วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565

เมณฑกกัณฑ์ - อเภชชวรรค - ๒. อพฺยากรณียปญฺโห ๒. อัพยากรณียปัญหา ปัญหาว่าด้วยสิ่งที่ไม่ควรพยากรณ์

 

๒. อพฺยากรณียปญฺโห

. อัพยากรณียปัญหา

ปัญหาว่าด้วยสิ่งที่ไม่ควรพยากรณ์

****

. ‘‘ภนฺเต นาคเสน, ภาสิตมฺเปตํ ภควตา นตฺถานนฺท ตถาคตสฺส ธมฺเมสุ อาจริยมุฏฺฐีติ, ปุน จ เถเรน มาลุกฺยปุตฺเตน[๑] ปญฺหํ ปุฏฺโฐ น พฺยากาสิฯ เอโส โข, ภนฺเต นาคเสน, ปญฺโห ทฺวยนฺโต เอกนฺตนิสฺสิโต ภวิสฺสติ อชานเนน วา คุยฺหกรเณน วาฯ

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห รับสั่งถามแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ อิติ ว่า อานนฺท อานนท์ อาจริยมุฏฺฐิ[๒] ธรรมอันกระทำไว้ในกำมือแห่งอาจารย์ ธมฺเมสุ ในธรรมทั้งหลาย ตถาคตสฺส ของพระตถาคต นตฺถิ ย่อมไม่มี ดังนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตมฺปิ ก็ตรัสแล้ว, และ ภควา พระผู้มีพระภาค ปุฏฺโฐ ผู้ - เถเรน อันพระเถระ มาลุกฺยปุตฺเตน ชื่อว่า มาลุกยบุตร - ถามแล้ว ปญฺหํ ซึ่งปัญหา น พฺยากาสิ ไม่ทรงพยากรณ์แล้ว ปุน อีก. ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ เอโส โข ปญฺโห ปัญหานี้แล ทฺวยนฺโต มีส่วนสอง เอกนฺตนิสฺสิโต เป็นปัญหาอันอาศัยแล้วซึ่งส่วนเดียว[๓]  อาชานเนน วา โดยความไม่รู้ วา หรือ วา หรือว่า คุยฺหกรเณน โดยทรงกระทำให้เป็นธรรมถูกซ่อนไว้ ภวิสฺสติ จักเป็น.

. พระเจ้ามิลินท์ รับสั่งตรัสถามว่า พระคุณเจ้านาคเสน พระผู้มีพระภาคทรงภาษิตความข้อนี้ไว้ว่า นตฺถานนฺท ตถาคตสฺส ธมฺเมสุ อาจริยมุฏฺฐิ อานนท์ กำมือแห่งอาจารย์ในธรรมทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ตถาคต ดังนี้. และอีกครั้งหนึ่ง พระองค์พอพระมาลุงกยบุตรเถระทูลถามปัญหา ก็ไม่ตรัสพยากรณ์. พระคุณเจ้านาคเสน ปัญหานี้ จะต้องเป็นปัญหาที่อาศัยเหตุอย่างหนึ่งในเหตุ ๒ อย่าง (จึงไม่ตรัสพยากรณ์) คือไม่ตรัสพยากรณ์ เพราะไม่ทรงรู้ หรือไม่ก็เพราะจะทรงทำให้เป็นความลับ.

 

ยทิ, ภนฺเต นาคเสน, ภควตา ภณิตํ นตฺถานนฺท ตถาคตสฺส ธมฺเมสุ อาจริยมุฏฺฐีติ, เตน หิ เถรสฺส มาลุกฺยปุตฺตสฺส อชานนฺเตน น พฺยากตํฯ ยทิ ชานนฺเตน น พฺยากตํ, เตน หิ อตฺถิ ตถาคตสฺส ธมฺเมสุ อาจริยมุฏฺฐิฯ อยมฺปิ อุภโต โกฏิโก ปญฺโห ตวานุปฺปตฺโต, โส ตยา นิพฺพาหิตพฺโพ’’ติฯ

ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ ยทิ หากว่า วจนํ พระดำรัส อิติ ว่า อานนฺท อานนท์ อาจริยมุฏฺฐิ ธรรมอันกระทำไว้ในกำมือแห่งอาจารย์ ธมฺเมสุ ในธรรมทั้งหลาย ตถาคตสฺส ของพระตถาคต นตฺถิ ย่อมไม่มี ดังนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตํ ตรัสแล้ว ไซร้, เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ปญฺหํ ปัญหา (ภควตา) อันพระผู้มีพระภาค อชานนฺเตน เมื่อไม่ทรงทราบ น พฺยากตํ จึงไม่ทรงพยากรณ์แล้ว เถรสฺส แก่พระเถระ มาลุกฺยปุตฺตสฺส ชื่อว่า มาลุกยบุตร.  ยทิ หากว่า ปญฺหํ ปัญหา (ภควตา) อันพระผู้มีพระภาค  ชานนฺเตน เมื่อทรงทราบ น พฺยากตํ (แต่)ไม่ทรงพยากรณ์แล้ว ไซร้, เตน หิ ถ้าอย่างนั้น อาจริยมุฏฺฐิ ธรรมอันกระทำไว้ในกำมือแห่งอาจารย์ ธมฺเมสุ ในธรรมทั้งหลาย ตถาคตสฺส ของพระตถาคต อตฺถิ ย่อมมี. อยมฺปิ ปญฺโห ปัญหาแม้นี้ โกฏิโก มีที่สุด อุภโต โดยส่วนสอง อนุปฺปตฺโต มาถึงแล้วโดยลำดับ ตว แก่ท่าน, โส ปญฺโห ปัญหานั้น ตยา อันท่าน นิพฺพาหิตพฺโพ พึงคลี่คลาย [๔]ดังนี้.

พระคุณเจ้านาคเสน ถ้าหากพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า กำมือแห่งอาจารย์ในธรรมทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ตถาคต ดังนี้จริงไซร้.  ถ้าอย่างนั้น ก็เป็นอันว่า เพราะไม่ทรงรู้ จึงไม่ตรัสพยากรณ์แก่ท่านมาลุงกยบุตรเถระ. ถ้าหากว่าทรงรู้ ก็ยังไม่ตรัสพยากรณ์แก่ท่านพระมาลุงกยบุตรเถระ จริงไซร้. ถ้าอย่างนั้น ก็เป็นอันว่า พระตถาคตยังทรงมีกำมือแห่งอาจารย์ในธรรมทั้งหลายอยู่.  ปัญหานี้ มี ๒ เงื่อน ถึงแก่ท่านตามลำดับ ท่านพึงทำลายข่ายคือทิฏฐิเถิด

 

 ‘‘ภาสิตมฺเปตํ, มหาราช, ภควตา นตฺถานนฺท ตถาคตสฺส ธมฺเมสุ อาจริยมุฏฺฐีติ, อพฺยากโต จ เถเรน มาลุกฺยปุตฺเตน ปุจฺฉิโต ปญฺโห, ตญฺจ ปน น อชานนฺเตน น คุยฺหกรเณนฯ จตฺตาริมานิ, มหาราช, ปญฺหพฺยากรณานิฯ กตมานิ จตฺตาริ? เอกํสพฺยากรณีโย ปญฺโห วิภชฺชพฺยากรณีโย ปญฺโห ปฏิปุจฺฉาพฺยากรณีโย ปญฺโห ฐปนีโย ปญฺโหติฯ

นาคเสนตฺเถโร พระนาคเสนเถระ อาห ทูลวิสัชนาแล้ว อิติ ว่า มหาราช มหาบพิตร เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ อิติ ว่า อานนฺท อานนท์ อาจริยมุฏฺฐิ ธรรมอันกระทำไว้ในกำมือแห่งอาจารย์ ธมฺเมสุ ในธรรมทั้งหลาย ตถาคตสฺส ของพระตถาคต นตฺถิ ย่อมไม่มี ดังนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตมฺปิ ก็ตรัสแล้ว, และ ปญฺโห ปัญหา เถเรน อันพระเถระ มาลุกฺยปุตฺเตน ชื่อว่า มาลุกยบุตร ปุจฺฉิโต ทูลถามแล้ว ภควตา อันพระผู้มีพระภาค อพฺยากโต ไม่ทรงพยากรณ์แล้ว, จ ปน ก็แล ตํ ปญฺหํ ปัญหานั้น ภควตา อันพระผู้มีพระภาค อชานนฺเตน ไม่ทรงรู้อยู่ อพฺยากตํ ไม่ทรงพยากรณ์แล้ว หามิได้, อพฺพยากตํ ไม่ทรงพยากรณ์แล้ว คุยฺหกรเณน เพราะอันกระทำให้ซ่อนไว้ หามิได้. มหาราช มหาบพิตร ปญฺหพฺยากรณานิ การพยากรณ์ซึ่งปัญหาทั้งหลาย จตฺตาริอิมานิ เหล่านี้, ปญฺหพฺยากรณานิ การพยากรณ์ซึ่งปัญหาทั้งหลาย จตฺตาริ กตมานิ อะไรบ้าง? ปญฺหพฺยากรณานิ การพยากรณ์ซึ่งปัญหาทั้งหลาย จตฺตาริ อิมานิ เหล่านี้ อิติ คือ ปญฺโห ปัญหา เอกํสพฺยากรณีโย ชื่อว่า เอกังสพยากรณียะ (ปัญหาที่พึงพยากรณ์โดยส่วนเดียว), ปญฺโห ปัญหา วิภชฺชพฺยากรณีโย ชื่อว่า วิภัชชพยากรณียะ (ปัญหาที่พึงแยกแยะแล้วพยากรณ์), ปญฺโห ปัญหา ปฏิปุจฺฉาพฺยากรณีโย ชื่อว่า ปฏิปุจฉาพยากรณียะ (ปัญหาที่ย้อนถามแล้วพึงพยากรณ์), ปญฺโห ปัญหา ฐปนีโย ที่ชื่อว่า ฐปนียะ (ปัญหาที่พึงพักไว้).

พระนาคเสน ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคทรงภาษิตความข้อนี้ไว้ว่า อานนท์ กำมือแห่งอาจารย์ในธรรมทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ตถาคต ดังนี้ จริง,  แต่ว่า ข้อที่ไม่ตรัสพยากรณ์ปัญหาที่มาลุงกยบุตรเถระทูลถามนั้น ไม่ใช่เพราะไม่รู้ ไม่ใช่เพราะจะทรงทำให้เป็นความลับ.  ขอถวายพระพร ปัญหาพยากรณ์มี ๔ อย่างเหล่านี้ ปัญหาพยากรณ์ ๔ อย่างอะไรบ้าง ? คือ ๑.ปัญหาบางอย่าง เป็นเอกังสกรณียปัญหา (ปัญหาที่พึงพยากรณ์โดยส่วนเดียว).ปัญหาบางอย่าง เป็นวิภัชชพยากรณียปัญหา (ปัญหาที่พึงแยกแยะพยากรณ์).ปัญหาบางอย่าง เป็นปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา (ปัญหาที่พึงย้อนถามเสียก่อนแล้วจึงพยากรณ์). ปัญหาบางอย่างเป็นฐปนียปัญหา (ปัญหาที่พึงพักไว้ คือพึงนิ่งเฉย) ดังนี้.

 

‘‘กตโม จ, มหาราช, เอกํสพฺยากรณีโย ปญฺโห? ‘รูปํ อนิจฺจนฺติ เอกํสพฺยากรณีโย ปญฺโห, ‘เวทนา อนิจฺจาติเป.… ‘สญฺญา อนิจฺจาติเป.… ‘สงฺขารา อนิจฺจาติเป.… ‘วิญฺญาณํ อนิจฺจ’’นฺติ เอกํสพฺยากรณีโย ปญฺโห, อยํ เอกํสพฺยากรณีโย ปญฺโหฯ

มหาราช มหาบพิตร ก็ ปญฺโห ปัญหา เอกํสพฺยากรณีโย ชื่อว่า เอกังสพยากรณียะ กตโม เป็นไฉน? (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า รูปํ อนิจฺจํ รูปไม่เที่ยง (กิํ) หรือ ดังนี้ เอกํสพฺยากรณีโย ปญฺโห เป็นเอกังสพยากรณียปัญหา. (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า เวทนา อนิจฺจา เวทนาไม่เที่ยง (กิํ) หรือ ฯลฯ (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า สญฺญา อนิจฺจา สัญญาไม่เที่ยง (กิํ) หรือ ฯลฯ (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า สงฺขารา อนิจฺจา สังขารไม่เที่ยง (กิํ) หรือ ฯลฯ (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า วิญฺญาณํ  อนิจฺจํ วิญญาณ ไม่เที่ยง (กิํ) หรือ ดังนี้ เอกํสพฺยากรณีโย ปญฺโห เป็นเอกังสพยากรณียปัญหา. (อยํ ปญฺโห) ปัญหานี้ เอกํสพฺยากรณีโย ปญฺโห คือ เอกังสพยากรณียปัญหา ดังนี้.[๕]

ขอถวายพระพร เอกังสพยากรณียปัญหา เป็นไฉน ?

ปัญหาว่า รูปไม่เที่ยงหรือ เป็นปัญหาที่พึงพยากรณ์โดยส่วนเดียว ปัญหาว่า เวทนาไม่เที่ยงหรือ ฯลฯ ปัญหาว่า สัญญาไม่เที่ยงหรือ ฯลฯ ปัญหาว่า สังขารไม่เที่ยงหรือ ฯลฯ ปัญหาว่าวิญญาณไม่เที่ยงหรือ เป็นปัญหาที่พึงพยากรณ์โดยส่วนเดียว นี้ชื่อว่า เอกังสพยากรณียปัญหา.

 

‘‘กตโม วิภชฺชพฺยากรณีโย ปญฺโห? ‘อนิจฺจํ ปน รูปนฺติ วิภชฺชพฺยากรณีโย ปญฺโห, ‘อนิจฺจา ปน เวทนาติเป.… ‘อนิจฺจา ปน สญฺญาติเป.… ‘อนิจฺจา ปน สงฺขาราติเป.… ‘อนิจฺจํ ปน วิญฺญาณนฺติ วิภชฺชพฺยากรณีโย ปญฺโห, อยํ วิภชฺชพฺยากรณีโย ปญฺโหฯ

ปญฺโห ปัญหา วิภชฺชพฺยากรณีโย ชื่อว่า วิภัชชพยากรณียะ กตโม เป็นไฉน? (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า ปน ก็ รูปํ รูป อนิจฺจํ (โหติ) เป็นสภาพไม่เที่ยง (กิํ)  หรือ[๖] ดังนี้ วิภชฺชพฺยากรณีโย  ปญฺโห เป็นวิภัชชพยากรณียปัญหา โหติ ย่อมเป็น, (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า ปน ก็ เวทนา เวทนา อนิจฺจา  เป็นสภาพไม่เที่ยง โหติ ย่อมเป็น (กิํ)  หรือ ดังนี้, (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า ปน ก็ สญฺญา สัญญา เวทนา อนิจฺจา  เป็นสภาพไม่เที่ยง โหติ ย่อมเป็น (กิํ)  หรือ ดังนี้, (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า ปน ก็ สงฺขารา สังขารทั้งหลาย อนิจฺจา  เป็นสภาพไม่เที่ยง โหนฺติ ย่อมเป็น (กิํ)  หรือ ดังนี้, (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า ปน ก็ วิญฺญาณํ วิญญาณ อนิจฺจํ เป็นสภาพไม่เที่ยง โหติ ย่อมเป็น (กิํ) หรือ ดังนี้ วิภชฺชพฺยากรณีโย ปญฺโห เป็นวิภัชชพยากรณียปัญหา, อยํ (ปญฺโห) ปัญหานี้ วิภชฺชพฺยากรณีโย ปญฺโห เป็นวิภัชชพยากรณียปัญหา ดังนี้.[๗]

วิภัชกรณียปัญหาเป็นไฉน ? ปัญหาว่า สิ่งที่ไม่เที่ยงคือรูปหรือ เป็นปัญหาที่พึงแยกแยะพยากรณ์ ปัญหาว่า สิ่งที่ไม่เที่ยงคือเวทนาหรือ ฯลฯ ปัญหาว่า สิ่งที่ไม่เที่ยงคือสัญญาหรือ ฯลฯ ปัญหาว่า สิ่งที่ไม่เที่ยงคือสังขารหรือ ฯลฯ ปัญหาว่า สิ่งที่ไม่เที่ยงคือวิญญาณหรือ เป็นต้น เป็นปัญหาที่พึงแยกแยะพยากรณ์ นี้ชื่อว่า วิภัชชพยากรณียปัญหา.

 

กตโม ปฏิปุจฺฉาพฺยากรณีโย ปญฺโห?‘กิํ นุ โข จกฺขุนา สพฺพํ วิชานาตีติ อยํ ปฏิปุจฺฉาพฺยากรณีโย ปญฺโหฯ

ปญฺโห ปัญหา ปฏิปุจฺฉาพฺยากรณีโย ชื่อว่า ปฏิปุจฉาพยากรณียะ กตโม เป็นไฉน? (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า ปุคฺคโล บุคคล วิชานาติ ย่อมรู้ สพฺพํ ซึ่งสิ่งทั้งปวง จกฺขุนา ด้วยจักษุ  กิํ นุ โข หรือหนอ? ดังนี้ ปฏิปุจฺฉาพฺยากรณีโย ปญฺโห (โหติ) เป็นปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา, อยํ (ปญฺโห) ปัญหานี้ ปฏิปุจฺฉาพฺยากรณีโย ปญฺโห คือ ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา[๘].

ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหาเป็นไฉน ? ปัญหาว่า บุคคลรู้สิ่งทั้งปวงด้วยจักษุ หรือ เป็นต้น เป็นปัญหาที่พึงย้อนถามเสียก่อนแล้ว จึงพยากรณ์. นี้ชื่อว่า ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา.

 

‘‘กตโม ฐปนีโย ปญฺโห? ‘สสฺสโต โลโกติ ฐปนีโย ปญฺโห, ‘อสสฺสโต โลโกติฯ อนฺตวา โลโกติฯ อนนฺตวา โลโกติฯ อนฺตวา จ อนนฺตวา จ โลโกติฯเนวนฺตวา นานนฺตวา โลโกติฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติฯโหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติฯ น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติฯ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ ฐปนีโย ปญฺโห, อยํ ฐปนีโย ปญฺโหฯ

ปญฺโห ปัญหา ฐปนีโย  ชื่อว่า ฐปนียะ กตโม เป็นไฉน? (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า โลโก โลกคือขันธ์ สสฺสโต เป็นสภาพยั่งยืน โหติ[๙] ย่อมเป็น (กิํ) หรือ ดังนี้ ฐปนีโย ปญฺโห เป็นฐปนียปัญหา, (ปญฺโห) อิติ ว่า โลโก โลกคือขันธ์ อสสฺสโต เป็นสภาพไม่ยั่งยืน โหติ ย่อมเป็น (กิํ) หรือ ดังนี้ ปญฺโห เป็นปัญหา ฐปนีโย ชื่อว่า ฐปนียะ โหติ ย่อมเป็น, ปญฺโห ปัญหา อิติ ว่า โลโก โลกคือขันธ์ อนฺตวา (โหติ) เป็นสภาพมีที่สุด กิํ หรือ ดังนี้ ฐปนีโย ปญฺโห เป็นฐปนียปัญหา, (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า โลโก โลกคือขันธ์ อนนฺตวา (โหติ) เป็นสภาพไม่มีที่สุด กิํ หรือ ดังนี้ ฐปนีโย ปญฺโห เป็นฐปนียปัญหา, (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า โลโก โลกคือขันธ์ อนฺตวา (โหติ) เป็นสภาพมีที่สุด ก็มี อนนฺตวา (โหติ) เป็นสภาพไม่มีที่สุด ก็มี กิํ หรือ ดังนี้ ฐปนีโย ปญฺโห เป็นฐปนียปัญหา, (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า โลโก โลกคือขันธ์ เนวนฺตวา (โหติ) เป็นสภาพมีที่สุดก็ไม่ใช่ นานนฺตวา (โหติ) เป็นสภาพไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ กิํ หรือ ดังนี้ ฐปนีโย ปญฺโห เป็นฐปนียปัญหา, (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า ชีวํ ชีวะ ตํ ก็อันนั้น ตํ สรีรํ สรีระก็อันนั้น[๑๐] กิํ หรือ ดังนี้ ฐปนีโย ปญฺโห เป็นฐปนียปัญหา, (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า อญฺญํ ชีวํ ชีวะก็อย่างหนึ่ง อญฺญํ สรีรํ สรีระก็อย่างหนึ่ง กิํ หรือ ดังนี้ ฐปนีโย ปญฺโห เป็นฐปนียปัญหา, (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า ปรํ ในกาลภายหลัง มรณา จากความตาย ตถาคโต สัตว์ โหติ จะมีอีก กิํ หรือ ดังนี้ ฐปนีโย ปญฺโห เป็นฐปนียปัญหา, (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า ปรํ ในกาลภายหลัง มรณา จากความตาย ตถาคโต สัตว์ โหติ จะไม่มีอีก กิํ หรือ ดังนี้ ฐปนีโย ปญฺโห เป็นฐปนียปัญหา, (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า ปรํ ในกาลภายหลัง มรณา จากความตาย ตถาคโต สัตว์ โหติ จะมีอีก ด้วย, ปรํ ในกาลภายหลัง มรณา จากความตาย ตถาคโต สัตว์ โหติ จะไม่มีอีก จ  ด้วย กิํ หรือ ดังนี้ ฐปนีโย ปญฺโห เป็นฐปนียปัญหา, (ปญฺโห) ปัญหา อิติ ว่า ปรํ ในภายหลัง มรณา จากความตาย ตถาคโต สัตว์ โหติ จะมีอีก เอว นั่นเทียว หามิได้, ตถาคโต สัตว์ โหติ จะไม่มีอีก ก็ไม่ใช่ กิํ หรือ ดังนี้ ฐปนีโย ปญฺโห เป็นฐปนียปัญหา, อยํ (ปญฺโห) ปัญหานี้ ฐปนีโย ปญฺโห คือ ฐปนียปัญหา[๑๑].

ฐปนียปัญหาเป็นไฉน ? ปัญหาว่า โลกยั่งยืนหรือ เป็นปัญหาที่พึงพักไว้ ปัญหาว่า โลกไม่ยั่งยืนหรือ หรือว่า ว่า โลกมีที่สุดหรือ หรือว่า โลกไม่มีที่สุดหรือ ว่า โลกมีที่สุดก็มี ไม่มีที่สุดก็มีหรือ ว่า โลกมีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่หรือ ว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือ ว่า ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่งหรือ ว่า หลังจากตาย สัตว์จะมีอกีหรือ ว่า หลังจากตายสัตว์จะไม่มีอีกหรือ ว่า หลังจากตายสัตว์จะมีอีกก็ใช่ ไม่มีอีกก็ใช่หรือ ว่า หลังจากตาย สัตว์จะมีอีกก็ไม่ใช่ ไม่มีอีกก็ไม่ใช่หรือ ดังนี้เป็นต้น เป็นปัญหาที่พึงพักไว้ นี้ชื่อว่า ฐปนียปัญหา.

 

 ‘‘ภควา, มหาราช, เถรสฺส มาลุกฺยปุตฺตสฺส ตํ ฐปนียํ ปญฺหํ น พฺยากาสิฯ โส ปน ปญฺโห กิํ การณา ฐปนีโย? น ตสฺส ทีปนาย เหตุ วา การณํ วา อตฺถิ, ตสฺมา โส ปญฺโห ฐปนีโยฯ นตฺถิ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ อการณมเหตุกํ คิรมุทีรณ’’นฺติฯ

มหาราช มหาบพิตร ภควา พระผู้มีพระภาค น พฺยากาสิ ไม่ทรงพยากรณ์แล้ว ฐปนียํ ปญฺหํ ซึ่งฐปนียปัญหา ตํ นั้น เถรสฺส แก่พระเถระ มาลุกฺยปุตฺตสฺส ชื่อวา มาลุกยบุตร. ปน ก็ โส ปญฺโห ปัญหานั้น ฐปนีโย (โหติ) เป็นปัญหาถูกพักไว้ กิํ การณา เพราะเหตุไร, (หิ) เพราะว่า เหตุ วา เหตุหรือ, หรือว่า การณํ การณ์[๑๒] ทีปนาย เพื่อทรงตอบ ตสฺส ซึ่งปัญหานั้น น อตฺถิ มีอยู่หามิได้, ตสฺมา เพราะฉะนั้น โส ปญฺโห ปัญหานั้น ฐปนีโย โหติ จึงเป็นปัญหาที่พึงพักไว้. อุทีรณํ การเปล่ง คิรํ ซึ่งพระวาจา อการณํ อันไม่มีการณ์ อเหตุกํ อันไม่มีเหตุ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า นตฺถิ ย่อมไม่มี ดังนี้.

ขอถวายพระพร ปัญหาของท่านมาลุงกยบุตรเถระนั้นเป็นฐปนียปัญหา พระผู้มีพระภาคจึงไม่ตรัสพยากรณ์. ก็เพราะเหตุไรเล่า ปัญหานั้นเป็นปัญหาที่พึงพักไว้ ตอบว่า ก็เหตุหรือการณ์ที่จะตรัสเฉลยปัญหานั้นไม่มี เพราะฉะนั้น ปัญหานั้นจึงเป็นปัญหาที่พึงพักไว้ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ทรงมีการเปล่งพระวาจาอย่างปราศจากเหตุ ปราศจากการณ์แล

 

‘‘สาธุ, ภนฺเต นาคเสน, เอวเมตํ ตถา สมฺปฏิจฺฉามี’’ติฯ

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ สาธุ = สุนฺทรา ดีแล้ว อหํ ข้าพเจ้า สมฺปฏิจฺฉามิ ขอยอมรับ เอตํ วจนํ ซึ่งคำนั้น (ตยา วุตฺตํ) อันท่านกล่าวแล้ว ตถา โดยประการนั้น เอวํ อย่างนี้ ดังนี้.

พระเจ้ามิลินท์ ดีจริง พระคุณเจ้านาคเสน ข้าพเจ้าขอยอมรับคำพูดตามที่ท่านกล่าวมานี้

 

อพฺยากรณียปญฺโห ทุติโยฯ

อพฺยากรณียปญฺโห อัพยกรณียปัญหา ทุติโย ที่สอง (นิฏฺฐิโต) จบแล้ว

อัพพยากรณียปัญหาที่ ๒ จบ


 

 

 

 

 

 



[๑] ฉบับสีหลและสยาม ปาฐะเป็น มาลุงฺกฺยปุตฺเตน แม้ในพระบาฬีสังยุตนิกายเช่นกัน พึงทราบว่าเป็นพระเถระรูปเดียวกัน

[๒] อาจริยมุฏฺฐิ  เป็นสำนวนพูดหมายถึง ศิลปะ ความคิด ความเชื่อ หรือธรรมบางส่วน ที่อาจารย์มักซ่อนเป็นความลับโดยจะไม่บอกแก่ศิษย์บางคนในเวลาที่ตนยังเป็นหนุ่ม   แต่เมื่อตนใกล้ตายจึงยอมบอกแก่ศิษย์ที่ตนรักเท่านั้น.  นี้เป็นแนวคิดของศาสดาเจ้าลัทธิภายนอกศาสนา แต่พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงเป็นเช่นนั้น (ที.ม.อ.๑๖๕).  โดยธรรมได้แก่ ธัมมมัจฉริยะ (ความตระหนี่ในธรรม หรือ มีธรรมอันตนพึงซ่อนไว้เป็นอารมณ์). มีวิเคราะห์ว่า อาจริยมุฏฺฐีติ อาจริยสฺส มุฏฺฐิกตธมฺโม แปลว่า ธรรมอันอาจารย์กระทำไว้ในกำมือ (สํ.นิทาน.ฏี. ๑๐ สุสิมสุตตวัณณนา).  คำนี้ อาจแปลตรงตามรูปศัพท์โดยตรงว่า กำมือของอาจารย์ พึงทราบว่ากรณีนี้เป็นสำนวนที่กล่าวถึงที่อยู่แต่หมายถึงสิ่งที่อยู่ในที่อาศัยนั้น (นิสสยูปจาระ). ในที่นี้พระเจ้ามิลินท์ทรงสำคัญว่า พระตถาคต หาได้ทรงเป็นสยัมภู มิได้ทรงเป็นสัพพัญญู, พระองค์นั้นก็ยังมีสิ่งที่ยังไม่รู้บางอย่าง, ย่อมทรงรู้เท่าที่ได้เรียนรู้จากอาจารย์เท่านั้น, ไม่สามารถทำความรู้ให้เกิดได้มากกว่านั้น. ด้วยเหตุนี้ พระเจ้ามิลินท์จึงตั้งปัญหาถามว่า พระคุณเจ้านาคเสน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า กำมือแห่งอาจารย์ย่อมไม่มีแก่พระตถาคต ดังนี้เป็นต้น (มิลินทลีนัตถปกาสินี) หมายความว่า มิใช่พระองค์จะทรงปิดบัง แต่ไม่ทรงรู้จริง จึงไม่พยากรณ์.

[๓] ทฺวยนฺโต ปัญหามีส่วนสอง คือ (๑) เมื่อไม่รู้จึงไม่เฉลย  (อชานนฺเตน น พฺยากตํ) หรือ (๒) ไม่ทรงเฉลย เพราะกระทำให้ถูกซ่อนไว้ (คุยฺหกรเณน น พฺยากตํ). ฉบับสีหล ปาฐะเป็น ทฺวยโต โดยปาฐะนี้ โต ปัจจัยมีอรรถตติยาวิภัตติ (อรรถกรณะ) มิลินทปัญหาสำนวนล้านนา ประกอบความตามปาฐะนี้ว่า ทฺวยโต = ทฺวีหิ สมนฺนาคโต ปญฺโห ปัญหานี้ ประกอบด้วยส่วนสอง อชานนฺเตน วา คือ ด้วยส่วนที่พระพุทธเจ้าไม่รู้แล้วจึงไม่เฉลย, คุยฺหกรเณน วา คือ ด้วยกิริยาอันพระพุทธเจ้ากระทำกำบังลับไว้, (ทฺวยนฺเต) ในส่วนทั้งสองนี้ เอกนฺตนิสฺสิโต เป็นปัญหาอันอาศัยส่วนอย่างหนึ่ง  ภวิสฺสติ จักเป็น.ในมิลินทปัญหาอรรถกถาแก้ ทฺวยนฺโต เป็น ทฺวยนฺเต แสดงว่า ทฺวยนฺโต สมาสระหว่าง ทฺวย ศัพท์ (ส่วนทั้งสอง) และ อนฺโต  นิบาตอันมีอรรถสัตตมี แปลว่า  ภายใน ดังนั้น คำว่า ทฺวยนฺโต แปลว่า ภายในส่วนสองอย่าง. ข้อความนี้ แปลว่า เอกนฺตนิสฺสิโต เป็นปัญหาอันอาศัยส่วนอย่างหนึ่ง ทฺวยนฺเต ในส่วนสองอย่าง อาชานเนน โดยความไม่รู้ วา หรือ วา หรือว่า คุยฺหกรเณน โดยทรงกระทำให้ถูกซ่อนไว้.

[๔] นิพฺพาหิตพฺโพ มาจาก นิ + วห + ตพฺพ ตามที่มิลินทฏีกาไขความว่า นิพฺพาหิตพฺโพติ นิพฺเพเฐตพฺโพ กเถตพฺโพ (มิ.ฏี.ปฏิสัลลานปัญหา)ฯ ส่วนมิลินท.ล้านนาอธิบายว่า ควรกระทำไว้เป็นนิพพาหนมุขะ เป็นคลองอันจักนำเสียซึ่งมิจฉาวาทะภายหน้าเถิด.

[๕] ปัญหาที่ชื่อว่า เอกังสพยากรณียะ ต้องเป็นปัญหาที่ถามถึงสิ่งที่มีสภาวะอย่างเดียว ไม่เป็นอื่น เมื่อคำถามจบลงพึงเฉลยได้ทันทีว่า ใช่ หรือว่า ไม่ใช่ ว่า ถูกต้อง หรือว่า ไม่ถูกต้อง ว่า จริง หรือว่า ไม่จริง ว่า มีอย่างเดียว คือ, หรือว่า มี ๒ อย่าง คือเป็นต้น ตามที่เรื่องที่ถาม ไม่ต้องมีการแยกแยะ เป็นต้น. ในตัวอย่างที่แสดงไว้นี้ คำถามว่า (กิํ) รูปํ อนิจฺจํ  รูปขันธ์ ไม่เที่ยงหรือ? เป็นการถามถึงสามัญญลักษณะของสังขตธรรมมีรูปเป็นต้น ซึ่งมีสังขตลักษณะคืออนิจจตาเป็นต้นอย่างแน่นอน  ดังนั้น ผู้ถูกถามจึงต้องตอบโดยส่วนเดียวคือ รูปํ อนิจฺจํ รูปไม่เที่ยง.

[๖] นัยนี้แปลเท่าศัพท์ที่เห็น. คัมภีร์มิลินทปัญหาสำนวนล้านนา แนะให้แปลไว้ ๒ นัย โดยไขบทว่า ปน เป็น นาม ชื่อ และ ไขบทว่า รูปํ เป็น รูปํ เอว รูปเท่านั้น ประกอบความว่า (กิํ) รูปํ = รูปํ เอว อนิจฺจํ = อนิจฺจํ ปน. รูปํ เอว รูปธรรมเท่านั้น อนิจฺจํ นาม ชื่อว่า เป็นอนิจจะ กิํ หรือ?, นัยที่ ๒ ประกอบความว่า อนิจฺจํ นาม ชื่อว่า ธรรมชาติอันเป็นอนิจจะ รูปํ เอว คือ รูป กิํ หรือ?.

[๗] วิภัชชพยากรณียปัญหา เป็นปัญหาที่ไม่อาจเฉลยได้โดยส่วนเดียว แต่ต้องแยกแยะประเภทแห่งเนื้อความที่ถามก่อน เพราะมีหลายอย่าง ว่า มิใช่เฉพาะธรรมนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่เป็นอย่างนี้ แม้ธรรมอย่างอื่นก็เป็นอย่างนี้ได้เหมือนกัน เป็นต้น ในตัวอย่างนี้ คำถามที่ว่า สิ่งที่ไม่เที่ยง คือรูปหรือ จึงชื่อว่า วิภัชชพยากรณียปัญหา เพราะพึงแยกแยะเฉลยอย่างนี้ว่า สิ่งที่ไม่เที่ยง หาใช่เฉพาะรูปเท่านั้น เพราะแม้เวทนา แม้สัญญา แม้สังขาร แม้วิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ดังนี้เป็นต้น.

[๘] ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา ได้แก่ ปัญหาที่พึงย้อนถามแล้วพยากรณ์ เพราะคำถามบางอย่าง ผู้ถามมิได้ระบุถึงสิ่งที่ประสงค์จะรู้ให้แน่ชัดว่าคืออะไร เพราะสิ่งอื่นที่มีชื่อเดียวกับสิ่งนั้น มีหลายอย่าง ถ้าหากผู้ตอบไม่ย้อนถามให้มีการระบุให้แน่ชัดเสียก่อน ตอบไปทันทีที่ถาม เหมือนอย่างเอกังสพยากรณียปัญหา ก็อาจตอบไปไม่ตรงตามที่ผู้ถามประสงค์จะรู้ หรืออาจทำให้เขาเข้าใจผิด เพราะฉะนั้น จำต้องย้อนถามให้ผู้ถามระบุกให้ชัดเจนเสียก่อน. ในตัวอย่างนี้ คำถามว่า บุคคลรู้สิ่งทั้งปวงด้วยจักษุ (ตา) หรือ ดังนี้ จึงชื่อว่าเป็นปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา เพราะสิ่งที่ชื่อว่าจักษุมีหลายอย่าง ประสาทตาก็ชื่อว่า จักษุ โดยความหมายว่าเป็นอุปกรณ์มองเห็นภาพ, ทิพยจักษุอภิญญา (ตาทิพย์) ก็ชื่อว่า จักษุ เพราะเห็นได้ชัดเจนดุจตาเทวดา, ปัญญาก็ชื่อว่า จักษุ โดยความหมายว่า มองเห็น คือรู้สภาวะธรรมตามความเป็นจริง.  การที่จะตอบปัญหาตรงคำถาม จำต้องย้อนถามเสียก่อนว่า ท่านพูดถึงจักษุอะไรเล่า ถ้าหากเขาตอบว่า ปสาทจักษุ (ประสาทตา) ดังนี้แล้ว ก็จะตอบเขาได้ว่า ไม่ใช่หรอก ถ้าหากเขาตอบว่า ปัญญาจักษุ ดังนี้แล้ว ก็จะตอบเขาได้ว่า ใช่ ถูกต้อง ดังนี้ เป็นต้น.

[๙] คำว่า โลกไม่ยั่งยืนหรือ ความว่า หลังจากตาย โลกจะไม่ยั่งยืน คือจักขาดสูญ ไม่อุบัติในภพอื่นอีกหรือ. ส่วนคำว่า โลกมีที่สุด ก็มีความหมายเดียวกันกับคำว่า โลกไม่ยั่งยืน และคำว่า โลกไม่มีที่สุด ก็มีความหมายอย่างเดียวกันกับคำว่า โลกยั่งยืน แม้คำว่า จะมีอีกหรือ จะไม่มีอีกหรือ ก็อย่างนี้เหมือนกัน.

[๑๐] อัตตา ชื่อว่า ชีวะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเป็นอยู่ได้. ส่วนคำว่า สรีระ เป็นชื่อของขันธ์ ๕ เพราะฉะนั้น คำถามว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือ จึงมีความหมายว่า อัตตาอันไหน ขันธ์ ๕ ก็อันนั้นหรือ อัตตากับขันธ์ ๕ เป็นอันเดียวกันหรือ. คำถามว่า ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ก็มีความหมายว่า อัตตาอันไหน ขันธ์ ๕ จะเป็นอันนั้นด้วย ก็หาไม่หรือ อัตตากับขันธ์ ๕ เป็นคนละอย่างกันหรือ. แม้คำที่เหลือก็พึงทราบโดยนัยนี้เถิด.

[๑๑] ฐปนียพยากรณียปัญหา คือ ปัญหาที่พึงพักไว้ คือพึงนิ่งเฉย ไม่พึงพยากรณ์.  คำถามบางอย่าง เป็นคำถามที่ผู้ถาม ถามเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงโดยปรมัตถ์ โดยสำคัญว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงด้วยอำนาจแห่งมิจฉาทิฏฐิ เช่น คำถามเกี่ยวกับอัตตา สัตว์ บุคคล ผู้เสวยสุข เสวยทุกข์ และเกี่ยวกับความเป็นไปของอัตตา เป็นต้น.  คำถามเช่นนี้ ไม่ควรพยากรณ์ ไม่ควรตอบ ไม่ควรเฉลย. แต่ควรพักไว้ ควรนิ่งเฉยเสีย เพราะไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ นอกจากจะหาประโยชน์มิได้ ตามประการดังกล่าวมานี้แล้ว ยังเป็นเหตุเพิ่มพูนทิฏฐิให้มีกำลังมั่นคงยิ่งขึ้นอีกด้วย ดังนั้น จึงเป็นคำถามที่พระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสพยากรณ์ ดังนี้.

[๑๒] ทั้ง เหตุ ศัพท์ และ การณ ศัพท์ จึงเป็นไวพจน์กัน ดังนั้น เหตุนั่นแหละ ชื่อว่า การณ์ เพราะอรรถว่ากระทำ คือสร้างผล เพราะฉะนั้น. ฐปนียปัญหา เป็นปัญหาที่หาเหตุเพื่อตรัสพยากรณ์ไม่ได้. พระผู้มีพระภาค เมื่อจะทรงพยากรณ์ปัญหา ย่อมทรงคำนึงถึงประโยชน์ที่บุคคลผู้สดับคำตรัสพยากรณ์นั้นจะพึงได้รับ ถ้าหากทรงพิจารณาแล้ว ทรงเล็งเห็นว่า เป็นปัญหาที่มีประโยชน์ ก็จะทรงปรารภประโยชน์นั้นเป็นเหตุ เพื่อตรัสพยากรณ์. ก็แต่ว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับว่า โลกยั่งยืนหรือไม่ยั่งยืน เป็นต้น เป็นปัญหาที่ไม่มีประโยชน์ จึงไม่มีเหตุเพื่ออันตรัสพยากรณ์.

[๑๓] สํ.นิ. มหาจุฬาเตปิฏก. ๑๖/๑๕๕/๒๑๒.

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2564

เมณฑกกัณฑ์ - อเภชชวรรค - ๑. ขุททานุขุททกปัญหา ปัญหาว่าด้วยสิกขาบทเล็กและสิกขาบทเล็กน้อย

๒. อเภชฺชวคฺโค

. อเภชชวรรค

๑. ขุทฺทานุขุทฺทกปญฺโห

๑. ขุททานุขุททกปัญหา

ปัญหาว่าด้วยสิกขาบทเล็กและสิกขาบทเล็กน้อย

***

. ‘‘ภนฺเต นาคเสน, ภาสิตมฺเปตํ ภควตา อภิญฺญายาหํ, ภิกฺขเว, ธมฺมํ เทเสมิ โน อนภิญฺญายาติฯ ปุน จ วินยปญฺญตฺติยา เอวํ ภณิตํ อากงฺขมาโน, อานนฺท, สงฺโฆ มมจฺจเยน ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ สมูหนตูติฯ

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห รับสั่งตรัสถามแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ, เอตํ พุทธวจนํ พระพุทธพจน์นี้ อิติ ว่า ภิกฺขเว ภิกษุทั้งหลาย อหํ เราตถาคต อภิญฺญาย รู้ยิ่งแล้ว เทเสมิ จึงแสดง ธมฺมํ ซึ่งธรรม, อนภิญฺญาย ไม่รู้ยิ่งแล้ว เทเสมิ แสดงอยู่ ธมฺมํ ซึ่งธรรม โน หามิได้ ดังนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภาสิตมฺปิ แม้ทรงภาษิตแล้ว. อนึ่ง เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ อิติ ว่า อานนฺท อานนท์ สงฺโฆ สงฆ์ อากงฺขมาโน เมื่อต้องการ สมูหนฺตุ จงเพิกถอน สิกฺขาปทานิ ซึ่งสิกขาบททั้งหลาย ขุทฺทานุขุทฺทกานิ อันเล็กและอันน้อย อจฺจเยน โดยการล่วงไป มม แห่งเรา ดังนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภณิตํ ตรัสแล้ว เอวํ อย่างนี้ วินยปญฺญตฺติยา ในพระวินัยบัญญัติ ปุน อีก.

พระเจ้ามิลินท์ รับสั่งตรัสถามว่า พระคุณเจ้านาคเสน พระผู้มีพระภาคทรงภาษิตความข้อนี้ไว้ว่า อภิญฺายาหํ ภิกฺขเว ธมฺมํ เทเสสิ โน อนภิญฺาย[1] ภิกษุทั้งหลาย เรารู้แล้วจึงแสดงธรรม ไม่ใช่ยังไม่รู้ก็แสดงธรรม ดังนี้ และยังตรัสไว้ในพระวินัยบัญญัติ อย่างนี้อีกว่า อากงฺขมาโน อานนฺท สํโฆ มมจฺจเยน ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ สมูหนตุ[2] อานนท์ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว สงฆ์เมื่อต้องการ ก็จงเพิกถอนสิกขาบทเล็กน้อยทั้งหลายเถิด ดังนี้

 

กิํ นุ โข, ภนฺเต นาคเสน, ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ ทุปฺปญฺญตฺตานิ, อุทาหุ อวตฺถุสฺมิํ อชานิตฺวา ปญฺญตฺตานิ, ยํ ภควา อตฺตโน อจฺจเยน ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ สมูหนาเปติ?

ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ ขุทฺทานุขุทฺทกานิ อันเล็กและอันน้อย ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ทุปฺปญฺญตฺตานิ ทรงบัญญัติไว้ไม่ดี กิํ นุ โข หรือหนอแล, อุทาหุ หรือว่า ขุทฺทานุขุทฺทกานิ อันเล็กและอันน้อย ภควตา อันพระผู้มีพระภาค อชานิตฺวา ไม่ทรงทราบแล้ว ปญฺญตฺตานิ ทรงบัญญัติไว้ อวตฺถุสฺมิํ ในเพราะเรื่องอันไม่ใช่เหตุ (แห่งการบัญญัติ) ยํ = ยสฺมา เพราะเหตุใด, (ตสฺมา) เพราะเหตุนั้น  ภควา พระผู้มีพระภาค ภิกษุสงฺฆํ ยังหมู่แห่งภิกษุ สมูหนาเปติ ให้เพิกถอนอยู่ สิกฺขาปทานิ ซึ่งสิกขาบททั้งหลาย ขุทฺทกานุขุทฺทกานิ อันเล็กและอันน้อย อจฺจเยน โดยการล่วงไป อตฺตโน แห่งพระองค์ ดังนี้.

พระคุณเจ้านาคเสน ข้อที่รับสั่งให้สงฆ์เพิกถอนสิกขาบทเล็กน้อยทั้งหลายได้ในคราวที่พระองค์ทรงล่วงลับไปแล้วนั้น เป็นเพราะสิกขาบทเล็กน้อยทั้งหลายเป็นสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ไม่ดีหรือไร หรือว่า เป็นเพราะเมื่อยังไม่มีเรื่องเกิดขึ้น พระองค์ทรงบัญญัติไว้ เพราะไม่ทรงรู้เล่า ?

 

ยทิ, ภนฺเต นาคเสน, ภควตา ภณิตํอภิญฺญายาหํ, ภิกฺขเว, ธมฺมํ เทเสมิ โน อนภิญฺญายาติ, เตน หิ อากงฺขมาโน, อานนฺท, สงฺโฆ มมจฺจเยน ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ สมูหนตูติ ยํ วจนํ, ตํ มิจฺฉาฯ

ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ ยทิ ถ้าว่า ยํ วจนํ พระดำรัสใด ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภณิตํ ตรัสไว้แล้ว อิติ ว่า ภิกฺขเว ภิกษุทั้งหลาย อหํ เราตถาคต อภิญฺญาย รู้ยิ่งแล้ว เทเสมิ จึงแสดง ธมฺมํ ซึ่งธรรม, อนภิญฺญาย ไม่รู้ยิ่งแล้ว เทเสมิ แสดงอยู่ ธมฺมํ ซึ่งธรรม โน หามิได้ ดังนี้, เตน หิ ถ้าอย่างนั้น   ตํ วจนํ พระดำรัสนั้น  อิติ ว่า อานนฺท อานนท์ สงฺโฆ สงฆ์ อากงฺขมาโน เมื่อต้องการ สมูหนฺตุ จงเพิกถอน สิกฺขาปทานิ ซึ่งสิกขาบททั้งหลาย ขุทฺทานุขุทฺทกานิ อันเล็กและอันน้อย อจฺจเยน โดยการล่วงไป มม แห่งเรา ดังนี้ มิจฺฉา เป็นคำพูดผิด.

พระคุณเจ้านาคเสน ถ้าหากว่า พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เรารู้แล้วจึงแสดงธรรม ไม่ใช่ยังไม่รู้ก็แสดงธรรม ดังนี้ จริงไซร้ ถ้าอย่างนั้น คำที่ตรัสไว้ว่า อานนท์ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว สงฆ์เมื่อต้องการ ก็จงเพิกถอนสิกขาบทเล็กน้อยทั้งหลายเถิด ดังนี้ ก็ต้องเป็นคำพูดที่ผิด

 

ยทิ ตถาคเต วินยปญฺญตฺติยา เอวํ ภณิตํ อากงฺขมาโน, อานนฺท, สงฺโฆ มมจฺจเยน ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ สมูหนตูติ เตน หิอภิญฺญายาหํ, ภิกฺขเว, ธมฺมํ เทเสมิ โน อนภิญฺญายาติ ตมฺปิ วจนํ มิจฺฉาฯ

ยทิ ถ้าว่า ยํ วจนํ พระดำรัสใด ตถาคเตน อันพระตถาคต ภณิตํ ตรัสแล้ว วินยปญฺญตฺติยา ในพระวินัยบัญญัติ เอวํ อย่างนี้ อิติ ว่า อานนฺท อานนท์ สงฺโฆ สงฆ์ อากงฺขมาโน เมื่อต้องการ สมูหนฺตุ จงเพิกถอน สิกฺขาปทานิ ซึ่งสิกขาบททั้งหลาย ขุทฺทานุขุทฺทกานิ อันเล็กและอันน้อย อจฺจเยน โดยการล่วงไป มม แห่งเรา ดังนี้ไซร้, เตน หิ ถ้าอย่างนั้น ตํ วจนํ พระดำรัสนั้น อิติ ว่า ภิกฺขเว ภิกษุทั้งหลาย อหํ เราตถาคต อภิญฺญาย รู้ยิ่งแล้ว เทเสมิ จึงแสดง ธมฺมํ ซึ่งธรรม, อนภิญฺญาย ไม่รู้ยิ่งแล้ว เทเสมิ แสดงอยู่ ธมฺมํ ซึ่งธรรม โน หามิได้ ดังนี้ มิจฺฉา เป็นคำพูดผิด.

ถ้าหากพระตถาคตตรัสไว้ในพระวินัยบัญญัติอย่างนี้ว่า อานนท์ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว สงฆ์เมื่อต้องการก็จงเพิกถอนสิกขาบทเล็กน้อยทั้งหลายเถิด ดังนี้ จริงไซร้ ถ้าอย่างนั้น คำที่ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เรารู้แล้วจึงแสดงธรรม ไม่ใช่ไม่รู้ก็แสดงธรรม ดังนี้ ก็ต้องเป็นคำพูดที่ผิด

 

อยมฺปิ อุภโต โกฏิโก ปญฺโห สุขุโม นิปุโณ คมฺภีโร สุคมฺภีโร ทุนฺนิชฺฌาปโย, โส ตวานุปฺปตฺโต, ตตฺถ เต ญาณพลวิปฺผารํ ทสฺเสหี’’ติฯ

อยมฺปิ ปญฺโห ปัญหาแม้นี้ โกฏิโก มีที่สุด อุภโต โดยส่วนสอง สุขุโม อันสุขุม นิปุโณ ละเอียดอ่อน คมฺภีโร ลึกซึ้ง สุคมฺภีโร แสนลึกซึ้ง ทุนฺนิชฺฌาปโย อันบุคคลพึงคิดได้โดยยาก, โส ปญฺโห ปัญหานั้น อนุปฺปตฺโต มาถึงแล้ว ตว แก่ท่าน, ตฺวํ ท่าน ทสฺเสหิ จงแสดง ญาณพลวิปฺผารํ ซึ่งการแผ่ไปแห่งกำลังของญาณ เต ของท่าน ตตฺถ ในปัญหานั้น ดังนี้.

ปัญหานี้มี ๒ เงื่อน สุขุมละเอียดอ่อน ลึกซึ้งแสนลึกซึ้ง มองเห็นยาก ปัญหานั้นตกถึงแก่ท่านแล้ว ขอท่านจงแสดงกำลังญาณที่แผ่ไพศาลของท่านเถิด

 

‘‘ภาสิตมฺเปตํ, มหาราช, ภควตา อภิญฺญายาหํ, ภิกฺขเว, ธมฺมํ เทเสมิ โน อนภิญฺญายาติ, วินยปญฺญตฺติยาปิ เอวํ ภณิตํ อากงฺขมาโน, อานนฺท, สงฺโฆ มมจฺจเยน ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ สมูหนตูติ, ตํ ปน, มหาราช, ตถาคโต ภิกฺขู วีมํสมาโน อาห อุกฺกเลสฺสนฺติ นุ โข มม สาวกา มยา วิสฺสชฺชาปียมานา มมจฺจเยน ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ, อุทาหุ อาทิยิสฺสนฺตีติฯ

นาคเสนตฺเถโร พระนาคเสนเถระ อาห ทูลวิสัชนาถวายแล้ว อิติ ว่า มหาราช มหาบพิตร เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ อิติ ว่า ภิกฺขเว ภิกษุทั้งหลาย อหํ เราตถาคต อภิญฺญาย รู้ยิ่งแล้ว เทเสมิ จึงแสดง ธมฺมํ ซึ่งธรรม, อนภิญฺญาย ไม่รู้ยิ่งแล้ว เทเสมิ แสดงอยู่ ธมฺมํ ซึ่งธรรม โน หามิได้ ดังนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภณิตมฺปิ แม้ตรัสไว้แล้ว (จริง), วินยปญฺญตฺติยาปิ แม้ในพระวินัยบัญญัติ มหาบพิตร เอตํ วจนํ พระดำรัสนี้ อิติ ว่า อานนฺท อานนท์ สงฺโฆ สงฆ์ อากงฺขมาโน เมื่อต้องการ สมูหนฺตุ จงเพิกถอน สิกฺขาปทานิ ซึ่งสิกขาบททั้งหลาย ขุทฺทานุขุทฺทกานิ อันเล็กและอันน้อย อจฺจเยน โดยการล่วงไป มม แห่งเรา ดังนี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค ภณิตมฺปิ แม้ตรัสไว้แล้ว (อีก), มหาราช มหาบพิตร ปน ก็ ตถาคโต พระตถาคต อาห ตรัสแล้ว ตํ พระดำรัสนั้นวีมํสมาโน เพราะทรงทดสอบ ภิกฺขู ซึ่งภิกษุทั้งหลาย อิติ ว่า สาวกา สาวกทั้งหลาย มม ของเรา มยา ผู้อันเรา วิสฺสชฺชาปียมานา ปล่อยปละอยู่ (ได้รับอนุญาต) อุกฺกเลสฺสนฺติ จักเลิกล้ม  สิกฺขาปทานิ ซึ่งสิกขาบททั้งหลาย ขุทฺทานุขุทฺทกานิ อันเล็กและอันน้อย อจฺจเยน โดยการล่วงไป มม แห่งเรา อุทาหุ หรือว่า อาทิยิสฺสนฺติ จักเอื้อเฟื้อ นุ โข หรือหนอ ดังนี้.

พระนาคเสน ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคทรงภาษิตความข้อนี้ไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เารู้แล้วจึงแสดงธรรม ไม่ใช่ยังไม่รู้ก็แสดงธรรม ดังนี้ จริง ตรัสไว้แม้ในพระวินัยบัญญัติอย่างนี้ว่า อานนท์ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว สงฆ์เมื่อต้องการก็จงเพิกถอนสิกขาบทเล็กน้อยทั้งหลายเถิด ดังนี้ จริง ขอถวายพระพร พระตถาคต เมื่อจะทรงทดสอบภิกษุทั้งหลายว่า สาวกของเราเมื่อเราอนุญาตอยู่ พอเราล่วงลับไปแล้ว จักพากันเลิกล้มสิกขาบทเล็กน้อยทั้งหลาย หรือว่าจะยังเอื้อเฟื้อกันอยู่หนอ ดังนี้ จึงได้ตรัสคำในพระวินัยบัญญัตินั้นไว้.

 

‘‘ยถา, มหาราช, จกฺกวตฺตี ราชา ปุตฺเต เอวํ วเทยฺย อยํ โข, ตาตา, มหาชนปโท สพฺพทิสาสุ สาครปริยนฺโต, ทุกฺกโร, ตาตา, ตาวตเกน พเลน ธาเรตุํ, เอถ ตุมฺเห, ตาตา, มมจฺจเยน ปจฺจนฺเต ปจฺจนฺเต เทเส ปชหถาติฯ อปิ นุ โข เต, มหาราช, กุมารา ปิตุอจฺจเยน หตฺถคเต ชนปเท สพฺเพ เต ปจฺจนฺเต ปจฺจนฺเต เทเส มุญฺเจยฺยุ’’นฺติ?

มหาราช มหาบพิตร ยถา เปรียบเหมือนว่า ราชา พระราชา จกฺกวตฺตี ผู้จักรพรรดิ วเทยฺย พึงตรัส ปุตฺเต กะพระโอรสทั้งหลาย เอวํ อย่างนี้ อิติ ว่า ตาตา นี่แนะพ่อคุณ มหาชนปโท แว่นแคว้นใหญ่ อยํ นี้ สาครปริยนฺโต มีทะเลเป็นที่สุด สพฺพทิสาสุ ในทิศทั้งปวงทั้งหลาย, ตาตา พ่อคุณเอ๋ย ธาเรตุํ การรักษา (ตํ ชนปทํ) ซึ่งแว่นแคว้นนั้น พเลน ด้วยกำลัง ตาวตเกน มีประมาณเท่านั้น ทุกฺกโร เป็นของอันพวกเธอทำได้โดยยาก, ตุมฺเห เธอทั้งหลาย เอถ จงไปเถิด, ตาตา นี่แน่ะพ่อคุณเอ๋ย ตุมฺเห เธอทั้งหลาย ปชหถ จงละทิ้ง เทเส แว่นแคว้นทั้งหลาย ปจฺจนฺเต ปจฺจนฺเต อันเป็นชายแดนทุกแห่ง อจฺจเยน โดยอันล่วงไป มม แห่งเรา ดังนี้, มหาราช มหาบพิตร เต กุมารา พระราชบุตรทั้งหลายเหล่านั้น มุญฺเจยฺยุํ พึงสละ เทเส ประเทศทั้งหลาย ปจฺจนฺเต ปจฺจนฺเต อันเป็นชายแดนทุกแห่ง หตฺถคเต อันอยู่ในเงื้อมมือแห่งตน อจฺจเยน โดยอันล่วงไป ปิตุ แห่งพระราชบิดา อปิ นุ โข บ้างหรือหนอ ดังนี้.

ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนว่า พระเจ้าจักรพรรดิ ทรงประสงค์จะทดสอบ จึงรับสั่งกับพระโอรสทั้งหลายอย่างนี้ว่า นี่แน่ะ พ่อคุณ แว่นแคว้นใหญ่หลวงนี้ไปสิ้นสุดที่มหาสมุทรตลอดทิศทั้งหลายทั้งปวง การที่พวกเจ้าอาศัยกำลังเพียงเท่านั้น รักษาแว่นแคว้นใหญ่นี้เอาไว้ เป็นข้อที่ทำได้ยาก เมื่อพ่อล่วงลับไปแล้ว พวกเจ้าจงสละหัวเมืองชายแดนเสียบ้างเถิด ดังนี้ มหาบพิตร เมื่อพระราชนกสวรรคตแล้ว พวกราชกุมารเหล่านั้น ก็ยอมสละหัวเมืองชายแดนทั้งปวงที่อยู่ในเงื้อมมือตน ตามคำของพระราชนกหรือ ขอถวายพระพร

 

‘‘น หิ ภนฺเต, ราชโต[3], ภนฺเต, ลุทฺธตรา กุมารา รชฺชโลเภน ตทุตฺตริํ ทิคุณติคุณํ ชนปทํ ปริคฺคณฺเหยฺยุํ, กิํ ปน เต หตฺถคตํ ชนปทํ มุญฺเจยฺยุ’’นฺติ?

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห รับสั่งแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หิ ก็ เต ราชปุตฺตา พวกราชกุมารเหล่านั้น น มุญฺเจยฺยุํ ไม่พึงสละ เทเส ประเทศทั้งหลาย ปจฺจนฺเต ปจฺจนฺเต อันเป็นชายแดนทุกแห่ง หตฺถคเต อันอยู่ในเงื้อมมือแห่งตน อจฺจเยน โดยอันล่วงไป ปิตุ แห่งพระราชบิดา, ภนฺเต ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กุมารา พวกราชกุมาร ลุทฺธตรา มีความปรารถนายิ่ง ราชโต กว่าพระราชา ปริคฺคณฺเหยฺยุํ พึงถืือเอา ชนปทํ ซึ่งแว่นแคว้น ตทุตฺตริํ อันยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ทิคุณติคุณํ เป็นสองสามเท่า รชฺชโลเภน เพราะความโลภในรัชสมบัติ, ปน ก็ เต กุมารา พวกราชกุมารเหล่านั้น มุญฺเจยฺยุํ พึงสละ ชนปทํ ซึ่งแว่นแคว้น หตฺถคตํ ที่อยู่ในเงื้อมมือ กิํ เพราะเหตุไรเล่า ดังนี้.

พระเจ้ามิลินท์ หามิได้ พระคุณเจ้า พวกราชกุมารเหล่านั้น มีแต่จะแสวงหาหัวเมืองชนบทให้มากยิ่งขึ้นไปกว่านั้นเป็นทวีคูณ เพราะความโลภต่อราชสมบัติ ไฉนจะยอมสละเมืองที่อยู่ในเงื้อมมืออยู่แล้วเล่า

 

‘‘เอวเมว โข, มหาราช, ตถาคโต ภิกฺขู วีมํสมาโน เอวมาหอากงฺขมาโน, อานนฺท, สงฺโฆ มมจฺจเยน ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ สมูหนตูติฯ ทุกฺขปริมุตฺติยา, มหาราช, พุทฺธปุตฺตา ธมฺมโลเภน อญฺญมฺปิ อุตฺตริํ ทิยฑฺฒสิกฺขาปทสตํ โคเปยฺยุํ, กิํ ปน ปกติปญฺญตฺตํ สิกฺขาปทํ มุญฺเจยฺยุ’’นฺติ?

นาคเสนตฺเถโร พระนาคเสนเถระ อาห ทูลถวายแล้ว อิติ ว่า มหาราช มหาบพิตร ตถาคโต พระตถาคต ตถาคต อาห ตรัสแล้ว ตํ พระดำรัสนั้น วีมํสมาโน เพราะทรงทดสอบ ภิกฺขู ซึ่งภิกษุทั้งหลาย อิติ ว่า สาวกา สาวกทั้งหลาย มม ของเรา มยา ผู้อันเรา วิสฺสชฺชาปียมานา ปล่อยปละอยู่ (ได้รับอนุญาต) อุกฺกเลสฺสนฺติ จักเลิกล้ม  สิกฺขาปทานิ ซึ่งสิกขาบททั้งหลาย ขุทฺทานุขุทฺทกานิ อันเล็กและอันเล็กตามลำดับ อจฺจเยน โดยการล่วงไป มม แห่งเรา ดังนี้ เอวเมว โข ฉันนั้นนั่นเทียวแล. มหาราช มหาบพิตร พุทฺธปุตฺตา พระพุทธบุตรทั้งหลาย โคเปยฺยุํ พึงคุ้มครอง ทิยฑฺฒสิกฺขาปทสตํ ซึ่งร้อยแห่งสิกขาบทที่สองด้วยทั้งกึ่ง (จะเต็มจำนวนร้อยที่ ๒ กับอีกกึ่งของร้อย ก็คือ ๑๕๐ สิกขาบท)  อุตฺตริํ อันยิ่งขึ้นไป อญฺญมฺปิ แม้อื่นอีก ธมฺมโลเภน ด้วยความปรารถนาในธรรม ทุกฺขปริมุตฺติยา เพื่อความพ้นรอบจากทุกข์, มุญฺเจยฺยุํ พึงสละ สิกฺขาปทํ ซึ่งสิกขาบท ปกติปญฺญตฺตํ อันเป็นบัญญัติตามปกติ (คือ ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยตะ ๒ นิสสัคคียปาจิตตย์ ๓๐ สุทธิกปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔  และอธิกรณสมถะ ๗) กิํ หรือ ดังนี้.

พระนาคเสน ขอถวายพระพร อุปมาฉันใด อุปมัยก็ฉันนั้นเหมือนกัน พระตถาคตทรงประสงค์จะทดสอบภิกษุทั้งหลาย จึงรับสั่งอย่างนี้ว่า อานนท์ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว สงฆ์เมื่อต้องการ ก็จงเพิกถอนสิกขาบทเล็กน้อยทั้งหลายเถิด ดังนี้ ขอถวายพระพร พระพุทธบุตรทั้งหลายมีแต่จะอบรมสิกขาบทอื่น ๆ ยิ่งขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ เพราะมีความต้องการธรรมเพื่อความพ้นจากทุกข์ จะสละทิ้งสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว ตามปกติได้อย่างไร

 

‘‘ภนฺเต นาคเสน, ยํ ภควา อาห ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานีติ, เอตฺถายํ ชโน สมฺมูฬฺโห วิมติชาโต อธิกโต สํสยปกฺขนฺโทฯ กตมานิ ตานิ ขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ, กตมานิ อนุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานีติ?

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห รับสั่งถามว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ ภควา พระผู้มีพระภาค อาห ตรัสแล้ว ยํ วจนํ ซึ่งพระดำรัสใด อิติ ว่า สิกฺขาปทานิ สิกขาบททั้งหลาย ขุทฺทกานุขุทฺทกานิ อันเล็กและอันน้อยตามลำดับ ดังนี้, อยํ ชโน ชนนี้ สมฺมูฬฺโห ไม่รู้แล้ว วิมติชาโต มีความสงสัยเกิดแล้ว สํสยปกฺขนฺโท แล่นไปสู่ความสงสัย อธิกโต โดยยิ่ง เอตฺถ ในคำนี้. สิกฺขาปทานิ สิกขาบททั้งหลาย ขุทฺทกานิ อันเล็ก ตานิ เหล่านั้น กตมานิ อะไรบ้าง, สิกฺขาปทานิ สิกขาบททั้งหลาย อนุขุทฺทกานิ อันเล็กตามลำดับ กตมานิ อะไรบ้าง ดังนี้.

พระเจ้ามิลินท์ พระคุณเจ้านาคเสน คำที่ตรัสไว้ว่า สิกขาบทเล็กน้อยดังนี้ ใด ในคำนี้ คนเขายังสับสนเกิดความข้องใจ สงสัยกันอยู่ว่า สิกขาบทเล็กน้อยเป็นไฉน

 

ทุกฺกฏํ, มหาราช, ขุทฺทกํ สิกฺขาปทํ, ทุพฺภาสิตํ อนุขุทฺทกํ สิกฺขาปทํ, อิมานิ ทฺเว ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ, ปุพฺพเกหิปิ, มหาราช, มหาเถเรหิ เอตฺถ วิมติ อุปฺปาทิตา, เตหิปิ เอกชฺฌํ น กโต,  ธมฺมสณฺฐิติปริยาเย ภควตา เอโส ปญฺโห อุปทิฏฺโฐติฯ

นาคเสนตฺเถโร พระนาคเสนเถระ อาห ทูลถวายวิสัชนาแล้ว อิติ ว่า มหาราช มหาบพิตร ทุกฺกฏํ สิกขาบทที่เป็นทุกกฎ ขุทฺทกํ สิกฺขาปทํ ชื่อว่า สิกขาบทอันเล็ก, ทุพฺภาสิตํ สิกขาบทที่เป็นทุพภาษิต อนุขุทฺทกํ สิกฺขาปทํ ชื่อว่า สิกขาบทเล็กตามลำดับ, สิกฺขาปทานิ สิกขาบททั้งหลาย ทั้งหลาย เทฺว สอง อิมานิ เหล่านี้ ขุทฺทกานุขุทฺทกานิ ชื่อว่า สิกขาบทเล็กและสิกขาบทน้อยตามลำดับ, มหาราช มหาบพิตร วิมติ ความสงสัย ปุพฺพเกหิปิ สงฺคายนฺเตหิ มหาเถเรหิ อันพระมหาเถระทั้งหลายผู้สังคายนาแม้ในกาลก่อน อุปฺปาทิตา ให้เกิดขึ้นแล้ว เอตฺถ สิกฺขาปเทสุ ในสิกขาบทเหล่านี้, เอโส ปญฺโห ปัญหานี้ ภควตา อันพระผู้มีพระภาค อุปทิฏฺโฐ ทรงยกขึ้นแสดงไว้ (ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ อิติ) ว่าเป็นสิกขาบทเล็กและสิกขาบทเล็กตามลำดับ ธมฺมสณฺฐิติปริยาเย ในเหตุแห่งการตั้งอาบัติ[4]  (เอโส ปญฺโห) ปัญหานี้ เตหิปิ แม้อันพระเถระทั้งหลายเหล่านั้น น กโต ไม่ได้กระทำไว้ เอกชฺฌํ โดยความเป็นอันเดียวกัน ดังนี้[5].

พระนาคเสน ขอถวายพระพร มหาบพิตร สิกขาบทที่เป็นทุกกฏ ชื่อว่าเป็นสิกขาบทเล็ก สิกขาบทที่เป็นทุพภาษิต ชื่อว่าสิกขาบทน้อย. มหาบพิตร พระเถระแต่ครั้งก่อนก็เกิดความข้องใจในสิกขาบทเล็กน้อย ๒ อย่างเหล่านี้ นี้เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคทรงเล็งเห็นแล้ว แต่พระเถระเหล่านั้นก็ไม่ได้รวบรวมไว้ ในคราวทำสังคายนา

 

จิรนิกฺขิตฺตํ, ภนฺเต นาคเสน, ชินรหสฺสํ อชฺเชตรหิ โลเก วิวฏํ ปากฏํ กต’’นฺติฯ

มิลินฺโท ราชา พระเจ้ามิลินท์ อาห ตรัสแล้ว อิติ ว่า ภนฺเต นาคเสน ข้าแต่พระนาคเสนผู้เจริญ ชินรหสฺสํ ความลับของพระชินพุทธเจ้า จิรนิกฺขิตฺตํ ที่เก็บงำไว้นาน ตยา อันท่าน วิวฏฺํ เปิดเผยแล้ว กตํ กระทำแล้ว ปากฏํ ให้ปรากฏแล้ว โลเก ในโลก เอตรหิ ณ บัดนี้ อชฺช ในวันนี้ ดังนี้.

พระเจ้ามิลินท์ พระคุณเจ้านาคเสน ข้อลี้ลับของพระชินเจ้าที่เก็บงำไว้นาน ได้ถูกท่านทำให้เปิดเผย ให้ปรากฏแล้วในโลก ในวันนี้

****

ขุทฺทานุขุทฺทกปญฺโห ปฐโม.

ขุทฺทานุขุทฺทกปญฺโห ขุททกานุขุททกปัญหา ปฐโม ที่ ๑ นิฏฺฐิโต จบแล้ว

ขุททานุขุททกปัญหาที่ ๑ จบ

****

 



[1] องฺ. ติก. ๒๐/๑๒๖/๒๖๙

[2] วิ. จูฬ. /๔๔๑/๒๗๘, ที.มหา. ๑๐/๒๑๖/๑๓๕.

[3] ราชโต เป็นวิภัตตอปาทาน ใน ลุทฺธตรา.  ฉบับสีหล เป็น ราชาโน แปลตามฉบับนี้ จะได้ว่า ราชาโน พระราชาทั้งหลาย ลุทฺธตรา มีความปรารถนาเป็นยิ่งนัก.

[4] ธมฺม ศัพท์ ในที่นี้ หมายถึง อาบัติ,  สณฺฐิติ คือ ความตั้งอยู่, ธมฺมสณฺฐิติ คือ ตั้งอยู่เป็นธรรมคืออาบัติ, ปริยาย ศัพท์ มีอรรถการณ มีความหมายว่า ในเพราะเหตุแห่งการตั้งอยู่โดยความไม่ปะปนกับอาบัติที่ยกขึ้นสู่สังคีติ (มิ.อ).  ในนิสสยะฉบับล้านนาว่า ปริยาย มีอรรถ อเนกนฺตภาว ไม่แน่นอน และอธิบายข้อความนี้ว่า อาปตฺติสณฺฐิติยา อเนกนฺตภาเวน ด้วยภาวะอันเป็นอเนกันตะแห่งกิริยาอันตั้งอยู่แห่งอาบัติ (มิ.นิส.ล.๒/๑๓๔).,  ในมิลินทฏีกา แสดงว่า มีอรรถเทศนา หมายความว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตั้งอยู่แห่งอาบัติ ดังที่ตรัสไว้ในพระบาฬีมหาวิภังค์ (๒/๒๔๔) ว่า "ยญฺจ ตตฺร อาปตฺติํ อาปนฺโน, ตญฺจ ยถาธมฺโม กาเรตพฺโพ แต่ภิกษุนั้นจะต้องอาบัติใดเพราะประพฤติไม่เหมาะสมนั้น พึงปรับอาบัตินั้นตามธรรม" (คือ ไม่ได้ทรงชี้ชัดว่าเป็นอาบัติในเพราะสิกขาบทใด แต่ให้ปรับอาบัติไปตามสมควรแห่งสิกขาบท คือ ที่ควรออกจากอาบัติด้วยการแสดงก็พึงแสดงอาบัติ, ที่ต้องออกจากอาบัติด้วยวุฏฐานวิธี ก็พึงอยู่กรรมนั้น). 

ข้อความว่า เตหิปิ เอกชฺฌํ น กโต ธมฺมสณฺฐิติปริยาเย ภควตา เอโส ปญฺโห อุปทิฏฺโฐติ ดังนี้นี้ มิลินทฏีกาอธิบายว่า อตฺตโน จิตฺตนิฏฺฐา เอกนฺตภาเวน น กตา. ธมฺมสณฺฐิติปริยาเยนาติ "ยญฺจ ตตฺร อาปตฺติํ อาปนฺโน, ตญฺจ ยถาธมฺโม กาเรตพฺโพ"ติ วุตฺตธมฺมสณฺฐิติปริยาเยน.  ปัญหาเหล่านั้น อันพระเถระ ๕๐๐ รูปที่ประชุมกันในคราวทำปฐมสังคายนา ไม่ให้สำเร็จด้วยความคิดแห่งตน  ทำโดยความเป็นอย่างแน่นอนว่า นี้เป็นอาบัติเล็ก นี้เป็นอาบัติน้อย. เอกชฺฌํ ศัพท์ แก้เป็น เอกนฺตภาเวน โดยความเป็นอย่างเดียว (คือ แน่นอน).

ในที่นี้แปลโดยนัยที่อรรถกถามิลินทปัญหาประกอบไว้ให้ ดังนี้ว่า

เอกชฺฌํ น กโตติ กตโม โส เอกชฺฌํ น กโต. ธมฺมสณฺฐิติปริยาเยติ สงฺคีติยา สมารุฬฺหสฺส ธมฺมสฺส อสมฺมิสฺสภาเวน สณฺฐิติยา การเณ. เอโส ปญฺโหติ ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานีติ เอโส ปญฺโห ภควตา อุปทิฏฺโฐ, โส ปญฺโห เตหิปิ เอกชฺฌํ น กโต

ปัญหาที่พระมหาเถระ ๕๐๐ รูปในคราวสังคายนาไม่ได้กระทำไว้โดยเป็นอันเดียวกัน คือ ปัญหาอะไร, ปัญหานั้น คือ ปัญหาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ว่าเป็นสิกขาบทเล็กและสิกขาบทเล็กตามลำดับ เพราะเหตุแห่งความไม่ปะปนกับอาบัติที่ขึ้นสู่สังคายนา, ปัญหานี้ พระเถระไม่ได้กระทำไว้โดยความเป็นอันเดียวกัน.

กิญฺจาปิ น กโต, อถ โข "กตมานิ ตานิ อาวุโส อุปาลิ ขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ, กตมานิ อนุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานีติ มหากสฺสเปน ปุจฺฉิโต. อุปาลิตฺเถเรน "ทุกฺกฏํ ภนฺเต กสฺสป ขุทฺทกํ สิกฺขาปทํ, ทุพฺภาสิตํ อนุขุทฺทกํ สิกฺขาปทฺ"ติ วิภชฺช ปญฺโห วิสฺสชฺชิโต.วิสฺสชิตปริโยสาเน เตหิปิ ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ ทุกฺกฏํ ขุทฺทกํ สิกฺขาปทํ, ทุพฺภาสิตํ อนุขุทฺทกํ สิกฺขาปทนฺติ วิภชฺช เอโส ปญฺโห สงฺคายิตุํ ยุตฺโตปิ น สงฺคายิตพฺโพ, ตสฺมา ตานิ ขุทฺทานุขุทฺทกานิ สิกฺขาปทานิ ทุกฺกฏํ ขุทฺทกํ, ทุพฺภาสิตํ อนุขุทฺทกนฺติ วินยปญฺญตฺติยํ น ทิสฺสนฺติ. (ขุทฺทานุขุทฺทกปญฺหํ ปฐมํ)

แม้จะไม่ได้กระทำไว้ก็จริง แต่กระนั้น พระอุบาลีเถระ ครั้นได้รับการสอบถามจากพระมหากัสสปเถระ จึงได้วิสัชนาแยกกันว่า “ทุกกฏสิกขาบทคือสิกขาบทเล็ก, ทุพภาษิตสิกขาบทคือสิกขเล็กตามลำดับ”. แม้ปัญหานั้นควรจะสวดร้อยกรองแยกกันโดยนัยดังกล่าวนั้น  แต่พระมหาเถระเหล่านั้นก็มิพึงสวดร้อยกรอง แม้ในเวลาที่สิ้นสุดลงแห่งการวิสัชนา (เหมือนอาบัติอื่น), เพราะเหตนั้น สิกขาบทเล็กและสิกขาบทเล็กตามลำดับเหล่านั้น ก็คือ สิกขาบทที่เป็นทุกกฏและสิกขาบทที่เป็นทุพภาษิต จึงไม่ปรากฏในพระวินัยบัญญัติ.

[5] คือ สิกขาบท ๒ อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในคราวที่บัญญัติสิกขาบทโดยแยกออกจากอาบัติ ๗ ประเภทมีปาราชิกเป็นต้น  ซึ่ง ๒ ประเภทนี้ นี้ พระมหาเถระ ๕๐๐ รูปนั้นไม่ได้ยกขึ้นสู่สังคายนาร่วมกับสิกขาบท ๗ กองนั้น)