยวานิ หนติ เอเตนาติ หตฺโถ

               มือช่วยเบียดเบียนอวัยวะ (มีการตีและการเกาเป็นต้น) ชื่อว่า หตฺถ.

               หรือมาจาก หร ธาตุ หรเณ ในการนำไป + ถ, แปลง รฺ เป็น ตฺ

               หรนฺติ อเนนาติ หตฺโถ

               มือที่ช่วยถือไป ชื่อว่า หตฺถ

              

๓. พฺรหฺมํ (พฺรหฺม + อํ ทุติยาวิภัตติ) พรหม เป็นบทกรรมในบทว่า ชิตวา

พฺรหฺม (พฺรูห ธาตุ มีอรรถว่า วฑฺฒน เพิ่มขึ้น + มปัจจัย.

เตหิ เตหิ คุณวิเสเสหิ พฺรูหิโตติ พฺรหฺมา (ม.มู.อ.๑/๑๖)ฯ

ผู้เจริญด้วยคุณวิเศษนั้น ชื่อว่า พรหม. ในที่นี้ได้แก่ อุปปัตติพรหม.

 

๔. วิสุทธิชุตึ (วิสุทฺธิ + ชุติํ)  ผู้รุ่งเรืองด้วยคุณอันบริสุทฺธิ์ เป็นบทวิเสสนะของบทว่า พฺรหฺมํ ในข้อที่ ๓

วิสุทฺธิยา โชตตีติ วิสุทฺธิชุติ, ตํ

ผู้รุ่งเรืองด้วยคุณอันบริสุทธิ์ ชื่อว่า วิสุทฺธิชุติ, ซึ่งพรหมผู้รุ่งเรืองด้วยคุณอันบริสุทธิ์.

ในคำว่า วิสุทฺธิชุติํ นี้ มีความหมายของแต่ละศัพท์ดังนี้

               ๔.๑วิสุทธิ บริสุทธิ์ เป็นคุณศัพท์ขยายความบทว่า ชุติํ

               ๔.๒ ชุติ (ชุต ธาตุ มีอรรถว่า สว่างไสว, รุ่งเรือง+ อิ ปัจจัย) ผู้สว่างไสว

              

๕. อิทฺธิพกาภิธานํ (อิทธี + พก + อภิธานํ) ผู้มีฤทธิ ชื่อว่า พกะ

พโก อิติ สทฺโท อภิธานํ ยสฺส โสยํ พกาภิธาโน

               คำว่า พกะ เป็นชื่อ ของพรหมใด พรหมนั้น ชื่อว่า มีคำว่า พกะ เป็นชื่อ (ชื่อว่า พกะ)

อิทฺธี จ โส พกาภิธาโน จาติ อิทฺธิพกาภิธาโน, ตํ.

               ผู้มีฤทธิ์ ด้วย ผู้มีฤทธิ์นั้น มีชื่อว่า พกะ ด้วย ชื่อว่า อิทฺธิพกาภิธาโน, ซึ่งพรหมผู้มีฤทธิ์ ชื่อว่า พกะ.

               ในคำว่า อิทฺธิพกาภิธานํ นี้ มีความหมายของแต่ละศัพท์ดังนี้ คือ

๕.๑ อิทฺธิ  (อิทฺธิ + อี อัสสัตถิตัทธิต) ผู้มีฤทธิ์

อิทฺธิ อสฺส อตฺถีติ อิทฺธี

               ผู้มีฤทธิ์ ชื่อว่า อิทฺธี.

๕.๒  พก (พกสทฺโท) คำว่า  พกะ

๕.๓ อภิธานํ (อภิธาน) ชื่อ


               ๖. ญาณาคเทนวิธินา (ญาณ + อคท =โอสถ,ยา + วิธิ + นา ตติยาวิภัตติ) ด้วยวิธีการใช้ยาคือเทศนาญาณรักษาพกพรหมผู้ถูกงูคือมิจฉาทิฏฐิขบกัด โดยแสดงธรรมให้คลายความเห็นผิดนั้นได้.[2]

               ๖.๑ ญาณ พระพุทธญาณ ในที่นี้ได้แก่ เทศนาญาณ

               ๖.๒ อคท โอสถ,ยา คำนี้แสดงการเปรียบเทียบว่า ยา คือ เทศนาญาณ

                ๖.๓ วิธิ อุบาย, วิธี


               ญาณอคเทน เอว วิธินา ญาณาคเทนวิธิ, เตน

               ทรงชนะแล้ว ด้วยวิธีคือการประกอบโอสถคือเทศนาญาณ

               ลบ สระหน้า คือ อ แล้วทีฆะสระอ ที่บทหลัง คือ อคท.

               อนึ่ง เมื่อควรจะใช้คำบาฬีว่า ญาณาคทวิธินา แต่ท่านใช้เป็น ญาณาคเทนวิธินา โดยเป็นอลุตตสมาส.

เป็นกรณะในบทว่า ชิตวา.

***

แสดงการวิเคราะห์ศัพท์

ในคาถามีคำเริ่มต้นว่า ทุคฺคาห จบ

-----



[1] ข้อคิดเห็น  คำนี้มาคู่กับ ทุ จึงควรเป็นคำเดียวกันว่า ทุคฺคาห แปลว่า ถือไว้ผิด โดยมีความหมายว่า มิจฺฉา  และเป็นวิเสสนะของทิฏฺฐิ ดังนั้น คำว่า ทุคฺคาหทิฏฺฐิ แปลว่า ความเห็นผิด ตัดบทเป็น ทุคฺคาห + ทิฏฺฐิ โดยเป็นกัมมธารยสมาสก็ควร มีรูปวิเคราะห์ว่า ทุคฺคาโห = มิจฺฉา + ทิฏฺฐิ ธรรมเป็นเครื่องยึดถืออันผิด ชื่อว่า  ทุคฺคาห. ทุคฺคาโห จ โส ทิฏฺฐิ จาติ ทุคฺคาหทิฏฺฐิ, มิจฺฉาทิฏฺฐีติ วุตฺตํ โหติ ผิดด้วย ผิดนั้น เป็นความเห็นด้วย ชื่อว่า ทุคฺคาหทิฏฺฐิ ทิฏฐิเป็นเครื่องยึดถือไว้ผิด ได้แก่ มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด).

[2] อีกนัยหนึ่ง ญาณอาคเทน เอว วิธินา ญาณาคเทนวิธิ, เตน ทรงชนะแล้ว ด้วยวิธีคือเทศนาญาณ  (ญาณ + อาคท = พระสุรเสียง + วิธิ + นา ตติยาวิภัตติ, ลบสระอ ข้างหน้า เพราะสระอาที่บทหลังคือ อาคท.) กรณีนี้ หมายถึง ด้วยวิธีการใช้พระสุรเสียงแสดงธรรม(เทศนาญาณ)

              

              

 

วิเคราะห์ศัพท์ในคาถาพาหุง (๗/๘)

วิเคราะห์ศัพท์ในคาถาพาหุง (๗/๘)

นนฺโทปนนฺทภุชคํ วิพุธํ มหิทฺธึ

ปุตฺเตน เถรภุชเคน ทมาปยนฺโต

อิทฺธูปเทสวิธินา ชิตวา มุนินฺโท

ตนฺเตชสา ภวตุเต ชยมงฺคลานิ.

มุนินฺโท พระจอมมุนีพุทธเจ้า เถรภุชเคน ทรงรับสั่งให้พระมหาโมคคัลลานเถระ จำแลงกายเป็นนาคราช ปุตเตน ผู้พุทธบุตร ทมาปยนฺโต ทรมาน นนฺโทปนนฺทภุชคํ นันโทปนันทะพระยานาคราช วิพุธํ ซึ่งมีความเห็นผิด มหิทฺธึ มีอิทธิฤทธิ์มาก ชิตวา ทรงชนะ อิทฺธูปเทสวิธินา ด้วยวิธีคืออุปเทส (แนะนำ) ฤทธิ์แก่พระมหาโมคคัลลานะ. ตนฺเตชสา ด้วยอานุภาพของพระพุทธชัยมงคลนั้น ชยมงฺคลานิ ขอชัยมงคล ภวตุ จงมี เต แก่ท่าน.

-----

๑๐ ชัยมงคลคาถาที่ ๗ นี้ ปรากฏในอรรถกถาเถรคาถา โมคคัลานเถรคาถาวัณณนา (บาฬีข้อ ๒๐ สัฏฐินิบาต) และอรรถกถาอปทาน โมคคัลลานเถรอปาทาน.

****



วิเคราะห์ศัพท์ในคาถาพาหุง (๗/๘)

 

[๗] นนฺโทปนนฺทภุชคํ วิพุธํ มหิทฺธึ

ปุตฺเตน เถรภุชเคน ทมาปยนฺโต

อิทฺธูปเทสวิธินา ชิตวา มุนินฺโท

ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ.

---

               ๑.นนฺโทปนนฺทภุชคํ (นนฺโทปนนฺท + ภุชค + อํวิภัตติ) นาคราช ชื่อว่า นันโทปนันนทะ

               ๑.๑ นนฺโทปนนฺท นาคราช มีชื่อว่า นันโทปนันทะ

๑.๒ ภุชค (ภุช + คมุ ธาตุ มีอรรถว่า ไป + กฺวิ) งู

ภุเชน คมตีติ ภุชโค.

สัตว์ที่ไปด้วยอก หมายถึง เลื้อยไป ได้แก่ งู

๑.๓ นนฺโทปนนฺโท จ โส ภุชโค จาติ นนฺโทปนนฺทภุชโค, ตํ

นันโทปนันทะ ด้วย นันโทปนันทะนั้นเป็นงู ด้วย ชื่อว่านนฺโทปนนฺทภุชโค, ซึ่งงูนันโทปนันทะนั้น.

ลง อํ ทุติยาวิภัตติ เป็นบทกรรมในบทว่า ทมาปยนฺโต

 

               ๒. วิพุธํ (วิ + พุธ + อํวิภัตติ) ผู้เห็นผิด, ผู้รู้ผิด เป็นวิเสสนะของบทว่า นนฺโท...ภุชคํ ในข้อที่ ๑

วิ = วิปริต ผิดพลาด + พุธ ธาตุ มีอรรถว่า รู้ + อ ปัจจัย

วิปริเตน พุชฺฌตีติ วิพุโธ.

ผู้รู้อย่างผิดเพี้ยน ชื่อว่า วิพุโธ.

 

               ๓.มหิทฺธิํ (มหนฺต + อิทฺธิ + อีอัสสัตถิตัทธิต + อํ ทุติยาวิภัตติ) ผู้มีฤทธิ์มาก เป็นวิเสสนะของบทว่า นนฺโท..ภุชคํ ในข้อที่ ๑.

               มหนฺตี จ สา อิทฺธิ จาติ มหิทฺธิ

               ใหญ่ด้วย ใหญ่นั้น เป็นฤทธิ์ ด้วย ชื่อว่า มหิทฺธิ

มหิทฺธิ อสฺส อตฺถีติ มหิทฺธี

               ฤทธิ์ใหญ่ของงูนี้มีอยู่ เหตุนั้น งูนี้ ชื่อว่า มหิทฺธี

 

               ๔.ปุตฺเตน (ปุตฺต + นา) ยังบุตร ในที่นี้ ตติยาวิภัตติลงในอรรถการิตกรรม

 

               ๕.เถรภุชเคน (เถร + ภุชค + นาวิภัตติ)[1] พระเถระผู้ประเสริฐ

เถโร จ โส ภุชโค เสฏฺโฐ จาติ เถรภุชโค

เถระ ด้วย เถระนั้น ประเสริฐ ด้วย ชื่อว่า เถรภุชค พระเถระผู้ประเสริฐ.[2]

 

               ๖. ทมาปยนฺโต (ทมุ ฝึก, กำราบ + ณาปย + อนฺตปัจจัย + สิปฐมาวิภัตติ) เมื่อยังพระเถระผู้ประเสริฐ ... ให้ฝึกอยู่ ซึ่งนันโทปนันคนาคราช. เป็นบทอัพภันตรกริยาใน ชิตวา

 

๗. อิทฺธูปเทสวิธินา (อิทฺธิ + อุปเทส + วิธิ + นาตติยาวิภัตติ) ด้วยอุบายวิธีคือการบอกอนุญาตให้แสดงฤทธิ์ เป็นกรณะในบทว่า ชิตวา

อิทฺธิ ฤทธิ

อุปเทส ​(อุป+ทิ​สี ธาตุ มีอรรถว่า สวดหรือกล่าว (​อุจฺ​จาร​ณ) +ณ,  ​​ลบ​ณฺ,​ วุ​ทธิ​อิ​เป็น​เอ) คำ​สั่ง​สอน. การชี้แจงการบ่งชี้การแนะนำ, การสั่งสอน

อาจริยํ อุปคนฺตฺวา ทิสฺสติ อุจฺจารียตีติ อุปเทโส, (ธาน.ฏี.๔๑๒)

คำ​สั่ง​สอน​ที่​เข้าไป​หา​อาจารย์​แล้ว​จึง​สวด​ชื่อ​ว่า​ อุป​เท​สะ

ในที่นี้ หมายถึง ความชนะพระยานาคนันโทปนันทะด้วยคำสอนหรือคำอนุญาตให้พระเถระแสดงฤทธิ์ข่มพระยานาคราช เพราะภิกษุผู้เป็นพระสาวกจะแสดงฤทธิ์ไม่ได้ เป็นอาบัติ. (อ่านในอรรถกถาเถรคาถา โมคคัลานเถรคาถาวัณณนา (บาฬีข้อ ๒๐ สัฏฐินิบาต) และอรรถกถาอปทาน โมคคัลลานเถรอปาทาน แล้วจักเข้าใจชัดขึ้น)

อิทฺธูปเทสวิธิ

ด้วยการสอน หรือ อนุญาตให้พระเถระแสดงฤทธิ์เป็นวิธี

ลงนาตติยาวิภัตติ เป็นกรณะ ในบทว่า ชิตวา

***

แสดงการวิเคราะห์ศัพท์

ในคาถามีคำเริ่มต้นว่า นนฺโทปนนฺท จบ

---



[1] อีกนัยหนึ่ง พระยานาคคือพระเถระ.  เถรภูโต ภุชโค เถรภุชโค  พระยานาคคือพระเถระ ชื่อว่า เถรภุชค. ข้อนี้หมายความว่า พระเถระนิรมิตกายเป็นพระยานาค ดังนั้น พระยานาคนี้ที่จริงคือพระเถระนั่นเอง.

[2] ข้อนี้ หมายความว่า แม้ ภุชค ศัพท์เดิมจะหมายถึง งู ก็ตาม แต่ในที่นี้ หมายถึง ผู้ประเสริฐ เพราะคำศัพท์ที่กล่าวถึงเดรัจฉาน เมื่อเข้าสมาสแล้วกล่าวอรรถว่าประเสริฐ เช่น นราสโภ ชนประเสริฐ,  มุนิปุงฺคโว พระมุนีประเสริฐ, พุทฺธนาโค พระพุทธเจ้าประเสริฐ เป็นต้นดังนั้น ในที่นี้ จึงมีความหมายว่า พระเถระผู้ประเสริฐ ดังข้อความในคัมภีร์อภิธานนัปปทีปิกา คาถาที่ ๖๙๖ ความว่า

สมาสคา เสฏฺฐตฺถวาจกา สีหกุญฺชรสทฺทูลาที ปุเม วตฺตนฺติ. อมรโกเส ปน นาโคสภปุงฺควานํ สมาสคตฺเตเยว อุตฺตมตฺถวาจกตา วุตฺตา, วุตฺตญฺจ

‘‘อุตฺตรสฺมิํ ปเท พฺยคฺฆ-         ปุงฺคโวสภกุญฺชรา;

สีหสทฺทูลนาคาทฺยา,              ปุเม เสฏฺฐตฺถโคจรา’’ติ [อมร ๒๑.๕๙]ฯ

ตสฺสตฺโถ พฺยคฺฆาทโย กมฺมธารยสมาเส สติ อุตฺตรปทีภูตา เสฏฺฐตฺถวิสยา ปุพฺพปทสฺส เสฏฺฐตฺถวาจกา ปุลฺลิงฺคา จ ภวนฺติ, ยถา ‘‘ปุริสพฺยคฺโฆ, มุนิปุงฺคโว’’อิจฺจาทิฯ สีหาทโย, อาทินา วราหปุณฺฑรีกโธรยฺหโสวีราทโย จ สมาสคา กมฺมธารยสมาเส อุตฺตรปทภูตา เสฏฺฐตฺถวาจกา ปุเมว ภวนฺติ, ยถา ‘‘สกฺยสีโห, กวิกุญฺชโร, ปุริสสทฺทูโล, ปุริสวราโห’’อิจฺจาทิฯ (ธาน.ฏี.๖๙๖)

สีห ศัพท์ กุญฺชรศัพท์​ และ​สทฺทูลศัพท์​เป็นต้น​​ที่​เป็น​ไป​ใน​บท​สมาส​ใช้​ใน​ปุง​ลิงค์ ทกล่าว​อรรถ​ประเสริฐ. อนึ่ง ในคัมภีร์อมรโกอภิธาน ท่านก็กล่าวความที่ศัพท์ที่แสดงสัตว์ป่าสี่เท้าคือ นาค, อุสภ และปุงคว กล่าวอรรถว่า “อุตฺต สูงสุด, ประเสริฐ” ดังช้อความที่ท่านกล่าวไว้ (ในคัมภีร์อมรโกสอภิธานนั้น) ว่า

อุตฺตรสฺมิํ ปเท พฺยคฺฆ             -ปุงฺคโวสภกุญฺชรา;

สีหสทฺทูลนาคาทฺยา,              ปุเม เสฏฺฐตฺถโคจรา’’ติ [อมร ๒๑.๕๙]ฯ

พฺยคฺฆ ปุงฺคว, อุสภ กุญฺชร สีห สทฺทูลและนาคศัพท์  เป็นต้น ที่มีในบทหลัง (แห่งกัมมธารยสมาส) ย่อมเป็นที่เที่ยวไปแห่งอรรถว่า “ประเสริฐ” ในปุงลิงค์.

คาถานี้มีความหมายว่า เมื่อกัมมธารยสมาสมีอยู่ พยคฺฆศัพท์เป็นต้น อันเป็นมีในบทหลัง จะเป็นที่ตั้งแห่งอรรถว่า เสฏฺฐ (ประเสริฐ) คือ กล่าวเนื้อความว่า ประเสริฐแห่งบทหน้า และย่อมเป็นปุงลิงค์, ตัวอย่างเช่น ปุริสพฺยคฺโฆ บุรุษประเสริฐ, มุนิปุงฺคโว พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ, นราสโภ มนุษย์ผู้ประเสริฐ, มุนิกุญชโร พระมุนีผู้ประเสริฐ, นรสีโห มนุษย์ผู้ประเสริฐ เป็นต้น. อาทิศัพท์ รวามเอา วราห, ปุณฺฑรีก, โธรยฺห, โสวีร เป็นต้น.

 

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568

วิเคราะห์ศัพท์ในคาถาพาหุง (๖/๘)

 สจฺจํ วิหาย มติสจฺจกวาทเกตุํ

วาทาภิโรปิตมนํ อติอนฺธภูตํ

ปญฺญาปทีปชลิโต ชิตวา มุนินฺโท

ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ.

มุนินฺโท พระจอมมุนีพุทธเจ้า ปญฺญาปทีปชลิโต ทรงรุ่งเรืองด้วยประทีปคือปัญญา ชิตวา ทรงชนะ สจฺจกํ สัจจกะนิครนถ์ อติอนฺธภูตํ ผู้มืดมนด้วยปัญญายิ่งนัก สจฺจํ วิหาย มติ ละความจริงเสียแล้วถือเอาความเห็นผิด วาทาภิโรปิตมนํ มีความคิดจะยกวาทะตน วาทเกตุํ ให้เป็นวาทะสูงดุจธง (เทสนาปญฺเญน) ด้วยเทสนาปัญญา. ตนฺเตชสา ด้วยอานุภาพของพระพุทธชัยมงคลนั้น ชยมงฺคลานิ ขอชัยมงคล ภวตุ จงมี เต แก่ท่าน.

..................

ชัยมงคลคาถาที่ ๖ นี้ ปารกฏในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ จูฬสัจจกสูตร บาฬีข้อ ๓๕

****

[๖] สจฺจํ วิหาย มติสจฺจกวาทเกตุํ

วาทาภิโรปิตมนํ อติอนฺธภูตํ

ปญฺญาปทีปชลิโต ชิตวา มุนินฺโท

ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ.

----

               ๑. สจฺจํ (สจฺจ + อํ วิภัตติ) ความจริงแท้ กล่าวคือ ปรมัตถสัจจะ (สภาวสัจจะ) มีวิเคราะห์ว่า

               สต สาตจฺจ ทำต่อเนื่อง  +  ย ปัจจัย แปลง ตฺย เป็น จ ซ้อน จฺ  = สจฺจ

               การกระทำอย่างต่อเนื่อง ชื่อว่า สจฺจ[1]

               ลง อํ ทุติยาวิภัตติเป็นบทกรรมในบทว่า วิหาย ในข้อที่ ๒

 

               ๒. วิหาย (วิ + หา + ตฺวา) ละทิ้งแล้ว

               หา ธาตุ มีความหมายว่า สละ (จาค) มี วิ เป็นบทหน้า ลง ตฺวา ปัจจัยเป็นกริยาวิเสสนะในบทว่า มติสจฺจกในข้อที่ ๓ แปลง ตฺวา เป็น ย.

 

               ๓. มติสจฺจกวาทเกตุํ (มติ + สจฺจก + วาทเกตุ + อํ ทุติยาวิภัตติ) ผู้มีความเห็นของตนว่าเป็นความจริง และมีวาทะดุจธง

               ๓.๑ มติ (มน + ติ) ความคิดเห็น ในที่นี้ คือ มิจฉาทิฏฐิ

               ๓.๒ สจฺจ (สจฺจ) สัจจะ

               ๓.๓ มติสจฺจก ความจริงที่เกิดจากความคิดเห็นของตนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงตามสภาวะ ในคัมภีร์อรรถกถาเรียกว่า ทิฏฐิสัจจะ[2].

                มติ = ทิฏฺฐิ เอว สจฺจํ มติสจฺจโก.

               สัจจะ (ความจริงที่ถูกต้อง) คือ มติ (ความเห็นผิดของตน) ชื่อว่า มติสัจจกะ.

               ในที่นี้ได้แก่ ความจริงที่เกิดจากความคิดเห็นผิดว่า เบญจขันธ์ว่าเป็นอัตตา เป็นไปในอำนาจของตนของนิครณ์นามว่า สัจจกะ

               ๓.๔ วาท (วท ธาตุ มีอรรถว่า พูด + ณ) วาทะ, คำพูด.             

               ๓.๕ เกตุ (เกตุ) มีความหมายตามศัพท์ว่า ธง ในที่นี้ เป็นคำอุปมาที่สื่อถึงการยกคำพูดขึ้นแสดง

               ๓.๖ วาทเกตุ (วาท + เกตุ) คำพูดดุจธง ได้แก่ คำพูดที่ยกขึ้นสูงเหมือนธงที่นำทัพ วิเคราะห์เป็นอุปมานุตรบท ว่า

               วาโท เกตุ อิว วาทเกตุ

               คำพูด ดุจธง ชื่อว่า วาทเกตุ.

               มติสจฺจกวาทเกตุ (มติสจฺจก + วาทเกตุ)

               มติสจฺจโก จ วาโทเกตุ จ ยสฺส โสยํ มติสจฺจกวาทเกตุ, สจฺจกนิคณฺโฐ

               ความจริงคือความเห็นผิดของตน ด้วย วาทะดุจธง ด้วย ของนิครณ์ใด มีอยู่ เหตุนั้น นิครณ์นั้น ชื่อว่า มติสจฺจกวาทเกตุ ผู้มีความจริงคือความเห็นผิดของตนและวาทะดุจธงธง, ได้แก่ สัจจกนิครณ์.[3]

               ลง อํ ทุติยาวิภัตติ เป็น มติสจฺจกวาทเกตุํ โดยเป็นวิเสสนะของบทว่า สจฺจกนิคณฺโฐ ที่เพิ่มมา.

 

               ๔. วาทาภิโรปิตมนํ (วาทาภิโรปิต + มน + อํ) มีความคิดเพื่อยกวาทะ

               ๔.๑ วาท (วท ธาตุ มีอรรถว่า พูด + ณ) วาทะ, คำพูด.

               ๔.๒ อภิโรปิต (อภิ + รุห ยก + ณาเป + ต ใช้ในอรรถภาวะ) การยกขึ้น, ประกาศ

               ๔.๓ มน (มุน ธาตุ มีอรรถว่า รู้, คิด  + อ) ธรรมชาติที่รู้, ใจที่คิด

               ๔.๔ วาทาภิโรปิต

               การยกวาทะ ชื่อว่า วาทาภิโรปิต.

               วาทาภิโรปิตตฺถํ มโน ยสฺส โสยํ วาทาภิโรปิตมโน, สจฺจกนิคณฺโถ

ความคิด เพื่อยกวาทะ (คิดโต้คารม) ของนิครณ์ใด มีอยู่ เหตุนั้น นิครณ์นั้น ชื่อว่า วาทาภิโรปิตมโน ผู้มีใจคิดเพื่อจะยกวาทะของตน ได้แก่ สัจจกนิครณ์.

               ลง อํ ทุติยาวิภัตติ เป็น วาทาภิโรปิตมนํ โดยเป็นวิเสสนะของบทว่า สจฺจกนิคณฺโฐ ที่เพิ่มมา.

 

               ๕. อติอนฺธภูตํ (อติ + อนฺธ + ภูต) เป็นผู้มืดบอดยิ่ง เป็นวิเสสนะของ  สจฺจกนิคณฺโฐ ที่เพิ่มมา.        

               อติ ยิ่ง

               อนฺธภูต ผู้เป็นบุคคลมืดบอด

               ภูต เป็น ใช้ในอรรถว่า สกัตถะ คือ มีความหมายของตนกล่าวคือ บทหน้าเป็นอรรถ.

               อติอนฺโธ เอว อติอนฺตภูโต

               เป็นบุคคลผู้มืดบอดยิ่ง ชื่อว่า อติอนฺธภูโต.

               สจฺจกนิคณฺโถ นิครณ์นามว่า สัจจกะ

               บทนี้ เพิ่มเข้ามาเป็นนามโยค (บทนามที่เพิ่มเข้ามา) โดยมีข้อ ๓ - ๕ เป็นวิเสสนะ.  ท่านผู้นี้มีคุณสมบัติดังได้กล่าวมาตั้งแต่ข้อที่ ๓ ถึง ๕[4]

 

               ๖. ปญฺญาปทีปชลิโต (ปญฺญา + ปทีป + ชลิต) ผู้รุ่งเรืองด้วยพระปัญญาดุจประทีป เป็นวิเสสนะของ มุนินฺโท.

               ๖.๑ ปญฺญา (ป + ญา ธาตุ มีอรรถว่า รู้ + กฺวิ + อา) ได้แก่ ธรรมชาติที่รู้โดยประการต่างๆ

               ๖.๒ ปทีป (ป + ทีป ธาตุ มีอรรถว่า ส่องสว่าง + ณ) ประทีป ธรรมชาติที่ส่องสว่าง.

               ๖.๓ ชลิโต (ชล ธาตุ มีอรรถว่า รุ่งเรือง + ต) ธรรมชาติที่รุ่งเรือง

 

               ปญฺญา ปทีโป อิว ปญฺญาปทีป (อุปมานุตรบทกัมมธารยสมาส)

               พระปัญญาดุจประทีป ชื่อว่า ปญฺญาปทีป

               ปญฺญาปทีเปน ปชลิโต ปญฺญปทีปชลิโต (มุนินฺโท) (ตติยาตัปปุริสสมาส)

               พระจอมมุนี ผู้ทรงรุ่งเรืองแล้วด้วยปัญญาดุจประทีป.


***

แสดงการวิเคราะห์ศัพท์

ในคาถามีคำเริ่มต้นว่า สจฺจํ จบ

---



[1] (รูปสิทธิ สูตรที่ ๖๖๐) อนึ่ง สัจจะมีความหมาย ๘ อย่างโดยสรุปที่มาในคัมภีร์อภิธานนัปปทีปิกา คือ

               นิพฺพาน มคฺค วิรติ,                สปเถ สจฺจภาสิเต;

               ตจฺเฉ จาริยสจฺจมฺหิ,              ทิฏฺฐิยํ สจฺจ มีริตํฯ

               (ธาน.และฏี.๘๐๐)  

               ๑. นิพพาน (บางแห่งเรียกว่า ปรมัตถสัจจะ)

               ๒. มรรค (บางแห่งเรียกว่า ปรมัตถสัจจะ)

               ๓. วิรตี

               ๔. คำสบถ (ด่า)

               ๕. คำกล่าวสัจจวาจา

               ๖. ความจริงแท้ (ปรมัตถสัจจะ แต่บางแห่งเรียกว่า สภาวสัจจะมาคู่กับสมมุติสัจจะ)

               ๗. อริยสัจจ์

               ๘. ทิฏฐิ (ความเห็นผิด)

ส่วนวิภังค์อรรถกถากล่าวไว้เพียง ๖ เว้นความหมายว่า สปถ (ด่า) และ ตจฺฉ (จริงแท้)

[2] ‘‘อิทเมว สจฺจํ, โมฆมญฺญ’’นฺติ คหิตา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิสจฺจํฯ เพราะเป็นความเห็นที่ตนถือเอาว่า สิ่งนี้เท่านั้นเป็นจริง, สิ่งอื่นเหลวเปล่า" (วิภังคอรรถกถาและมูลฏีกา).

[3] สัจจกนิครณ์ผู้นี้ ละทิ้งปรมัตถสัจจะที่เป็นความจริง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล แต่ถือเอาซึ่งความเห็นผิดที่เรียกว่า ทิฏฐิสัจจะ คือ ความจริงที่ตนถือเอาว่านี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นสูญเปล่า (ด้วยทิฏฐิสัจจะนี้ที่ท่านเรียกว่า มติสจฺจ ทำให้ผู้นี้ชื่อว่า สัจจกะ หมายถึง ผู้มีความเห็นของตนว่าเป็นจริงที่ถูกต้อง). เขาต้องการยกวาทะคือความเห็นผิดว่า อัตภาพนี้บังคับบัญชา เป็นไปในอำนาจของตนว่าเป็นความจริงที่ถูกต้องและมีวาทะที่ตนชูขึ้นดุจธง โดยหมายจะกล่าวข่มพระพุทธเจ้าให้ได้รับความอับอายในหมู่พุทธบริษัทและพวกพ้องของตน.

[4] อ่านรายละเอียดและประวัติของท่านผู้นี้ในพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ จูฬสัจจกสูตร ๑๒/๓๙๒.